วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยเสี่ยง ‘ตายโดดเดี่ยว’ ขั้นต่ำปีละ 47,000 คน ชู '3 ค' รับมือ

ผู้สูงอายุไทยอาศัยตามลำพังสูงถึง 1.8 ล้านคน เสี่ยงตายโดดเดี่ยว โดยประมาณการขั้นต่ำอยู่ที่ราว ราว 47,000 คนต่อปี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ( สช.) เปิดพิมพ์เขียว “3 ค” รับมือ

KEY POINTS

  • ผู้สูงอายุไทยอาศัยตามลำพังสูงถึง 1.8 ล้านคน เสี่ยงตายโดดเดี่ยว โดยประมาณการขั้นต่ำอยู่ที่ราว ราว 47,000 คนต่อปี
  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ( สช.) เปิดพิมพ์เขียว “3 ค” รับมือผู้สูงอายุตายโดดเดี่ยว ครอบคลุม “ค้นหา คุ้มครอง เคียงข้าง” จ่อเสนอครม.ขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ
  • พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการให้บริการด้านการจัดการกับร่างกายและทรัพย์สินระหว่างและภายหลังเสียชีวิต และเสนอปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อรองรับการตายโดดเดี่ยว

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์และก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุสุดยอด โดยคาดว่าจะมีผู้สูงอายุเสี่ยงภาวะโดดเดี่ยวสูงถึง 1.8 ล้านคน และตายโดดเดี่ยวขั้นต่ำราว 47,000 คนต่อปี สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จึงขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 ค” (ค้นหา คุ้มครอง และเคียงข้าง) เพื่อเตรียมรับมือ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำ Big Data จัดรหัสสีกลุ่มเสี่ยง พัฒนาชุมชนเป็นฐานดูแล (Community-based Care) หนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมสิทธิระยะท้ายของชีวิต (Living Will) พัฒนาธุรกิจดูแลความตาย และปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย เพื่อสร้างระบบนิเวศให้ผู้สูงอายุไทยสามารถ “อยู่ดี แก่ดี และตายดี” ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

4 นิยามสูงวัยโดดเดี่ยว

นิยามของ “ความโดดเดี่ยว” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การอยู่ตัวคนเดียวอย่างแท้จริงเท่านั้น แต่ยังจำแนกออกเป็นหลายมิติที่มีความเปราะบางแตกต่างกันออกไป

1.กลุ่มโดดเดี่ยวสมบูรณ์ หมายถึงผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่มีลูกหลานหรือญาติพี่น้องคอยดูแล

2.กลุ่มกึ่งโดดเดี่ยวหรือเสมือนโดดเดี่ยว เป็นกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกันสองคนตายาย แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องแบกรับภาระในการดูแลอีกฝ่ายที่เจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ผู้ดูแลเองรู้สึกขาดการปฏิสัมพันธ์และโดดเดี่ยวอย่างยิ่ง

3.กลุ่มที่รู้สึกโดดเดี่ยว แม้จะมีผู้อื่นหรือลูกหลานอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน แต่กลับไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลหรือถูกทอดทิ้งให้อยู่ในภาวะซึมเศร้า

และ4.กลุ่มโดดเดี่ยวกลางวัน ซึ่งพบเป็นสัดส่วนสูงที่สุด อาจมีจำนวนมากถึง 80 % ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยในกลุ่มนี้ลูกหลานต้องออกไปทำงานนอกบ้านในเวลากลางวัน ทิ้งให้ผู้สูงอายุต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง เพิ่มโอกาสในการเผชิญอันตรายจากอุบัติเหตุ ปัญหาสุขภาพฉับพลัน หรือความเจ็บป่วยรุนแรงที่ไม่มีคนคอยช่วยเหลือได้ทันท่วงที

คาดขั้นต่ำสูงวัยตายโดดเดี่ยว 47,000 คนต่อปี

จากตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนประเทศไทย  มีรายงาน “ผู้สูงอายุตายเดี่ยว”จำนวนมาก ปีละ 3-4 ล้านคนในญี่ปุ่น ถูกทิ้งไว้ที่บ้านกว่าจะเจอก็เป็นศพแห้งหรือเน่าแล้ว  ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นปัญหามาถึงไทยเช่นกัน เนื่องจากเป็นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ มีผู้สูงอายุเกิน 20 % อีก 9-10 ปี  จะเป็นสังคมผู้สูงอายุสุดยอด จำนวนผู้สูงอายุประมาณ 28 % 

จากการศึกษาและคาดการณ์ผ่านงานวิจัยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการสำรวจในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พบข้อบ่งชี้ว่าจะมีผู้สูงอายุในไทยที่ต้องเผชิญกับภาวะโดดเดี่ยวสูงถึง 10-12 % ซึ่งเมื่อคำนวณจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุทั้งหมดในปัจจุบันที่มีอยู่ราว 14 ล้านคน จะพบว่ามีผู้สูงอายุมากถึง 1.8 ล้านคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวในอนาคต

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุจะเสียชีวิตตามลำพังราว 47,000 คนต่อปี โดยตัวเลขนี้ถือว่าเป็นประมาณการขั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งอัตราการตายของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังจะสูงกว่าปกติ เนื่องจากการอยู่ลำพังอาจมีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น   การถูกทอดทิ้งจากลูกหลานแลญาติพี่น้อง การขาดการติดต่อจากโลกภายนอก และความกดดันทางอารมณ์ เป็นต้น 

พิมพ์เขียว “3 ค” เตรียมรับมือ

ทว่า ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการเฉพาะเพื่อรองรับ “การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว (Solitary Death) ของกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง

นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.)ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วย กลุ่มผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตโดดเดี่ยว โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ เป็นประธาน

พร้อมด้วยคณะกรรมการจากทุกภาคส่วน หลายกระทรวง ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมกันยกร่างมาตรการเพื่อนำเสนอต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในช่วงปลายเดือนต.ค.2569  ก่อนนำเสนอคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(คสช.) ปลายปี 2569 และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ตามลำดับ เพื่อผลักดันให้เกิดคำสั่งไปสู่แนวทางปฏิบัติการในระดับนโยบายทุกภาคส่วน

“คาดการณ์อีก 5-10 ปีจากนี้ไทยจะข่าวอยู่เรื่อยๆว่ามีคนตายโดดเดี่ยวอยู่ที่บ้าน ศพถูกทิ้งไว้ ไม่ได้ดูจนแห้ง เน่า”

กลไกจะประกอบด้วย 9 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ครอบคลุมตั้งแต่ 1.การเฝ้าระวัง 2.การคัดกรอง 3.การพัฒนาระบบบริการ 4.การจัดระบบข้อมูล 5.การทำหนังสือแสดงเจตนารมณ์ช่วงสุดท้ายของชีวิต 6.การหนุนเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7. Age Friendly City ให้ทั้งเมืองเป็นมิตรกับคนสูงอายุและทุกวัย 8.การส่งเสริมให้มีธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการความตาย และ9.การปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างโดดเดียว

ทั้งหมดสรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย “3 ส่วน” หรือใช้คำที่จดจำง่ายว่า “3 ค”  ประกอบด้วย “ค้นหา คุ้มครอง และเคียงข้าง”

ค้นหา จัดทำ Big data

ส่วนที่ 1 การป้องกัน (Prevention) หรือค้นหา เฝ้าระวัง จะมุ่งเน้นการบูรณาการระบบข้อมูลและการเฝ้าระวัง จัดทำฐานข้อมูลกลางของประเทศในรูปแบบ Big data เพื่อระบุตัวตนของกลุ่มเสี่ยง โดยแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุออกเป็นรหัส 3 สี ได้แก่

  • กลุ่มสีเขียว คือผู้สูงอายุที่สุขภาพดี ดูแลตัวเองได้ และมีระบบคนดูแลคอยช่วยเหลือ
  • กลุ่มสีเหลือง คือ ผู้สูงอายุที่ยังพอช่วยเหลือตนเองได้แต่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเพียงลำพังและขาดแคลนผู้ดูแล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยง
  • และกลุ่มสีแดง คือ กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือเป็นกลุ่มที่เผชิญภาวะทางจิตเวช ซึมเศร้าอย่างรุนแรง ตลอดจนผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะติดบ้านหรือติดเตียงและต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งถือเป็นกลุ่มวิกฤตที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที

คุ้มครอง - ดูแล

ส่วนที่ 2 คุ้มครองและการดูแล (Protection)  จะเป็นการพัฒนาระบบดูแล สภาพแวดล้อม และสร้างเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุหรือ Friendly City โดยการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายเพื่อนบ้านและชุมชนคอยสอดส่องสังเกตความผิดปกติในชีวิตประจำวัน เช่น พฤติกรรมการตากผ้า การออกจากบ้าน การใช้โทรศัพท์ หรือการใช้ระบบสาธารณูปโภคอย่างน้ำและไฟฟ้า

ไทยเสี่ยง ‘ตายโดดเดี่ยว’ ขั้นต่ำปีละ 47,000 คน ชู '3 ค' รับมือ

หากพบว่าไม่มีการใช้น้ำหรือไฟฟ้ารวมถึงไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ในบ้านติดต่อกันเกิน  3 วัน ระบบชุมชนจะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ทันทีเพื่อป้องกันเหตุร้าย  รวมถึง ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมและเอไอ เพื่อการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง  และพัฒนาทักษะดิจิทัล ให้สามารถใช้เทคโนโลยีและบริการฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ไทยใช้ Community-based Care

นพ.อภิชาติ กล่าวด้วยว่า  จัดแข็งสำคัญของประเทศไทยอยู่ตรง “พลังชุมชน” ทิศทางที่ดีที่สุดของสังคมไทยจึงต้องตั้งอยู่บนฐานการดูแลโดยชุมชน หรือ “Community-based Care” โดยอาศัยความร่วมมือของเครือข่ายบ้าน วัด โรงเรียน มัสยิด และโบสถ์

ตัวอย่างที่น่าสนใจในกรุงเทพมหานคร คือ การจัดการของโบสถ์แม่พระที่จัดระบบอาสาสมัครหมุนเวียนเข้าไปดูแลครอบครัวเปราะบาง ที่มีผู้หญิงสูงอายุติดเตียงและผู้ชายสูงอายุที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชายเดินหลงออกจากบ้าน และช่วยคุ้มครองความปลอดภัยจากการทำร้ายร่างกาย
ครัวรวมในกลุ่มครอบครัว

 ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดมีการส่งเสริมแนวคิด "3-4 ครอบครัวดูแลกัน" เพื่อความคุ้มค่าและสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างเช่น นวัตกรรม "ครัวรวม" หรือครัวเดียวของบางชุมชน ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานจากการก่อไฟทำอาหารในทุกหลังบ้านลงได้ โดยการนำวัตถุดิบมารวมกันปรุงที่จุดเดียวและรับประทานอาหารร่วมกัน ไม่เพียงแต่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังสร้างความอบอุ่นและช่วยขจัดภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พระจำบ้าน คืนกำไรให้โยม

ทำนองเดียวกัน สถาบันศาสนาในจ.สระแก้วได้ริเริ่มโครงการ "หลวงพ่อคืนกำไรให้โยม" โดยพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาตจะนำอาหารและของคาวหวานที่เหลือล้น ไปแบ่งปันให้กับผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวหรือติดเตียงในชุมชน การปฏิบัติเช่นนี้อาศัยความสามารถในการ "จำบ้าน" ของพระสงฆ์และเด็กวัด เพื่อเข้าไปเคาะประตูบ้านส่งมอบความอาทร

 รวมถึง กรณีวัดป่าในจ.ลำพูนที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุมาสร้าง "บ้านหลังสุดท้าย" เพื่ออยู่อาศัยร่วมกันในเขตวัด ทำกิจกรรมร่วมกัน และเมื่อเสียชีวิต บ้านหลังนั้นก็จะตกเป็นมรดกของวัดเพื่อประโยชน์สาธารณะต่อไป  นอกจากนี้ การบริหารจัดการทรัพยากรส่วนเกินอื่น ๆ เช่น ไข่ต้มแก้บนจากวัดหลวงพ่อโสธรในจ.ฉะเชิงเทรา ที่สามารถกระจายสู่บ้านผู้สูงอายุเสี่ยงภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ไทยเสี่ยง ‘ตายโดดเดี่ยว’ ขั้นต่ำปีละ 47,000 คน ชู '3 ค' รับมือ

เคียงข้าง ระยะท้ายของชีวิต

ส่วนที่ 3 ได้รับการคุ้มครองสิทธิในทุกช่วงจนถึงระยะท้ายของชีวิต( End of life Care)  หรือเคียงข้าง เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อดูแลผู้สูงอายุไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งเรื่องส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิในการแสดงเจตนาในวาระสุดท้าย (Living Will) โดยขยายการดำเนินงานสู่ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง

ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้ของสังคมเกี่ยวกับการวางแผนล่วงหน้าในระยะท้ายของชีวิต และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงและเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การคุ้มครองและการปฏิบัติดามเวตนทรมณ์รื่องฆ้องผู้สูงอายุเป็นไปอย่างต่องและมีประสิทธิพระสิทธิผล

ธุรกิจดูแลความตาย-บริหารจัดการทรัพย์สิน

อีกทั้ง  ส่งเสริมให้มีระบบการจัดการความตายสำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีความต้องการในด้านการจัดการกับร่างกายและทรัพย์สินระหว่างและภายหลังเสียชีวิต ด้วยการพัฒนาระบบการจัดการความตายสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพังและกลุ่มเสี่ยง โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการให้บริการด้านการเฝ้าระวังความปลอดภัย การจัดการร่างกายหลังเสียชีวิต การจัดทำ

พินัยกรรม และการบริหารจัดการทรัพย์สิน ทั้งนี้ ให้มีการกำหนดมาตรฐาน ระบบขึ้นทะเบียน และกลไกกำกับดูแลทางกฎหมายที่รัดกุม เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ รวมถึงรองรับการแสดงเจตนา ล่วงหน้าเกี่ยวกับการจัดการตนเองภายหลังการเสียชีวิตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

“ปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนและการพัฒนา "ธุรกิจการดูแลความตายและคุณภาพชีวิต" เช่น บริการส่งผู้ดูแลรายชั่วโมงผ่านระบบที่คล้ายคลึงกับ Grab Caregiver เพื่อช่วยเหลือในการเดินทางไปโรงพยาบาล ทำความสะอาดบ้าน หรืออยู่เป็นเพื่อนคุย ตลอดจนการทำธุรกิจโฮมสเตย์รับฝากผู้สูงอายุแบบชั่วคราวและค้างคืนเพื่อให้ญาติได้พักผ่อน”นพ.อภิชาตกล่าว 

ปลดล็อกกฎหมายรองรับตายโดดเดี่ยว

นพ.อภิชาต กล่าวด้วยว่า  ข้อจำกัดทางกฎหมายเป็นอุปสรรคหนึ่งที่สำคัญ จึงต้องปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวให้ทันต่อสถานการณ์การเสียชีวิตลำพัง โดยการเร่งทบทวน ปรับปรุง และพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมสูงวัย

โดยครอบคลุมกฎหมายด้านทะเบียนราษฎร์และการแจ้งการเสียชีวิต การจัดการทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ของผู้เสียชีวิต ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและการทอดทิ้งบุพการี เพื่อให้เกิดกลไกคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ

“กฎหมายไทยยังกำหนดให้การเสียชีวิตที่บ้านโดยลำพังถือเป็นการเสียชีวิตที่ผิดปกติ ส่งผลให้กระบวนการแจ้งตายมีความยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องผ่านพนักงานสอบสวน แพทย์ชันสูตร และการผ่าพิสูจน์ศพ จนทำให้ญาติเสียค่าใช้จ่ายสูงและส่งผลให้ผู้คนเลือกไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลมากกว่าการตายดีที่บ้านของตนเอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนกฎหมายแจ้งตายภายใน 24 ชั่วโมงให้มีความกระชับและสะดวกขึ้นสำหรับกรณีผู้สูงอายุที่มีประวัติเจ็บป่วยเรื้อรังชัดเจน”นพ.อภิชาติกล่าว

วิกฤติสึนามิสีเงินและการตายโดดเดี่ยวไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องร่วมกันของสังคมไทยที่ต้องสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีระบบคุ้มครอง และมีความอบอุ่นของความสัมพันธ์ในท้องถิ่น เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายสูงสุด คือ การส่งเสริมให้ประชาชนไทยสามารถ "อยู่ดี ทำงานดี แก่ดี และตายดี"