"โรคฝีดาษวานร" การระบาดยุคปัจจุบัน อาการอาจไม่ตรงไปตรงมา ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่ครบตามลักษณะดั้งเดิม ย้ำตรวจเลือดไม่ยืนยันโรค ป่วยรักษาอยู่บ้านได้เว้นกลุ่มเสี่ยง ไทยป่วยสะสม 470 ราย เสียชีวิต 3 ราย
จากกรณีผู้ใช้โซเชียลมีเดียแชร์ประสบการณ์ป่วย โรคฝีดาษวานร (Mpox) ที่เริ่มด้วยอาการปวดเมื่อยร่างกายอย่างหนัก นอนไม่หลับถึง 2 คืน ปวดบริเวณขาหนีบมากและโต มีผื่นขึ้นบริเวณหนึ่ง จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เป็นคู่สัญญาประกันสังคม ได้สอบถามว่ามีโอกาสเป็นโรคฝีดาษวานรหรือไม่ แต่แพทย์ให้คำตอบว่าเป็นไปไม่ได้ หากเป็นถือเป็นเรื่องใหญ่ จากนั้นเจาะเลือดและตรวจร่างกายเบื้องต้น ผลตรวจในรอบแรกไม่พบเชื้อใดๆ ต่อมามีตุ่มพุพองขึ้นชัดเจน โดยเข้านอนรักษาในรพ.และตรวจอย่างละเอียด ก่อนรับการรักษานั้น
ไทยป่วยสะสม 470 ราย เสียชีวิต 3 ราย
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) เปิดเผยรายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 – 31 สิงหาคม 2569 พบ ผู้ป่วยยืนยันทั่วโลก 68,096 ราย และเสียชีวิต 272 ราย จาก 107 ประเทศ
ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมจำนวน 470 ราย เสียชีวิต 3 ราย ทั้งนี้ ฝีดาษวานรเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เพื่อสนับสนุนมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเหมาะสม
ตรวจเลือดไม่ใช้ยืนยันโรค
“การตรวจเลือดทั่วไป ไม่ได้เป็นการตรวจยืนยันโรคฝีดาษวานร เนื่องจากรอยโรคอาจคล้ายคลึงกับโรคเริม สุกใส หรือการติดเชื้อผิวหนังชนิดอื่น โดยการวินิจฉัยหลักต้องทำด้วยการตรวจสารพันธุกรรมด้วยวิธี PCR จากตัวอย่างรอยโรค เท่านั้น หากผลตรวจรอบแรกยังไม่พบเชื้อ แต่อาการยังคงอยู่หรือมีตุ่มเพิ่มขึ้น ควรก้าวไปพบแพทย์เพื่อประเมินและตรวจซ้ำ”นพ.มณเฑียรกล่าว
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการสงสัยและอยู่ระหว่างรอเข้ารับการตรวจหรือรอผลตรวจ ควรแยกตัวจากผู้อื่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดและการมีเพศสัมพันธ์ ปกคลุมรอยโรคให้มิดชิด ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ 70% อย่างสม่ำเสมอ และสวมหน้ากากอนามัยที่กระชับใบหน้าตลอดเวลา
หายได้เอง เว้นกลุ่มเสี่ยง
“ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกราย เพราะส่วนใหญ่สามารถหายได้ด้วยการรักษาตามอาการ เช่น การบรรเทาอาการปวด การดูแลแผล และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก จำเป็นต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างใกล้ชิด”นพ.ดิเรกกล่าว
ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมหรือการรับไว้รักษาในโรงพยาบาลเป็นรายบุคคล หากมีอาการปวดมาก ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่ได้ มีรอยโรคบริเวณดวงตา หรืออาการทรุดลง ควรรีบพบแพทย์ทันที
ส่วนผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินแล้วให้แยกตัวที่บ้าน ผู้ป่วยควรแยกตัว งดการเดินทาง แยกใช้ภาชนะและเครื่องใช้ส่วนตัว ทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มและสิ่งของเครื่องใช้ พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จนกว่ารอยโรคทั้งหมดจะหาย สะเก็ดหลุด และมีผิวหนังใหม่ปกคลุม รวมถึงรอยโรคบริเวณเยื่อบุหายแล้ว
ติดต่อได้แม้ไม่มีเพศสัมพันธ์
ขณะที่กรมการแพทย์ ระบุถึงการติดต่อของโรคฝีดาษวานร สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล หรือเยื่อบุ รวมถึง การสัมผัสระหว่างมีเพศสัมพันธ์ การจูบ และการสัมผัสผิวหนังโดยตรง นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า และเครื่องนอน รวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจในระยะใกล้
“การติดเชื้อไวรัสไม่จำเป็นต้องเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดในรูปแบบอื่น โดยการอยู่ร่วมสถานที่หรือสัมผัสทั่วไปโดยไม่มีการสัมผัสเสี่ยง ไม่ถือเป็นช่องทางการแพร่เชื้อที่มีความเสี่ยงสูง”
นอกจากนี้ การใช้ถุงยางอนามัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด แต่ไม่สามารถป้องกัน การติดเชื้อไวรัสได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณที่ไม่ได้ปกคลุมด้วยถุงยางอนามัยได้
อาการที่ไม่ตรงไปตรงมา
นพ.วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการต่อมน้ำเหลืองโต จึงไม่ควรใช้การไม่มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นเกณฑ์ในการตัดโรคออก สำหรับผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก ควรพิจารณาตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วยตามข้อบ่งชี้ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องและครอบคลุม
นพ.ปุณวิศ สุทธิกุลณเศรษฐ์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคฝีดาษวานรมีระยะฟักตัวโดยทั่วไปประมาณ 3–17 วัน และอาจนานถึง 21 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาการอาจเริ่มจากไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ก่อนหรือร่วมกับการเกิดผื่นและตุ่มตามผิวหนัง
“ในการระบาดยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการไม่ครบตามลักษณะดั้งเดิม หรือมีผื่นเพียงไม่กี่ตำแหน่ง โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก”นพ.ปุณวิศกล่าว
บางรายอาจมีอาการเจ็บบริเวณทวารหนัก เจ็บขณะขับถ่าย หรือมีแผลบริเวณเยื่อบุ โดยไม่มีผื่นกระจายทั่วร่างกาย ลักษณะผื่น อาจเริ่มจากตุ่มแดงหรือตุ่มนูน พัฒนาเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง และตกสะเก็ดตามลำดับ แต่ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะและจำนวนผื่นแตกต่างกัน หากพบผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ โดยเฉพาะหลังมีประวัติสัมผัสเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
สอดรับกับที่ รศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า เคส Mpox ที่อาจจะมาด้วยอาการที่ไม่ตรงไปตรงมาที่อาจทำให้แพทย์ไม่นึกถึง Mpox ตั้งแต่แรก แนะนำให้ซักประวัติความเสี่ยงและตรวจร่างกายหาผื่นที่บริเวณอื่นที่อาจเป็น Clue ที่สำคัญ เนื่องจากส่วนใหญ่มักมีผื่นร่วมด้วย แต่อาจจะอยู่ในตำแหน่งในร่มผ้าหรือบางคนมีผื่นเล็กน้อย
- แผลที่ริมฝีปาก ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเริม
- เยื่อบุตาและกระจกตาอักเสบ วินิจฉัยว่าสาเหตุจากไวรัสหรือแบคทีเรียอื่นๆ
- ผื่นที่ตัว ถูกวินิจฉัยว่าเป็นอีสุกอีใส
- คอโตจากต่อมน้ำเหลืองถูกวินิจฉัยว่าเป็น Deep Neck Infection
- เจ็บคอและทอนซิลอักเสบ วินิจฉัยว่าเป็นติดเชื้อแบคทีเรีย
อาการอื่นๆที่อาจเกิดจาก Mpox ได้เช่น ถ่ายเป็นเลือด ท่อปัสสาวะอักเสบ อวัยวะเพศมีแผล
ข้อแนะนำสำหรับประชาชน
ข้อแนะนำสำหรับประชาชน กรมควบคุมโรค ระบุว่า ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหนังหรือรอยโรคของผู้ป่วยโดยตรง หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดและการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีอาการสงสัย รวมถึง ไม่ใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนอนร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่ผ่านสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งหรือสะเก็ดแผลได้
หมั่นสังเกตอาการของตนเอง หากมีไข้ ผื่น ตุ่ม หรือแผลผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสเสี่ยง ควรรีบเข้ารับการตรวจและแจ้งประวัติสัมผัสแก่แพทย์ตามความเป็นจริง เพราะการตรวจพบเร็วจะช่วยให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น





