กรมควบคุมโรคเผย 5 โรคติดต่อผู้ป่วยมากที่สุด – 5 โรคอัตราป่วยตายสูงที่สุดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดย “โควิด-19” จำนวนผู้ป่วยอยู่อันดับ 3 และกำลังเป็นช่วงขาขึ้น
KEY POINTS
- กรมควบคุมโรค (คร.) เผยสถิติ 5 โรคติดต่อที่มีผู้ป่วยสูงสุดในรอบเดือนสิงหาคม 2569 คือ ไข้หวัดใหญ่, อุจจาระร่วง, โควิด-19, ปอดอักเสบ และมือเท้าปาก
- สำหรับ 5 โรคที่มีอัตราป่วยเสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า (100%), ลีเจียแนร์, เมลิออยโดสิส (ไข้ดิน), ไข้หูดับ และไข้สมองอักเสบ
- ส่วนโรคที่ต้องระวังและป้องกันการป่วยอย่างเข้มข้นเช่นกัน คือ ไข้เลือดออก แม้จำนวนผู้ป่วยน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่อัตราป่วยตายกลับสูงกว่า รวมถึง โรคไข้ดิน ฉี่หนู และฝีดาษวานรด้วย
กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคติดต่อในรอบเดือนสิงหาคมและภาพรวมปี 2569 ชี้ว่าโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ โควิด-19 (ผู้ป่วยสะสมกว่า 1.3 แสนราย) ไข้หวัดใหญ่ และ RSV กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กเล็กและกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวมากที่สุด ขณะเดียวกัน ไข้เลือดออก แม้ผู้ป่วยสะสมจะลดลง แต่กลับมีอัตราป่วยตายสูงขึ้นเกือบเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมถึง โรคมือเท้าปาก และ ฝีดาษวานร (ซึ่งเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่สายพันธุ์ 1B) ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ โรคติดเชื้อทางน้ำและดินอย่าง โรคฉี่หนู และ ไข้ดิน (เมลิออยโดสิส) ก็เป็นภัยเงียบในช่วงหน้าฝนที่มีอัตราป่วยตายสูง
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่กรมควบคุมโรค มีการแถลงข่าว “กันยา รับมือ ป้องกันโรคภัย ใส่ใจสุขภาพ” พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ และนพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา คือ เดือนสิงหาคม
5 โรคที่มีรายงานจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุด ได้แก่
1.โรคไข้หวัดใหญ่ 87,770 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 376,531 ราย
2.อุจจาระร่วง 79,780 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 795,579 ราย
3.โควิด -19 64,937 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 120,466 ราย
4.ปอดอักเสบ 29,166 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 245,256 ราย
5.มือเท้าปาก 21,354 ราย ผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ 1 ม.ค.-8ก.ย.2569 จำนวน 59,605 ราย
5 โรคที่มีอัตราป่วยเสียชีวิตมากที่สุด ได้แก่
1.พิษสุนัขบ้า ผู้ป่วย 1 ราย เสียชีวิต 1 ราย อัตราป่วยตาย 100 %
2.ลีเจียแนร์ ผู้ป่วย 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย อัตราป่วยตาย 50%
3.เมลิออยโดสิส ผู้ป่วย 443 ราย เสียชีวิต 15 ราย อัตราป่วยตาย 3.39%
4.ไข้หูดับ ผู้ป่วย 106 ราย เสียชีวิต 2 ราย อัตราป่วยตาย 1.89%
5.ไข้สมองอักเสบ ผู้ป่วย 168 ราย เสียชีวิต 2 ราย อัตราป่วยตาย 1.19%
โรคโควิด-19 ผู้ป่วยอยู่ในช่วงขาขึ้น
สำหรับ สถานการณ์โรค โควิด-19 ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมีผู้ป่วยสะสมในปี 2569 ถึง 15 ก.ย. 2569 แล้ว 135,667 ราย เสียชีวิต 26 ราย อัตราป่วยตาย 0.02 % ยังคงน้อยกว่าการระบาดในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ โดยกลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด คือ ต่ำกว่า 1 ปี ส่วน 10 จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ
- ชลบุรี 747.32 ต่อประชากรแสนคน
- กรุงเทพฯ 687.31 ต่อประชากรแสนคน
- ภูเก็ต 579.47 ต่อประชากรแสนคน
- ลำพูน 537.61 ต่อประชากรแสนคน
- นครปฐม 423.83 ต่อประชากรแสนคน
- นนทบุรี 419.09 ต่อประชากรแสนคน
- สระบุรี 368.34 ต่อประชากรแสนคน
- อ่างทอง 314.67 ต่อประชากรแสนคน
- ระยอง 306.12 ต่อประชากรแสนคน
- สมุทรสงคราม 289.80 ต่อประชากรแสนคน
กรณีผู้เสียชีวิต จำนวน 26 ราย เป็นผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว 21 ราย โรคประจำตัวที่พบมากที่สุด คือ โรคเบาหวาน หลอดเลือดสมอง หัวใจและหลอดเลือด ไตวายเรื้อรัง ทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคมะเร็ง
“การพยากรณ์จำนวนผู้ป่วย ในกรณีที่ไม่ได้มีการใส่หน้ากากอนามัย ไม่ล้างมือบ่อยๆ ไม่เว้นระยะห่าง ไม่ได้จัดสถานที่ให้มีอากาศถ่ายเทที่ดี อาจมีผู้ป่วยกว่า 20,000 รายต่อสัปดาห์ แต่หากมีมาตรการป้องกันเพิ่มได้ 50 % จำนวนผู้ป่วยจะกดลงได้อย่างเร็ว และจะยิ่งลดลงได้มากขึ้นอย่างเร็วหากทำได้ 80 %และคาดการณ์ว่าจะทำให้ปี 2569 มีจำนวนผู้ป่วยไม่เกิน 3 แสนราย จึงต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนปฏิบัติมาตรการอย่างเคร่งครัด”พญ.จุไรกล่าว
ไข้หวัดใหญ่แนวโน้มเพิ่มขึ้น
ขณะที่ โรคไข้หวัดใหญ่ ป่วยสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-8 ก.ย.2569 จำนวน 359,672 ราย มีผู้เสียชีวิต 57 ราย อัตราป่วยตาย 0.016% มีอัตราใกล้เคียงโควิด อย่างไรก็ตาม แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยสายพันธุ์ที่พบมากที่สุด คือ สายพันธุ์ A/H1N1 รองลงมาคือ AH3N2 และสายพันธุ์ B โดยทั้งสามสายพันธุ์บรรจุอยู่ในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถป้องกันได้
กลุ่มอายุป่วยมากที่สุด เป็นเด็กในวัยเรียน อายุ 5-9 ปี 65,300 ราย แต่อัตราเสียชีวิตมากที่สุดยังเป็นกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป มีผู้เสียชีวิต 37 ราย จากตัวเลขสะสมทั้งหมด 57 ราย อย่างไรก็ตาม วัคซีนยังจำเป็นในกลุ่มเสี่ยง
รวมถึง โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ข้อมูลปี 2569 (1 ม.ค.-8 ก.ย.) ป่วย 8,578 ราย เสียชีวิต 1 รายเป็นเด็กอายุ 2 เดือน มีประวัติคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงเมื่อติดเชื้ออาร์เอสวี จะอันตราย
“สถานการณ์โรคโควิด -19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงต้องระวังอย่างเข้มข้นในช่วงนี้”พญ.จุไรกล่าว
ป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวถึงคำแนะนำสำหรับการป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจว่า 1. ควรปฏิบัติตามสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดีอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือสัมผัสสิ่งสกปรก ไม่ใช้สิ่งของ/เครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เมื่อไอ /จามต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้า/ทิชชู ทุกครั้ง รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ร้อน สะอาด ไม่ใช้ภาชนะรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มร่วมกับผู้อื่น ควรใช้แก้วน้ำส่วนตัว 2.ประชากรกลุ่มเสียง ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันหนาแน่น ในระยะที่มีการระบาดของโรค หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
3.เมื่อมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก ต้องสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว และไปรับการรักษาจากแพทย์ หากพบว่าป่วยเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจควรหยุดพักรักษาตัวจนกกว่าจะหายเป็นปกติ
4.หากในครอบครัว /สถานศึกษา มีผู้ป่วยอาการไข้หวัด ควรแยกผู้ป่วยอออกจากผู้อื่น และผู้ที่ต้องดูแล /ใกล้ชิดกับผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัยเสมอ
5. สถานที่สาธารณะที่เป็นพื้นที่ปิด ควรจัดการให้มีการถ่ายเทอากาศที่ดี และทำความสะอาดสถานที่อย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งมีป้ายเตือนให้ประชาชนเคร่งครัดในเรื่องสุขอนามัยที่ดี
6. คำแนะนำเรื่องฉีดวัคซีน ไข้หวัดใหญ่แนะนำรับวัคซีนไข้หวัตใหญ่ทุกปี เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้นกันโดยเฉพาะกลุ่มเสียง ส่วนโควิด-19 และอาร์เอสวีมีเป็นวัคซีนทางเลือก
ไข้เลือดออก อัตราป่วยตายเกือบเป็น 2 เท่าของปี 68
พญ.จุไร กล่าวด้วยว่า ในส่วนของโรคไข้เลือดออก สถานการณ์ปี 2569 ผู้ป่วย 25,026 ราย เสียชีวิต 39 ราย อัตราป่วยตาย 0.16 % โดยจำนวนผู้ป่วยต่ำกว่าปี 2568 อยู่ 1.8 เท่า แต่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะทางภาคใต้ และพบผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ทั้งนี้ใน 39 รายที่เสียชีวิต เป็นผู้ใหญ่ 15 ปีขึ้นไป 34 ราย และเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี 5 ราย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ มีโรคประจำตัว ไปรพ.ช้าคือไปรับการรักษาวันที่ 4 หลังเริ่มป่วย อ้วนและได้รับยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไดโคฟีแนค ไอบูโพรเฟน แอสไพริน
“แม้จำนวนผู้ป่วยเหมือนจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังประมาทไม่ได้ และสิ่งที่น่าห่วง คือ ปี 2568 จำนวนผู้ป่วยราว 70,000 คน อัตราป่วยตายราว 0.09 % แต่ในปี 2569 ยังไม่ครบปี จำนวนผู้ป่วยลด แต่อัตราป่วยตายเกือบเป็น 2 เท่าของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 0.16 % โดยอัตราป่วยตายจะเริ่มสูงขึ้นเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ พบไวรัสไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์ จึงต้องพยายามป้องกันไม่ให้ยุงกัด กำจัดแหล่งวางไข่ของยุงและหากมีไข้สูง 2 วันไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย”พญ.จุไรกล่าว
ระวังมือ เท้า ปากในเด็ก
สถานการณ์โรคมือเท้าปาก ผู้ป่วยสะสมในปี 2569 จำนวน 59,643 ราย มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย กลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ อายุ 0-4 ปี ,5-9 ปี และ10-14 ปี พบผู้ป่วยกระจายตัวอยู่ในทุกภูมิภาคสูงสุดในภาคกลาง จังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุด คือ เชียงราย ชลบุรี และกรุงเทพฯ และยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งฤดูฝนเป็นช่วงที่โรคเพิ่มขึ้น
โรคไข้ดินอัตราป่วยตายสูงกว่าฉี่หนู
นพ.วีรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในช่วงหน้าฝนมี 2 โรคที่ต้องระวังแน่นอน โรคแรก คือ โรคเลปโตสไปโรสิสหรือโรคฉี่หนู ช่วง 2 เดือนตั้งแต่ 9 ก.ค.-8 ก.ย. พบผู้ป่วย 907 ราย เสียชีวิต 8 ราย อัตราป่วยตาย 0.88 % โดยมีอัตราป่วยใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จึงควรเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ที่พบมาก ได้แก่ ภาคเหนือตอนบน ภาคใต้ตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ส่วนโรคเมดิออยโดสิส หรือไข้ดิน ช่วง 2 เดือนตั้งแต่ 9 ก.ค.-8 ก.ย. พบผู้ป่วย 693 ราย เสียชีวิต 23 ราย อัตราป่วยตาย 3.32 % ส่วนใหญ่พบที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไต โรคธาลัสซีเมีย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิต้องระวังเป็นพิเศษ หากได้รับเชื้อจะมีอาการรุนแรงเฉียบพลัน และมีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมาก หากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วันร่วมกับมีประวัติลุยน้ำ/ดินย้อนหลังได้นานถึง 1 ปี ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
โรคฝีดาษวานร ช่วงเปลี่ยนผ่านสายพันธุ์ที่ระบาด
นอกจากนี้ โรคฝีดาษวานร(MPOX) มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างชัดเจน ทั่วโลกในช่วงเดือนก.ค.2569 มีรายงานผู้ป่วยราว 1,300 ราย จาก 32 ประเทศ สำหรับประเทศไทยเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของสายพันธุ์ที่ระบาด โดยปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ 2 แต่ตอนนี้กลับกันเป็นสายพันธุ์ 1B โดยมีผู้ป่วย 307 ราย เป็นสายพันธุ์ 1B จำนวน 247 ราย สายพันธุ์ 2 จำนวน 58 ราย ยังไม่ระบุสายพันธุ์ 2 ราย และเสียชีวิต 2 ราย โดยยังพบผู้ป่วยในกลุ่มขายรักชายเป็นหลัก ผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 20 เท่า อายุ 20 ,30,40 ปีเป็นหลัก
“อัตราป่วยต้องนอนรพ.ทั้ง 2 สายพันธุ์ไม่แตกต่างกัน ดังนั้น แม้สายพันธุ์มีการเปลี่ยนผ่านจากสายพันธุ์ 2 เป็น 1B อัตราความรุนแรงในการนอนรพ.ไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่พบสังเกตได้ จะพบว่า ตุ่มน้ำใสบริเวณผิวหนังของ 1B จะค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ 2”นพ.วีรวัฒน์กล่าว





