ผู้สูงอายุไทยอาศัยตามลำพังสูงถึง 1.8 ล้านคน เสี่ยงตายโดดเดี่ยว โดยประมาณการขั้นต่ำอยู่ที่ราว ราว 47,000 คนต่อปี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ( สช.) เปิดพิมพ์เขียว “3 ค” รับมือ
KEY POINTS
- ผู้สูงอายุไทยอาศัยตามลำพังสูงถึง 1.8 ล้านคน เสี่ยงตายโดดเดี่ยว โดยประมาณการขั้นต่ำอยู่ที่ราว ราว 47,000 คนต่อปี
- สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ( สช.) เปิดพิมพ์เขียว “3 ค” รับมือผู้สูงอายุตายโดดเดี่ยว ครอบคลุม “ค้นหา คุ้มครอง เคียงข้าง” จ่อเสนอครม.ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ
- พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการให้บริการด้านการจัดการกับร่างกายและทรัพย์สินระหว่างและภายหลังเสียชีวิต และเสนอปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อรองรับการตายโดดเดี่ยว
ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์และก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุสุดยอด โดยคาดว่าจะมีผู้สูงอายุเสี่ยงภาวะโดดเดี่ยวสูงถึง 1.8 ล้านคน และตายโดดเดี่ยวขั้นต่ำราว 47,000 คนต่อปี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 ค” (ค้นหา คุ้มครอง และเคียงข้าง) เพื่อเตรียมรับมือ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำ Big Data จัดรหัสสีกลุ่มเสี่ยง พัฒนาชุมชนเป็นฐานดูแล (Community-based Care) หนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมสิทธิระยะท้ายของชีวิต (Living Will) พัฒนาธุรกิจดูแลความตาย และปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อสร้างระบบนิเวศให้ผู้สูงอายุไทยสามารถ “อยู่ดี แก่ดี และตายดี” ได้อย่างมีศักดิ์ศรี
4 นิยามสูงวัยโดดเดี่ยว
นิยามของ “ความโดดเดี่ยว” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การอยู่ตัวคนเดียวอย่างแท้จริงเท่านั้น แต่ยังจำแนกออกเป็นหลายมิติที่มีความเปราะบางแตกต่างกันออกไป
1.กลุ่มโดดเดี่ยวสมบูรณ์ หมายถึงผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่มีลูกหลานหรือญาติพี่น้องคอยดูแล
2.กลุ่มกึ่งโดดเดี่ยวหรือเสมือนโดดเดี่ยว เป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกันสองคนตายาย แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องแบกรับภาระในการดูแลอีกฝ่ายที่เจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ผู้ดูแลเองรู้สึกขาดการปฏิสัมพันธ์และโดดเดี่ยวอย่างยิ่ง
3.กลุ่มที่รู้สึกโดดเดี่ยว แม้จะมีผู้อื่นหรือลูกหลานอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน แต่กลับไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลหรือถูกทอดทิ้งให้อยู่ในภาวะซึมเศร้า
และ4.กลุ่มโดดเดี่ยวกลางวัน ซึ่งพบเป็นสัดส่วนสูงที่สุด อาจมีจำนวนมากถึง 80 % ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยในกลุ่มนี้ลูกหลานต้องออกไปทำงานนอกบ้านในเวลากลางวัน ทิ้งให้ผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง เพิ่มโอกาสในการเผชิญอันตรายจากอุบัติเหตุ ปัญหาสุขภาพฉับพลัน หรือความเจ็บป่วยรุนแรงที่ไม่มีคนคอยช่วยเหลือได้ทันท่วงที
คาดขั้นต่ำสูงวัยตายโดดเดี่ยว 47,000 คนต่อปี
จากตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนประเทศไทย มีรายงาน “ผู้สูงอายุตายเดี่ยว”จำนวนมาก ปีละ 3-4 ล้านคนในญี่ปุ่น ถูกทิ้งไว้ที่บ้านกว่าจะเจอก็เป็นศพแห้งหรือเน่าแล้ว ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหามาถึงไทยเช่นกัน เนื่องจากเป็นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ มีผู้สูงอายุเกิน 20 % อีก 9-10 ปี จะเป็นสังคมผู้สูงอายุสุดยอด จำนวนผู้สูงอายุประมาณ 28 %
จากการศึกษาและคาดการณ์ผ่านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสำรวจในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พบข้อบ่งชี้ว่าจะมีผู้สูงอายุในไทยที่ต้องเผชิญกับภาวะโดดเดี่ยวสูงถึง 10-12 % ซึ่งเมื่อคำนวณจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั้งหมดในปัจจุบันที่มีอยู่ราว 14 ล้านคน จะพบว่ามีผู้สูงอายุมากถึง 1.8 ล้านคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวในอนาคต
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุจะเสียชีวิตตามลำพังราว 47,000 คนต่อปี โดยตัวเลขนี้ถือว่าเป็นประมาณการขั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งอัตราการตายของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังจะสูงกว่าปกติ เนื่องจากการอยู่ลำพังอาจมีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น การถูกทอดทิ้งจากลูกหลานแลญาติพี่น้อง การขาดการติดต่อจากโลกภายนอก และความกดดันทางอารมณ์ เป็นต้น
พิมพ์เขียว “3 ค” เตรียมรับมือ
ทว่า ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการเฉพาะเพื่อรองรับ “การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว (Solitary Death) ของกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง
นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.)ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วย กลุ่มผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตโดดเดี่ยว โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ เป็นประธาน
พร้อมด้วยคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน หลายกระทรวง ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมกันยกร่างมาตรการเพื่อนำเสนอต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในช่วงปลายเดือนต.ค.2569 ก่อนนำเสนอคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) ปลายปี 2569 และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ตามลำดับ เพื่อผลักดันให้เกิดคำสั่งไปสู่แนวทางปฏิบัติการในระดับนโยบายทุกภาคส่วน
“คาดการณ์อีก 5-10 ปีจากนี้ไทยจะข่าวอยู่เรื่อยๆว่ามีคนตายโดดเดี่ยวอยู่ที่บ้าน ศพถูกทิ้งไว้ ไม่ได้ดูจนแห้ง เน่า”
กลไกจะประกอบด้วย 9 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ครอบคลุมตั้งแต่ 1.การเฝ้าระวัง 2.การคัดกรอง 3.การพัฒนาระบบบริการ 4.การจัดระบบข้อมูล 5.การทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ช่วงสุดท้ายของชีวิต 6.การหนุนเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7. Age Friendly City ให้ทั้งเมืองเป็นมิตรกับคนสูงอายุและทุกวัย 8.การส่งเสริมให้มีธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการความตาย และ9.การปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างโดดเดียว
ทั้งหมดสรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 ส่วน” หรือใช้คำที่จดจำง่ายว่า “3 ค” ประกอบด้วย “ค้นหา คุ้มครอง และเคียงข้าง”
ค้นหา จัดทำ Big data
ส่วนที่ 1 การป้องกัน (Prevention) หรือค้นหา เฝ้าระวัง จะมุ่งเน้นการบูรณาการระบบข้อมูลและการเฝ้าระวัง จัดทำฐานข้อมูลกลางของประเทศในรูปแบบ Big data เพื่อระบุตัวตนของกลุ่มเสี่ยง โดยแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุออกเป็นรหัส 3 สี ได้แก่
- กลุ่มสีเขียว คือผู้สูงอายุที่สุขภาพดี ดูแลตัวเองได้ และมีระบบคนดูแลคอยช่วยเหลือ
- กลุ่มสีเหลือง คือ ผู้สูงอายุที่ยังพอช่วยเหลือตนเองได้แต่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเพียงลำพังและขาดแคลนผู้ดูแล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยง
- และกลุ่มสีแดง คือ กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือเป็นกลุ่มที่เผชิญภาวะทางจิตเวช ซึมเศร้าอย่างรุนแรง ตลอดจนผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะติดบ้านหรือติดเตียงและต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งถือเป็นกลุ่มวิกฤตที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที
คุ้มครอง - ดูแล
ส่วนที่ 2 คุ้มครองและการดูแล (Protection) จะเป็นการพัฒนาระบบดูแล สภาพแวดล้อม และสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุหรือ Friendly City โดยการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายเพื่อนบ้านและชุมชนคอยสอดส่องสังเกตความผิดปกติในชีวิตประจำวัน เช่น พฤติกรรมการตากผ้า การออกจากบ้าน การใช้โทรศัพท์ หรือการใช้ระบบสาธารณูปโภคอย่างน้ำและไฟฟ้า
หากพบว่าไม่มีการใช้น้ำหรือไฟฟ้ารวมถึงไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ในบ้านติดต่อกันเกิน 3 วัน ระบบชุมชนจะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทันทีเพื่อป้องกันเหตุร้าย รวมถึง ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมและเอไอ เพื่อการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง และพัฒนาทักษะดิจิทัล ให้สามารถใช้เทคโนโลยีและบริการฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ไทยใช้ Community-based Care
นพ.อภิชาติ กล่าวด้วยว่า จัดแข็งสำคัญของประเทศไทยอยู่ตรง “พลังชุมชน” ทิศทางที่ดีที่สุดของสังคมไทยจึงต้องตั้งอยู่บนฐานการดูแลโดยชุมชน หรือ “Community-based Care” โดยอาศัยความร่วมมือของเครือข่ายบ้าน วัด โรงเรียน มัสยิด และโบสถ์
ตัวอย่างที่น่าสนใจในกรุงเทพมหานคร คือ การจัดการของโบสถ์แม่พระที่จัดระบบอาสาสมัครหมุนเวียนเข้าไปดูแลครอบครัวเปราะบาง ที่มีผู้หญิงสูงอายุติดเตียงและผู้ชายสูงอายุที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชายเดินหลงออกจากบ้าน และช่วยคุ้มครองความปลอดภัยจากการทำร้ายร่างกาย
ครัวรวมในกลุ่มครอบครัว
ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดมีการส่งเสริมแนวคิด "3-4 ครอบครัวดูแลกัน" เพื่อความคุ้มค่าและสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างเช่น นวัตกรรม "ครัวรวม" หรือครัวเดียวของบางชุมชน ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานจากการก่อไฟทำอาหารในทุกหลังบ้านลงได้ โดยการนำวัตถุดิบมารวมกันปรุงที่จุดเดียวและรับประทานอาหารร่วมกัน ไม่เพียงแต่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังสร้างความอบอุ่นและช่วยขจัดภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พระจำบ้าน คืนกำไรให้โยม
ทำนองเดียวกัน สถาบันศาสนาในจ.สระแก้วได้ริเริ่มโครงการ "หลวงพ่อคืนกำไรให้โยม" โดยพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาตจะนำอาหารและของคาวหวานที่เหลือล้น ไปแบ่งปันให้กับผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวหรือติดเตียงในชุมชน การปฏิบัติเช่นนี้อาศัยความสามารถในการ "จำบ้าน" ของพระสงฆ์และเด็กวัด เพื่อเข้าไปเคาะประตูบ้านส่งมอบความอาทร
รวมถึง กรณีวัดป่าในจ.ลำพูนที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมาสร้าง "บ้านหลังสุดท้าย" เพื่ออยู่อาศัยร่วมกันในเขตวัด ทำกิจกรรมร่วมกัน และเมื่อเสียชีวิต บ้านหลังนั้นก็จะตกเป็นมรดกของวัดเพื่อประโยชน์สาธารณะต่อไป นอกจากนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรส่วนเกินอื่น ๆ เช่น ไข่ต้มแก้บนจากวัดหลวงพ่อโสธรในจ.ฉะเชิงเทรา ที่สามารถกระจายสู่บ้านผู้สูงอายุเสี่ยงภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม
เคียงข้าง ระยะท้ายของชีวิต
ส่วนที่ 3 ได้รับการคุ้มครองสิทธิในทุกช่วงจนถึงระยะท้ายของชีวิต( End of life Care) หรือเคียงข้าง เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อดูแลผู้สูงอายุไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งเรื่องส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิในการแสดงเจตนาในวาระสุดท้าย (Living Will) โดยขยายการดำเนินงานสู่ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง
ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ของสังคมเกี่ยวกับการวางแผนล่วงหน้าในระยะท้ายของชีวิต และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงและเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การคุ้มครองและการปฏิบัติดามเวตนทรมณ์รื่องฆ้องผู้สูงอายุเป็นไปอย่างต่องและมีประสิทธิพระสิทธิผล
ธุรกิจดูแลความตาย-บริหารจัดการทรัพย์สิน
อีกทั้ง ส่งเสริมให้มีระบบการจัดการความตายสำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีความต้องการในด้านการจัดการกับร่างกายและทรัพย์สินระหว่างและภายหลังเสียชีวิต ด้วยการพัฒนาระบบการจัดการความตายสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพังและกลุ่มเสี่ยง โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการให้บริการด้านการเฝ้าระวังความปลอดภัย การจัดการร่างกายหลังเสียชีวิต การจัดทำ
พินัยกรรม และการบริหารจัดการทรัพย์สิน ทั้งนี้ ให้มีการกำหนดมาตรฐาน ระบบขึ้นทะเบียน และกลไกกำกับดูแลทางกฎหมายที่รัดกุม เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ รวมถึงรองรับการแสดงเจตนา ล่วงหน้าเกี่ยวกับการจัดการตนเองภายหลังการเสียชีวิตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“ปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนและการพัฒนา "ธุรกิจการดูแลความตายและคุณภาพชีวิต" เช่น บริการส่งผู้ดูแลรายชั่วโมงผ่านระบบที่คล้ายคลึงกับ Grab Caregiver เพื่อช่วยเหลือในการเดินทางไปโรงพยาบาล ทำความสะอาดบ้าน หรืออยู่เป็นเพื่อนคุย ตลอดจนการทำธุรกิจโฮมสเตย์รับฝากผู้สูงอายุแบบชั่วคราวและค้างคืนเพื่อให้ญาติได้พักผ่อน”นพ.อภิชาตกล่าว
ปลดล็อกกฎหมายรองรับตายโดดเดี่ยว
นพ.อภิชาต กล่าวด้วยว่า ข้อจำกัดทางกฎหมายเป็นอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญ จึงต้องปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวให้ทันต่อสถานการณ์การเสียชีวิตลำพัง โดยการเร่งทบทวน ปรับปรุง และพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมสูงวัย
โดยครอบคลุมกฎหมายด้านทะเบียนราษฎร์และการแจ้งการเสียชีวิต การจัดการทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ของผู้เสียชีวิต ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและการทอดทิ้งบุพการี เพื่อให้เกิดกลไกคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ
“กฎหมายไทยยังกำหนดให้การเสียชีวิตที่บ้านโดยลำพังถือเป็นการเสียชีวิตที่ผิดปกติ ส่งผลให้กระบวนการแจ้งตายมีความยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องผ่านพนักงานสอบสวน แพทย์ชันสูตร และการผ่าพิสูจน์ศพ จนทำให้ญาติเสียค่าใช้จ่ายสูงและส่งผลให้ผู้คนเลือกไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลมากกว่าการตายดีที่บ้านของตนเอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนกฎหมายแจ้งตายภายใน 24 ชั่วโมงให้มีความกระชับและสะดวกขึ้นสำหรับกรณีผู้สูงอายุที่มีประวัติเจ็บป่วยเรื้อรังชัดเจน”นพ.อภิชาติกล่าว
วิกฤติสึนามิสีเงินและการตายโดดเดี่ยวไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องร่วมกันของสังคมไทยที่ต้องสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีระบบคุ้มครอง และมีความอบอุ่นของความสัมพันธ์ในท้องถิ่น เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายสูงสุด คือ การส่งเสริมให้ประชาชนไทยสามารถ "อยู่ดี ทำงานดี แก่ดี และตายดี"





