วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

สธ.เร่งพัฒนา ‘ระบบสุขภาพปฐมภูมิ’ ประกาศขยับ ‘อายุสุขภาพดี’ คนไทยสู่ 75 ปี

สธ.ประกาศเพิ่ม‘อายุสุขภาพดี’ คนไทยเป็น 75 ปี ผ่านงบบูรณาการกว่า 800 ล้าน   ลุยพัฒนา ‘ระบบสุขภาพปฐมภูมิ’ จัดสรรเงินกองทุน 500 บาทต่อคนต่อปีเคลื่อนงาน 

KEY POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เร่งพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยจัดสรรงบประมาณนำร่อง 500 บาทต่อคนต่อปี และจัดตั้ง 'อาสาพยาบาลชุมชน' เพื่อดูแลประชาชนเชิงรุก
  • ตั้งเป้าหมายเพิ่ม 'อายุสุขภาพดี' ของคนไทยให้ถึง 75 ปี โดยร่วมมือกับภาคีสุขภาพต่างๆ และใช้งบประมาณบูรณาการกว่า 805 ล้านบาทเพื่อขับเคลื่อน 6 ตัวชี้วัดร่วม
  • 'อาสาพยาบาลชุมชน' จะทำงานแบบเต็มเวลา (Full-time) เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยจิตเวชถึงที่บ้าน

จากที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ประกาศนโยบาย 7 เสาหลักขับเคลื่อนในปีงบประมาณ 2569 ประกอบด้วย 1. การส่งเสริมสุขภาพดีทุกช่วงวัย 2.นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ 3. เศรษฐกิจสุขภาพสร้างรายได้ 4.การบริหารจัดการที่โปร่งใสและยืดหยุ่นแข็งแกร่ง (Resilience) พร้อมรองรับวิกฤต  5.การบริการที่เป็นเลิศสู่โรงพยาบาลสีเขียว 6.การเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากร, และ 7.การยกระดับระบบสุขภาพไทยสู่การเป็นผู้นำสุขภาพของโลก ในระดับนานาชาติ

พัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ จัดให้ 500 บาท/คน/ปี

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินงานในปีนี้ คือ การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิให้เข้มแข็งและต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นเดือนได้มีการอนุมัติงบประมาณนำร่องกลไกจัดสรรงบประมาณระบบปฐมภูมิ (Primary Care Fund) ในอัตรา 500 บาทต่อคนต่อปี เพื่อครอบคลุมทุกสิทธิ์สุขภาพใน 76 จังหวัด ตั้งเป้านำร่องใน 108 อำเภอ คิดเป็นประชากรประมาณ 10.6 ล้านคน ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล 108 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 1,733 แห่ง

การบูรณาการงบประมาณนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ปรับเพิ่มค่าตอบแทนแก่ทีมบุคลากรทางการแพทย์ และปรับเปลี่ยนเป้าหมายจากการวัดเพียงจำนวนผู้เข้ามารับการรักษาไปสู่การเน้นผลสัมฤทธิ์เชิงคุณค่าและผลลัพธ์สุขภาพ (Value-based Care) โดยการจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 70 % จ่ายล่วงหน้าให้เครือข่ายเพื่อใช้เป็นทรัพยากรในการดำเนินงาน และ 30 % จ่ายตามผลงานเชิงคุณค่าและผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชน

อาสาพยาบาลชุมชนเข้ามาปิดช่องว่าง

ส่วนโครงการอาสาพยาบาลชุมชนถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อลงไปปฏิบัติงานเชิงรุกในพื้นที่ร่วมกับโรงพยาบาล แพทย์ และพยาบาล เพื่อบรรลุตัวชี้วัด (KPI) ร่วมกัน โดยไม่ได้ทำหน้าที่แทนพยาบาลวิชาชีพ จุดแตกต่างสำคัญจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) คือ อสม. ทำงานในลักษณะ Part-time แต่อาสาพยาบาลชุมชนจะทำงานแบบเต็มเวลา (Full-time) เพื่อประกบและดูแลกลุ่มผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการถึงที่บ้าน

กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะพึ่งพิง, ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งต้องเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างใกล้ชิด, หญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก, ตลอดจนผู้ป่วยจิตเวชและผู้มีปัญหาจากยาเสพติด

ในส่วนของหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก เนื่องจากสถิติการเกิดในปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 400,000 คนต่อปี การดูแลจึงต้องเน้นคุณภาพตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ 9 เดือน โดยติดตามการได้รับสารอาหารและวิตามินที่จำเป็น เมื่อคลอดแล้ว อาสาพยาบาลชุมชนจะเข้าไปช่วยดูแลสุขภาพจิตของคุณแม่ ช่วยจัดการภาระการเลี้ยงดูบุคลากรใหม่ในบ้านร่วมกับลูกคนโตที่อาจมีอายุเพียง 3-4 ขวบ รวมถึง การเยียวยาจิตใจของครอบครัวในกรณีที่เด็กแรกเกิดมีความผิดปกติหรือไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ติดยาเสพติดที่มักหยุดยาจนเกิดอาการคุ้มคลั่ง อาสาพยาบาลชุมชนจะทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. และ อบจ.) เพื่อเข้าร่วมดูแลและระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที ทังนี้ ได้จัดทำแผนที่ความต้องการ (Heatmap) ทั่วประเทศ โดยเน้นเริ่มจากจุดเล็กๆ เพื่อสร้างเรื่องราวความสำเร็จ (Success Story) ก่อนขยายผลต่อไป

 “อาสาพยาบาลชุมชนยังเข้ามาปิดช่องว่าง (Bridge the gap) ความขาดแคลนนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ซึ่งไม่สามารถประจำอยู่ทุกพื้นที่ได้ อีกทั้งพยาบาลเกษียณอายุในวัย 60 ปีส่วนใหญ่ที่มีฐานรายได้สูงก็มักจะไม่ลงมาทำหน้าที่รับค่าตอบแทนในระดับ 15,000 บาท สำหรับข้อกังวลเรื่องการใช้งบประมาณ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้มอบหมายให้ติดตามอย่างใกล้ชิด”นายพัฒนากล่าว

เป้าหมายอายุสุขภาพดี 75 ปี งบกว่า 800 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังบูรณาการภาคีสุขภาพ ขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย คนไทยมีอายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาดพีที่ 75 ปี โดยทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โดยตั้งเป้าขับเคลื่อนตัวชี้วัดร่วม (Joint KPI) ใน 6 ด้านผ่านงบประมาณบูรณาการรวม 805.36 ล้านบาท ประกอบด้วย

  • ระบบนิเวศสุขภาพในโรงเรียน  110.96 ล้านบาท
  • เวชศาสตร์วิถีชีวิตสำหรับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง 312 ล้านบาท
  • การส่งเสริมสุขภาพตามหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับเด็กปฐมวัย 110 ล้านบาท
  • การป้องกันการล้มในผู้สูงอายุ 101.8 ล้านบาท
  • เมืองสุขภาพดีที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 38.6 ล้านบาท
  • สุขภาพชายแดนและแรงงานข้ามชาติ 132 ล้านบาท

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า  กระทรวงสาธารณสุขจึงพยายามขับเคลื่อนงานเป็น 2 ขาควบคู่กัน ขาแรก คือ การดูแลรักษาผู้ป่วยและการป้องกันโรค (Prevention) ที่ทำได้ดีอยู่แล้วให้ดำเนินต่อไป ส่วนขาที่ 2 คือ การดึงเม็ดเงิน การลงทุน และการวิจัยจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ให้เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) การผลิตในประเทศ เพื่อให้เงินงบประมาณที่ใช้จ่ายไป 1 บาท ไม่ไหลออกนอกประเทศถึง 99 สตางค์ แต่อย่างน้อยให้อยู่ในประเทศสัก 50 สตางค์

“ขอให้ทุกเขตสุขภาพจัดทำแผนบริหารวงเงิน กำหนดผู้รับผิดชอบ แนวทางติดตาม และการจัดการความเสี่ยงให้ชัดเจน คุ้มค่า สมกับที่ได้รับความไว้วางใจและงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการที่มีคุณภาพ ทั่วถึง ต่อเนื่อง และยั่งยืนตลอดไป”นายพัฒนากล่าว