“นายกฯอนุทิน” ลั่นระบบสุขภาพต้องปรับเน้นป้องกัน- ส่งเสริมสุขภาพ ขยาย “เฮลท์สแปน” คนไทย ลุยผลักดัน "อุตสาหกรรมเวลเนส" แบบครบวงจร
KEY POINTS
- “นายกฯอนุทิน” ลั่นไทยสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพต่อเนื่อง ระบบสุขภาพต้องปรับเน้นป้องกัน- ส่งเสริมสุขภาพ ขยาย “เฮลท์สแปน” คนไทย เตรียมเข้าสังคมสูงวัยสมบูรณ์ในอีก 7 ปี
- “นายกฯอนุทิน” ย้ำรัฐใช้วินัยการเงินการคลังเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าเรื่องสุขภาพของประชาชน จะไม่ถูกงบประมาณด้านอื่นมาตัดทอนไป
- รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาผลักดัน "อุตสาหกรรมเวลเนส (Wellness)" แบบครบวงจร ต่อยอดภูมิปัญญาด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ สร้างงาน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ร่วมผนึกพลังทุกภาคส่วน ก้าวสู่ระบบสุขภาพไทยที่ยั่งยืน” ในการเป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ภายใต้แนวคิด สังคมอยู่ดีมีพลัง นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ”ว่า แม้งบประมาณและต้นทุนในการดูแลสุขภาพของประชาชนจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
ยืนยันว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะจัดสรรงบประมาณมาสนับสนุน เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งงบประมาณด้านสุขภาพของประชาชนเป็นภารกิจเดียวที่สำนักงบประมาณจะไม่ตัดลด หากมีความจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณ จะไปพิจารณากับส่วนอื่นก่อน
ปรับระบบสุขภาพเน้นป้องกัน -ขยาย “เฮลท์สแปน”
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ต้องสร้างให้ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านสุขภาพไปอย่างต่อเนื่อง แต่จะต้องปรับนโยบาย ยุทธศาสตร์ในระดับหนึ่ง เพราะจากนี้ไปไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ ต้องเดินเข้าไปด้วยความมั่นอกมั่นใจ โดยรัฐบาลขอความร่วมมือไปยังกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ต้องทำให้ประชาชนมีพื้นฐานสุขภาพที่ดี อายุขัยขยับขึ้นอย่างมีสุขภาพดี พึ่งตนเองได้ อยู่อย่างมีความสุข และไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น โดยการมีสุขภาพพื้นฐานที่แข็งแรงตามมาตรฐาน
เช่น การควบคุมระดับความดันโลหิต ปริมาณน้ำตาลในเลือด หรือโรคเรื้อรังให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ จะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐในการดูแลรักษาไปจนถึงสิ้นอายุขัย ซึ่งหากประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างถูกต้อง ประเทศไทยจะสามารถขับเคลื่อนไปได้ รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการระบบสวัสดิการได้ดี และประชาชนจะสามารถนำพลังกายและพลังใจกลับมาเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างผลผลิตให้แก่ประเทศ
“ในอีก 6 - 7 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ระบบสุขภาพของประเทศจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเน้นหนักในด้านการป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ และการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้สามารถฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มช่วงอายุการมีสุขภาพดี”นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพเป็นอย่างมาก แม้จะประสบวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่สามารถแปรวิกฤตให้เป็นโอกาสในการปลดล็อกศักยภาพด้านสาธารณสุข ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขไทยมีความเข้มแข็ง และได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าสามารถรองรับภาวะวิกฤตทางสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้การบริหารงบประมาณภายในอาจมีข้อติดขัดเรื่องการจ่ายเงินชดเชยแก่โรงพยาบาล ซึ่งรัฐบาลพร้อมบริหารจัดการงบประมาณ แต่ประชาชนยังคงได้รับบริการดูแลทางการแพทย์อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น ระบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) มาใช้ในการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างแม่นยำ เพื่อลดภาระการดูแลของผู้คนในวัยทำงาน
“ต้องทำให้กลุ่มวัยทำงานสามารถมุ่งเน้นการสร้างรายได้ สร้างผลผลิต และสร้างรายได้ให้ประเทศ เพื่อนำเงินกลับมาจัดสรรเป็นสวัสดิการต่างๆ ก็จะทำให้สังคมผู้สูงอายุอยู่ร่วมกับสังคมปกติได้ด้วยความเข้าใจ”นายอนุทินกล่าว
รักษาวินัยการเงินการคลัง ไม่ให้งบฯสุขภาพตัดทอน
นายอนุทิน กล่าวอีกด้วยว่า ประเทศไทยยังรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเข้มงวด ไม่ใช่สุรุ่ยสุร่าย เพื่อทำให้มีงบประมาณบริหารประเทศได้ทุกมิติ ตัวอย่างเช่น การเยียวยาอุทกภัย ซึ่งเดิมต้องจ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนปีละ 20,000 -40,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมถาวร
รัฐบาลได้อนุมัติโครงการระบายน้ำคลองป่าสัก-ชัยนาท และป่าสัก-อ่าวไทย เพื่อผันน้ำออกจากลุ่มน้ำเจ้าพระยาลงสู่อ่าวไทย ป้องกันความเสียหายในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ควบคู่ไปกับการใช้ระบบประกันภัยเข้ามาดูแลความเสียหายจากภัยพิบัติให้แก่ประชาชนจำนวน 30 ล้านครัวเรือน ด้วยงบประมาณเบี้ยประกันภัย 15,500 ล้านบาท ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณเยียวยาได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท นำเงินส่วนต่างไปพัฒนาระบบป้องกัน
“รัฐใช้วินัยการเงินการคลังเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าเรื่องสุขภาพของประชาชน จะไม่ถูกงบประมาณด้านอื่นมาตัดทอนไป”นายอนุทินกล่าว
เวิลด์แบงก์แนะมุ่งป้องกัน-ส่งเสริมสุขภาพ
จากการเข้าร่วมการประชุมสถาบันการเงินระหว่างประเทศ IMF และธนาคารโลก (World Bank) ที่ผ่านมา รายงานของธนาคารโลกประเมินว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว และจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ภายในปี ค.ศ. 2033 หรืออีกประมาณ 7 ปีข้างหน้า ธนาคารโลกเสนอแนะให้ประเทศไทยปรับน้ำหนักของระบบสุขภาพมุ่งเน้นไปที่การป้องกันโรค การตรวจคัดกรองในระดับชุมชน และการเสริมสร้างระบบบริการปฐมภูมิ และเรื่องกำลังคน การเพิ่มทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักฟื้นฟู ผู้ดูแล และนักสังคมสงเคราะห์ เพื่อดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง
หวั่นกำลังคนด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอ
ความท้าทายที่สำคัญของระบบสาธารณสุข คือ กำลังคนด้านสุขภาพที่ไม่เพียงพอ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าทั่วโลกอาจประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์มากถึง 11 ล้านคน แต่ประชากรมีอายุสูงขึ้น จะเจอกับการที่งานเพิ่ม คนลด ก็อาจจะกระทบระบบบริการ แม้แต่ประเทศในกลุ่มประเทศที่มีระบบสวัสดิการสาธารณสุขดี รวมถึง ประเทศไทย โดยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage: UHC) เป็นเครื่องการันตี
ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของประเทศในระดับสากล เดิมทีขั้นตอนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ต้องใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 7 ปี แต่จากการเจรจากับเลขาธิการ OECD และความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งของฝ่ายข้าราชการประจำในการจัดทำเอกสารและวางกลยุทธ์ ทำให้คาดการณ์ว่าจะสามารถลดระยะเวลาลงได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
ผลักดัน "อุตสาหกรรมเวลเนส”
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลเดินหน้าพัฒนาผลักดัน "อุตสาหกรรมเวลเนส( Wellness)" แบบครบวงจร ทั้งการส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพจิต โภชนาการ การออกกำลังกาย การป้องกันโรค การฟื้นฟู และการเตรียมความพร้อมก่อนวัยชรา โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างโรงพยาบาล คลินิก ผู้ผลิตนวัตกรรม ผู้ประกอบการท้องถิ่น สถานศึกษา และธุรกิจสมุนไพร โดยรัฐจะเข้าไปส่งเสริม
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในการนำภูมิปัญญาและการแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน และการแพทย์ทางเลือก โดยไทยมีโอกาสนำมาพัฒนาต่อยอด ด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในกระบวนการผลิตและบริการ ให้สามารถทำงานร่วมกับแพทย์สมัยใหม่ได้ดียิ่งขึ้น แนว
ต่อยอดภูมิปัญญา จุดขายบุก Health Marketing
แนวทางนี้ก็เป็นการสะท้อนความพยายามที่จะรักษารากวัฒนธรรมและสร้างความรู้และบริการรูปแบบใหม่สำหรับอนาคต ใช้การผสมผสาน จะช่วยเพิ่มศักยภาพของ Health Marketing หรือตลาดสุขภาพ ให้เป็นจุดขายเอกลักษณ์ที่สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นให้แก่ประเทศ สำหรับประเทศไทย โอกาสในการพัฒนาจึงอยู่ในทั้งระบบบริการสุขภาพและเศรษฐกิจสุขภาพ แต่การเติบโตต้องอยู่บนความเชื่อมั่น ประชาชนต้องได้รับบริการที่ปลอดภัย มีคุณภาพและครอบคลุมทุกคน
“ประเทศไทยมีภูมิปัญญาดั้งเดิมมาอยู่แล้วทั้งการแพทย์แผนไทย สมุนไพร อาหาร การนวด การดูแลสุขภาพในชุมชนและความรู้ในการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ สามารถเชื่อมต่อกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ นอกจากส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษาแล้ว ในทางเศรษฐกิจก็ยังถือเป็นภาคส่วนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่น่าสนใจด้วย” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า วิสัยทัศน์ของรัฐบาลเกี่ยวกับระบบสุขภาพของคนไทยในวันนี้ ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี เข้ารพ.น้อยลง ขณะเดียวกันส่งเสริมอุตสาหกรรมเวลเนส สร้างงาน สร้างบุคลากร สร้างทักษะและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย เพราะถ้ามีเศรษฐกิจที่ดีก็จะมีงบประมาณและคนมักจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดีขึ้น ก็จะมีศักยภาพที่จะดูแลรักษาตัวเองได้ ก็จะมีพลังที่จะไปพัฒนาความมั่นคง ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
“การมีสุขภาพดีของคนกับการพัฒนาประเทศให้มีความเข้มแข็งในทุกๆด้าน เป็นสิ่งที่แยกขาดกันไม่ได้”นายอนุทินกล่าว





