วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปี 70 อัดฉีด ‘งบบัตรทอง’ เพิ่ม 1.8 หมื่นล้าน เติม 3 ส่วน ชู 5 แนวทางบริหาร

รมว.สาธารณสุข แถลงสำเร็จแก้เงินคลังปี 69 ทำ รพ.วิกฤติระดับ 7 ลดเหลือแห่งเดียว พร้อมกางแผนปี 70 ลุยอัดฉีดงบ สปสช. เพิ่ม 1.8 หมื่นล้าน ชู 5 แนวทางบริหารกองทุนยันระบบสุขภาพไม่มีวันล่มสลาย

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข แถลงนโยบายกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ปีงบประมาณ 2570 ว่า ผลสัมฤทธิ์ของการบริหารการเงินการคลังด้านสุขภาพปี 2569 ที่เป็นรูปธรรม คือ โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.) จะมีรายรับผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยในและส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เพิ่มขึ้นจากราว 63,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 เป็น 70,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 7,400 ล้านบาท รวมถึง มีความร่วมมือและกลไกการบริหารวงเงินร่วมกันในระดับจังหวัด  เขตสุขภาพและประเทศ

ส่งผลให้ รพ.ที่มีวิกฤติการเงินระดับ 7 ลดลงอย่างรวดเร็ว จาก 136 แห่งในปี 2568 เหลือ 70 แห่งในปี  2569 และหลังปิดงบประมาณปี  2569 เหลือเพียง 1 แห่ง คือ โรงพยาบาลมหาสารคาม ซึ่งมีเหตุพิเศษและต้องจัดทำแผนฟื้นฟูการเงินการคลังพร้อมติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อมุ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินในปี 2570 ตั้งเป้าไม่มีรพ.วิกฤติการเงินระดับ 7

สำหรับแผนดำเนินงานการบริหารการเงินการคลัง ปีงบประมาณ 2570  นายพัฒนา กล่าวว่า  ทีมการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ทำให้จะได้รับวงเงินเพิ่มขึ้น ประมาณ 18,600 ล้านบาท แยกเป็น ผู้ป่วยใน 15,279 ล้านบาท ผู้ป่วยนอก 2,234 ล้านบาท และรายการค่าชดเชยอื่นๆ 1,210 ล้านบาท  โดยตั้งเป้าอัตราจ่ายผู้ป่วยในให้ไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อ Adjusted RW เพื่อให้สอดคล้องกับภาระต้นทุนการรักษาพยาบาลมากขึ้น

“การบริหารความเสี่ยงทางการเงินจะช่วยให้โรงพยาบาลมีสภาพคล่องเพียงพอ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำไว้ว่าอย่างไรโรงพยาบาลก็ปิดไม่ได้ ต้องดูแลรักษาผู้ป่วยและสุขภาพของคนไทย โดยรัฐบาลไม่มีทางปล่อยให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเกิดการช็อต ชัตดาวน์ หรือล่มสลายอย่างแน่นอน”นายพัฒนากล่าว 

นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า  การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต้องทำให้หน่วยบริการมีความพร้อมและประชาชนได้รับบริการที่จำเป็นอย่างมีคุณภาพต่อเนื่อง โดยกำหนดนโยบายไว้ 5 แนวทาง ได้แก่

1. การบริหารกองทุนร่วมกันให้เป็นระบบและมีการติดตามผลงานอย่างต่อเนื่องทั้งระดับส่วนกลาง ภูมิภาคและจังหวัด

2. การบริหารงบผู้ป่วยในให้เป็นไปตามเป้าหมายและกรอบที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)เห็นชอบ โดยมีเป้าหมายผลงาน 10.5 ล้าน SUM Adjust RW และอัตราจ่ายที่ 10,000 บาทต่อ Adjust RW ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมทั้งลดการส่งต่อที่ไม่จำเป็น พัฒนาเครือข่ายการดูแลสุขภาพร่วมกัน ไม่ปฏิเสธผู้ป่วย และไม่ดึงการรักษาที่ไม่จำเป็นเข้ามารักษาก่อนเวลาอันสมควร

3.การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบเฉพาะกรณีเฉพาะ (งบ CR) โดยเฉพาะรายการที่มีผลงานบริการสูงกว่าเป้าหมาย ให้ร่วมมือกันวิเคราะห์ความจำเป็นทางการแพทย์ ปริมาณการให้บริการ และงบประมาณ

ปี 70 อัดฉีด ‘งบบัตรทอง’ เพิ่ม 1.8 หมื่นล้าน เติม 3 ส่วน  ชู 5 แนวทางบริหาร

4. การพัฒนาบริการระบบปฐมภูมิและการจ่ายค่าบริการแบบเน้นคุณค่า ตามกรอบพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิระยะ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570–2572 โดยขอให้กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ร่วมมือกับหน่วยบริการในพื้นที่เป้าหมาย เชื่อมโยงการจ่ายเงินกับผลลัพธ์สุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการคัดกรอง ป้องกันโรค และดูแลโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่องใกล้บ้าน ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลขนาดใหญ่

และ5.การดูแลสภาพคล่องควบคู่ไปกับคุณภาพบริการ โดยจัดสรรเงินค่าบริการผู้ป่วยนอก ค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไว้ล่วงหน้าไม่เกิน 25 % ให้หน่วยบริการตามเงื่อนไข เพื่อสนับสนุนการจัดบริการอย่างต่อเนื่องในระหว่างรอการจัดสรรปรับงบประมาณ

นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า  ปัจจุบันประเทศไทยใช้งบประมาณสาธารณสุขอยู่ที่ประมาณ 4% กว่า ๆ ของ GDP เท่านั้น ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศในกลุ่ม OECD ใช้ถึง 8–9% ของ GDP หากเราเพิ่มงบประมาณโดยยังคงเน้นการนำเข้าหรือซื้อยาและอุปกรณ์จากต่างประเทศ ก็เปรียบเหมือนการปลูกข้าวหาเงินเพื่อมาซื้อยา ซึ่งเงินจะไหลออกนอกประเทศเป็นส่วนใหญ่

"จำเป็นต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์โดยเติมเรื่องภาคการผลิต การวิจัย และการนำความรู้ มันสมอง หรือชื่อเสียงที่มีในระบบสาธารณสุขมาสร้างรายได้และผลตอบแทนเข้าประเทศ เพื่อนำงบประมาณเหล่านั้นกลับมาดูแลผู้ป่วยและประชาชนในระดับฐานรากและปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น”นายพัฒนากล่าว