'หมอธีระวัฒน์' ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา โพสต์เฟซบุ๊กประเด็น 'หมอลาออก' โดยเฉพาะหมอจบใหม่ ที่ในทุกๆปี มีหมอยื่นลาออกจากระบบราชการกันไปเป็นจำนวนมาก เจาะปัญหาที่ส่งผลให้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์
'หมอธีระวัฒน์' ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กประเด็น 'หมอลาออก' โดยเฉพาะหมอจบใหม่ ที่ในทุกๆปี มีหมอยื่นลาออกจากระบบราชการกันไปเป็นจำนวนมาก เจาะปัญหาที่ส่งผลให้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์
ทั้งนี้จากข้อมูลในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนหมอลาออก เฉลี่ยที่ปีละ 455 คน เมื่อรวมกับแพทย์เกษียณอีกปีละ 150-200 คน จึงเท่ากับมีแพทย์ออกจากระบบปีละ 655 คน ขณะที่สัดส่วนแพทย์ในสังกัด สธ.ต่อประชากรอยู่ที่ 1 ต่อ 2,000 คน ซึ่งถือว่าขาดแคลนเป็นอย่างมากหากเทียบกับมาตรฐานโลกซึ่งกำหนดไว้อยู่ที่ 3 ต่อ 1,000 คน
'หมอธีระวัฒน์' โพสต์เจาะปัญหา หมอลาออก ระบุว่า คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก คับทั้งที่คับทั้งใจ..แล้วหมอกับคนไข้จะเป็นอย่างไร! จากคุณหมอเมธี วงศ์ศิริสุวรรณ พูดแทนหมู่บุคลากรการแพทย์ รวมทั้งพยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร
ผู้เขียนแม้ไม่ใช่ตัวแทนของแพทย์ทั้งประเทศ แต่ก็เป็นหนึ่งในแพทย์ที่ผ่านระบบการใช้ทุนมายาวนานเกินกว่า 9 ปี ตามสัญญา อีกทั้งยังเป็นแพทย์ในสาขาที่น่าจะได้ชื่อว่างานหนักที่สุด เคยต้องผ่าตัดสมองผู้ป่วยถึงวันละ 9 รายติดต่อกัน เคยต้องอดนอนหรือหลับนกติดต่อกัน 3-4 วัน เคยต้องผ่าตัดคนไข้ทั้งๆที่ตัวเองมีไข้มากกว่า 40 องศา อีกทั้ง ยังเป็นคนที่ญาติผู้ป่วยมาฝากผีฝากไข้ โดยหารู้ไม่ว่าหมอคนนี้ต้องผ่าสมองคนไข้ทั้งที่ตัวเองติดเชื้อในกระแสเลือดอยู่ เคยต้องไปขอโทษญาติคนไข้ทั้งๆที่ไม่เข้าใจว่าตนเองทำผิดอะไร แต่ต้องทำเพราะผู้ใหญ่ต้องการให้เรื่องจบเร็วๆที่สุด
- ประเด็นแรก ช่วงแรกของแพทย์ใช้ทุน คือช่วงที่ทรมานที่สุดในชีวิตการเป็นแพทย์ ระบบสาธาณทุกข์ของบ้านเรา ส่งแพทย์ที่มีความรู้ทางปฏิบัติน้อยที่สุด ประสบการณ์น้อยที่สุด ไปรับมือผู้ป่วยในที่ที่มีความพร้อมของระบบน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ห้องฉุกเฉิน” หรือ “รพ.ชุมชน” ซึ่งแท้จริงแล้วต้องการแพทย์ที่มีประสบการณ์มากที่สุดในการรับมือสารพัดความต้องการของผู้ป่วยและญาติ เมื่อรับมือไม่ไหว ก็เกิดปรากฎการณ์ แห่ศพประท้วง เรียกร้องขอเงินหรือประจานลงโซเชียลมีเดีย ทั้งๆที่แพทย์พยาบาลล้วนทำงานกันเกินมนุษย์เพื่อสนองตอบนโยบายประชานิยมของนักการเมืองที่ต้องการคะแนนเสียงตุนไว้ตลอดชาติ
- ประเด็นถัดมาคือ ระบบกำหนดให้แพทย์พยาบาลเหลืออยู่ในระบบมากขึ้น เพื่อหวังให้มีคนช่วยงานบ้านมาก ๆ พร้อมกับตั้งความหวังว่า ลูก (ทาส) เหล่านี้จะทำงานบ้านอย่างเต็มใจ ยิ้มแย้ม ต้อนรับแขกทุกคนที่มาเยือนถึงเรือนบ้านด้วยหัวใจมนุษย์ นึกภาพไม่ออกว่า ระบบมันจะดีขึ้นได้อย่างไร
จำนวนแพทย์พยาบาลที่มากขึ้นโดยไม่สนใจว่าคนเหล่านี้จะมีกะจิตกะใจที่จะทำงานถวายหัวให้องค์กร?
ใช้แรงงานโดยไม่สนใจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของกรรมกรชุดขาวเหล่านี้
- ประเด็นสุดท้าย ที่มีคนถามกันมากมายว่า “เหตุใดจึงมีเฉพาะบุคลากรสายสาธารณสุขเท่านั้นที่ต้องถูกบังคับให้ใช้ทุน?” ทำไมนักศึกษาในสาขาอื่นๆที่รัฐต้องจัดงบอุดหนุนให้กับทุกคณะในมหาวิทยาลัยของรัฐ ถึงไม่ต้องมีพันธะเช่นนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ไม่ออกไงไหว!? ปมหมอแห่ลาออก เปิดข้อมูลจำนวนหมอต่อประชากรรายจังหวัด
- กว่าจะเป็น 'หมอ' นั่นยากแล้ว..อยู่ในอาชีพ 'หมอ'นั่นยากกว่า
- ปัญหาหมอขาดแคลน "เร่งผลิตเพิ่ม ยิ่งจะเละเทะ" ชี้ 3 ปัญหาสำคัญวงการแพทย์
จำได้ว่าเมื่อก่อนรัฐประหาร เกิดปัญหาขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขที่ไม่สามารถหาตำแหน่ง (ทุน) ให้กับแพทย์ที่ต้องการมาเรียนต่อเฉพาะทาง (แพทย์ประจำบ้าน) เหตุเพราะต้องจัดสรรตำแหน่งให้กับแพทย์จบใหม่ซึ่งกำลังจะถึงปีละ 4,000 คนในไม่ช้านี้ ในขณะที่ ก.พ.เองก็ฮึ่มๆมาตลอดว่าไม่มีตำแหน่งให้อีกแล้ว รมต.สธ.ในขณะนั้นจึงได้เสนอแนวคิดให้ยกเลิกการใช้ทุน (มิใช่แพทยสภาเสนออย่างที่มีคนปลุกปั่นกัน)
เหตุเพราะเห็นความจำเป็นในการจัดสรรตำแหน่งเพื่อให้ รพ. ในต่างจังหวัดสามารถบรรจุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อีกเหตุผลที่สำคัญคือ ถึงแม้ไม่บังคับให้แพทย์ใช้ทุน แต่แพทย์จบใหม่เหล่านี้ก็ไม่สามารถไปทำงานในภาคเอกชนได้ เพราะคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ต้องการ (ยกเว้นไปเปิดคลินิกเสริมสวยเอง ซึ่งเงินห้าล้านก็ไม่แน่ว่าจะเอาอยู่)
นอกจากนี้ แพทยสภา ในขณะนั้นยังได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับฝ่ายการเมืองด้วยการออกกฎว่า แพทย์ที่ต้องการศึกษาต่อเฉพาะทางต้องผ่านการทำงานให้รพ.รัฐไม่น้อยกว่า 1-3 ปี ด้วยวิธีนี้ รพ.ของรัฐในต่างจังหวัดก็จะสามารถได้แพทย์ไปทำงานพร้อมกับหาประสบการณ์ไปด้วย (ระยะหลังจะมีระบบใช้ทุนโดยทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเต็มใจร่วมหอลงโรงกัน)
หากขึ้นค่าปรับเป็นหลัก 5 ล้านบาท เชื่อว่าอาจมีกรณีฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายบริหารต้องเตรียมคำตอบไว้ดี ๆ เพราะคนเป็นพ่อเป็นแม่คงไม่ยอมให้ลูกตนเองติดคุกง่าย ๆ ในระบบที่เต็มไปด้วยความไม่พร้อมเช่นนี้
ขอย้ำว่า ไม่ได้ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าปรับกรณีเบี้ยวทุน แต่ปัญหาที่หมักหมมในระบบสาธารณสุขทุกวันนี้ควรจะได้รับการแก้ไขด้วยการผ่าตัดใหญ่ในหลายๆมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องภาระงาน การสุ่มเสี่ยงต่อการฟ้องร้อง แนวคิดของนักกฎหมายที่มีมุมมองว่า “การช่วยชีวิตคนเป็นสินค้าหรือบริการที่มุ่งหากำไร เอารัดเอาเปรียบ” ล้วนแต่ทำให้นักโทษชุดขาวเหล่านี้ต่างมองหาโอกาสในการแหกคุก ไม่ว่าคุกนั้นจะแน่นหนาสักเพียงไร แทนที่จะสร้างคุกกักกันดั่งป้อมปราการ ทำไมผู้บริหารที่ผ่านมาถึงไม่มีใครคิดจะเปลี่ยนคุกเป็นคอนโดสุดหรู ที่ทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วย ต่างแย่งกันเข้ามาอยู่อาศัย เมื่อไหร่รเราจะมีรัฐบุรุษในระบบสาธารณสุข
cr เฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha





