วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม 2569

Login
Login

สธ. ประกาศ ‘7 นโยบายเสาหลัก’ ปีงบ 2570 ไร้รพ.วิกฤติการเงิน -ดันจีดีพี 0.5 %

สธ. เดินหน้านโยบาย 7 เสาหลักปี 2570 มุ่งคนไทยสุขภาพดี -ยกระดับรพ.เทียบเท่าโรงเรียนแพทย์ - ลุยอัปเกรดการแพทย์อัจฉริยะ -ดึงต่างชาติลงทุนผลิตยา เครื่องมือแพทย์เข้าไทย หวังดัน GDP โต 0.5%

KEY POINTS

  • มุ่งยกระดับบริการสุขภาพปฐมภูมิ ควบคู่กับการนำนวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะมาใช้ เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัด, AI และเซลล์บำบัด CAR-T Cell
  • ผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพเพื่อเพิ่ม GDP ของประเทศ 0.5% โดยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาผลิตยาและอุปกรณ์การแพทย์ในไทย
  • แก้ปัญหาวิกฤตการเงินของโรงพยาบาล และสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรด้วยแนวคิด "หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ"
  • ส่งเสริมโรงพยาบาลสีเขียวเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และยกระดับบทบาทไทยสู่การเป็นผู้นำด้านสุขภาพในเวทีโลก

กระทรวงสาธารณสุข สธ. ประกาศนโยบาย ปีงบประมาณ 2570 ผ่าน 7 เสาหลัก มุ่งให้คนไทยสุขภาพดี 75 ปี ยกระดับบริการปฐมภูมิ และนำนวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ อย่างหุ่นยนต์ผ่าตัด AI รวมถึง CAR-T Cell มาใช้ ควบคู่กับการดึงดูดต่างชาติลงทุนผลิตยาและอุปกรณ์แพทย์ในไทยเพื่อดัน GDP โต 0.5%

นอกจากนี้ยังมุ่งแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเงินของโรงพยาบาล ดูแลขวัญกำลังใจบุคลากรด้วยแนวคิด "หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ" พร้อมขับเคลื่อนโรงพยาบาลสีเขียวสู่เป้าหมาย Net Zero และแต่งตั้งทูตสาธารณสุขเพื่อดันไทยเป็นผู้นำสุขภาพโลก

1 เขตสุขภาพ 1 รพ.เทียบเท่าโรงเรียนแพทย์

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข แถลงนโยบายกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ปีงบประมาณ 2570 ว่า มีนโยบาย 7 เสาหลัก ประกอบด้วย

เสาหลักที่ 1 สุขภาพดีทุกช่วงวัย เป้าหมายสำคัญ 1.ลดการสูญเสียปีสุขภาวะ 2.ลดอัตราตายของมารดา 16 ต่อแสนการเกิดมีชีพ 3.ขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมินำร่อง 108 แห่ง 4.เครือข่ายอาสาพยาบาลครอบคลุมการดูแล 5.พัฒนา National Standard Health Data Set พร้อมยกระดับ หมอพร้อม Super App 6.ผู้ป่วยยาเสพติดหยุดเสพต่อเนื่องหลังผ่านการบำบัดฟื้นฟู 7. 1 เขตสุขภาพ 1 รพ.เทียบเท่าโรงเรียนแพทย์ 8.ลดการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกเขตสุขภาพ และ9.บูรณาการระบบบริการและการส่งต่อระหว่างรพ.อย่างไร้รอยต่อครอบคลุมทุกพื้นที่

เพิ่มหุ่นยนต์ผ่าตัด – เริ่มรักษา ATMP ใน 5 แห่ง

เสาหลักที่ 2 นวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ เป้าหมายสำคัญ คือ 1.พัฒนาเครือข่ายศูนย์ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) ปี 2570 เพิ่มขึ้น 5 ตัวเป็น 13 ตัว  และปี  2571 เพิ่มอีก 6 ตัว เป็น 19 ตัว  กระจายไปในพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ อาทิ รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่  รพ.อุดรธานี รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นต้น  2.ติดตั้งและเปิดใช้งานระบบเอไอ(AI) ทางการแพทย์ในรพ.

3.ยกระดับศูนย์มะเร็งภูมิภาคพร้อมรองรับการรักษาด้วยนวัตกรรมขั้นสูง(ATMPs) 4.ขับเคลื่อนการนำหุ่นยนต์บริการและสนับสนุนทางการแพทย์มาใช้ในสถานพยาบาล 5.ผลักดัน Health Tech Startups ไทยแลนด์ 6.เริ่มการรักษาผู้ป่วยด้วยเซลล์บำบัด CAR-T Cell รายแรกของกระทรวงสาธารณสุขใน 5 แห่ง  7.พัฒนาศูนย์รังสีรักษาให้ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ และ8.ลดระยะเวลารอคอยการฉายรังสี

เศรษฐกิจสุขภาพเพิ่มจีดีพี 0.5 %

เสาหลักที่ 3 เศรษฐกิจสุขภาพ  มุ่งเน้น เพิ่มจีดีพี(GDP) ประเทศไทย 0.5 % โดยการผลักดันสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลก เดินหน้าต่อในเรื่องของ Medical Investment Hub ผ่านเรื่องศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ(Service Hub) ศูนย์กลางวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์(R&D Hub) ศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพและนวัตกรรมสุขภาพ (Product & Health Manufacturing Hub) รวมถึง

ดำเนินการเรื่อง พรีเมียมเมดิคัลเซ็นเตอร์ (Premium Medical Center) และลองจิวิตี้&เวลเนสเซ็นเตอร์(Longevity & Wellness Center) และสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ สมุนไพร เวชสำอาง
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า ไทยต้องการเป็นผู้สร้าง ผู้ผลิตหรือผู้ร่วมผลิตวัสดุทางการแพทย์และวิจัยต่างๆ

โดยการดึงดูดลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ตอนนี้ MOU ไปแล้วกับ MSD และแซนดอส  ในช่วง 3 ปี น่าจะมีเงินมาลงทุนราว 3,000-4,000 ล้านบาท และกำลังจะMOU กับ GSK ,โรช และBayer และบริษัทยาอื่นๆตามมา และจะขยับไปสู่การเดินหน้าเจรจาและMOU กับบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ ให้มาใช้ Local Content, การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และการผลิตภายในประเทศเพื่อความมั่นคงทางการแพทย์

“สมมติเราเคยใช้งบซื้อนำเข้า 1,000 ล้าน เมื่อมาผลิตในไทยอาจจะใช้เงินเพียง 300-400 ล้านบาท แม้เราอาจจะผลิตสู้จีน สู้อินเดียไม่ได้ แต่ถ้าเราผลิตแพงกว่าเขาสัก 10% -15% แต่เราได้ความมั่น คงกลับมาที่ถึงเวลามีปัญหาจะมีของอยู่ในบ้านและใช้งานได้ จะเป็นการนำฐานของความมั่นคงของการรักษาโรค ของการดูแลผู้ป่วย เครือข่ายของโรงพยาบาลที่ดี มาต่อยอดสร้างเศรษฐกิจ”นายพัฒนากล่าว  

ไม่มีรพ.วิกฤติการเงินระดับ 7 -พัฒนาระบบประกันสุขภาพ

เสาหลักที่ 4 การบริหารงานโปร่งใส สร้างความมั่นคงทางการเงินการคลังสุขภาพในระบบบริการทุกระดับ เป้าหมายสำคัญ คือ ลดจำนวนรพ.ที่มีภาวะวิกฤติทางการเงินระดับ 6-7 เหลือ 0 แห่ง  ,ลดผลต่างสินทรัพย์การเงินการคลังสุทธิติดลบ,บูรณาการแผนงานและงบประมาณร่วมกับภาคีเครือข่ายสุขภาพอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) และบริหารจัดการงบประมาณและระบบบริการสุขภาพร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)

พัฒนาระบบประกันสุขภาพครอบคลุมการบริการพรีเมียมคลินิก (PMC) เพื่อเป็นทางเลือกการรักษาในราคาที่ย่อมเยากว่าเอกชน และช่วยดึงอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ลง และจัดตั้งงบประมาณกองทุนสำรองรองรับภัยพิบัติ

"ตอนนี้เหลือ รพ.วิกฤติการเงินระดับ 7 หรือระดับสีแดง 1 แห่ง คือ รพ.มหาสารคาม ขณะนี้เรากำลังตรวจสอบการบริหารจัดการภายในโรงพยาบาลมหาสารคาม  ว่าการใช้งบประมาณเป็นไปในทิศทางถูกต้องเรียบร้อยหรือไม่ ซึ่งพบว่ามีภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูงผิดปกติ จึงต้องเข้าไปดูกัน"นายพัฒนากล่าว 

สธ. ประกาศ ‘7 นโยบายเสาหลัก’ ปีงบ 2570 ไร้รพ.วิกฤติการเงิน -ดันจีดีพี 0.5 %

รพ.100 แห่งเข้าสู่ระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต

เสาหลักที่ 5  การพัฒนาโรงพยาบาลสีเขียว และเป้าหมาย Net Zero มุ่งสู่การเป็นโรงพยาบาลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และจัดทำจุดชาร์จ EV โดยการลงทุนโซลาร์เซลล์มีระยะเวลาคืนทุนภายใน 6–7 ปี และมีอายุการใช้งาน 20–25 ปี ซึ่งผลประหยัดค่าไฟฟ้าจะกลับคืนสู่โรงพยาบาลเพื่อนำไปใช้ดูแลผู้ป่วย ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ Net Zero Mall กว่า 700 แห่ง มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 114,000 กิโลวัตต์พีก และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 60,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

“เป้าหมายถัดไป คือ การนำโรงพยาบาลอีก 100 แห่งเข้าสู่ระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต ขยายผลสู่ MOPH Carbon Market และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานทดแทนให้ได้ 50 % ภายในปี 2573”นายพัฒนากล่าว 

จัดตั้ง "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกระทรวงสาธารณสุข

เสาหลักที่ 6  การสร้างขวัญกำลังใจ ความมั่นคง และสวัสดิการบุคลากร ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุข โดยยึดค่านิยม "หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ" ผ่านการนำเทคโนโลยีมาลดภาระงาน พร้อมทั้งส่งเสริมความมั่นคงในสายอาชีพ การให้ทุนศึกษาต่อเฉพาะทาง ทุนการศึกษาสำหรับบุตรหลาน การบรรจุบุคลากรตามความจำเป็น การจัดสรรค่าตอบแทนที่เหมาะสม

และการผลักดันจัดตั้ง "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกระทรวงสาธารณสุข" เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงาน ปรับปรุงบ้านพักบุคลากร และจัดบริการรถรับส่งด้วยพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานมีความสุข มั่นคง และสามารถดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เล็งเงินต่างชาติพัฒนาระบบ - ตั้งทูตสาธารณสุข 

เสาหลักที่ 7 ยกระดับระบบสุขภาพไทยก้าวเป็นผู้นำสุขภาพโลก ผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ในปี 2571 เพิ่มเครดิตของประเทศ และการต่อยอดเวทีสากลจากการประชุม IMF และ World Bank ที่นักการเงินต่างๆมีความต้องการจัดสรรเงินให้เปล่าและเงินกู้ให้ระบบสาธารณสุขของประเทศต่างๆรวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งก็จะพิจารณานำมาใช้ในเรื่องการวิจัยวัคซีน การสร้างรพ.ใหม่ๆ หรือระบบสุขภาพชายแดน และแต่งตั้ง "ทูตสาธารณสุข (Health Attaché)" ในกลุ่มประเทศเป้าหมายเพื่อเจรจาขับเคลื่อนการค้า การแพทย์ การลงทุน ปักหมุดระบบสาธารณสุขไทยบนเวทีนโยบายสุขภาพโลก