วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2569

Login
Login

‘ญี่ปุ่น’ มียอดคนตายอย่างโดดเดี่ยวทะลุ 76,000 ราย ‘ไทย’ เสี่ยงเจริญรอยตาม มีผู้สูงอายุอยู่ลำพัง 1.8 ล้านคน

‘ญี่ปุ่น’ มียอดคนตายอย่างโดดเดี่ยวทะลุ 76,000 ราย ‘ไทย’ เสี่ยงเจริญรอยตาม มีผู้สูงอายุอยู่ลำพัง 1.8 ล้านคน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น (NPA) รายงานว่า ในปี 2025 ประเทศญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวภายในที่พักอาศัยของตนเอง หรือที่เรียกว่า “โคโดคุชิ” (Kodokushi - 孤独死) สูงถึง 76,941 ราย จำนวนนี้คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของศพทั้งหมดที่ตำรวจต้องเข้าไปจัดการในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการตายอย่างโดดเดี่ยวไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

จากข้อมูลสถิติพบว่า กลุ่มประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตถึง 58,919 ราย คิดเป็น 76.6% ของทั้งหมด แม้ว่าศพส่วนใหญ่จะถูกพบภายในเวลา 1-3 วันหลังจากเสียชีวิต แต่ความน่ากังวลอยู่ที่กลุ่มที่ไม่มีใครพบเห็นเป็นเวลานาน ซึ่งมีมากถึง 22,222 ราย หรือเกือบ 30% ของทั้งหมดที่ถูกพบหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว 8 วันขึ้นไป ซึ่งทางรัฐบาลญี่ปุ่นเรียกกลุ่มนี้ว่า “โคริตสึชิ” (Koritsushi) หรือการตายในสภาพถูกตัดขาดจากสังคม ในจำนวนนี้มีผู้ที่ถูกทิ้งไว้ให้นานกว่าหนึ่งเดือนถึง 7,148 ราย และมีบางรายที่ไม่มีใครพบเห็นนานกว่าหนึ่งปี

ความเหลื่อมล้ำทางเพศเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่พบในงานวิจัยเชิงสถิติ โดยพบว่าผู้ชายมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและถูกทิ้งไว้เป็นเวลานานมากกว่าผู้หญิงถึง 3.8 เท่า ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าผู้ชายญี่ปุ่นในวัยสูงอายุมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเชื่อมโยงทางสังคมได้ง่ายกว่า ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะการตัดขาดจากชุมชนอย่างสมบูรณ์

“โคโดคุชิ” เริ่มระบาดสู่คนรุ่นใหม่

แม้ภาพจำของโคโดคุชิจะผูกติดกับผู้สูงอายุ แต่งานวิจัยจากสำนักงานชันสูตรศพโตเกียว (TMEO) พบแนวโน้มที่น่ากังวลในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน โดยในช่วงปี 2018-2020 มีคนอายุระหว่าง 10-39 ปีในเขตโตเกียวเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวถึง 742 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความโดดเดี่ยวไม่ได้เลือกอายุ

ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ กว่า 40% ของกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวที่เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ต้องใช้เวลานานกว่า 4 วันจึงจะมีคนมาพบศพ โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนอายุ 30-39 ปี ตามมาด้วยกลุ่มอายุ 20-29 ปี ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตจำนวนมากในกลุ่มนี้เป็นการฆ่าตัวตาย

ศ.เอมิโกะ คิชิ จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตโฮ กล่าวว่า คนวัย 20-40 ปีมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับ “ภาวะละเลยตัวเอง” (Self-neglect) มากกว่าคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ภาวะนี้คือการที่บุคคลสูญเสียแรงจูงใจในการดูแลสุขอนามัยหรือสุขภาพของตนเอง จนนำไปสู่การตัดขาดจากโลกภายนอก

การละเลยตัวเองไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่เข้ารับการรักษาพยาบาล แต่ยังรวมถึงการสะสมขยะหรือการไม่รักษาความสะอาดในที่พักจนเกิดแมลงสาบหรือสัตว์มีพิษ ศ.คิชิระบุว่าเยาวชนที่ประสบปัญหานี้มักจะไม่ขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ได้ทันท่วงที จะถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของชาติ

รากเหง้าเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่กัดเซาะความสัมพันธ์

ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า “เมวากุ” (Meiwaku) ซึ่งเป็นความพยายามไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ซึ่งวัฒนธรรมนี้ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นที่กำลังลำบากเลือกที่จะปิดปากเงียบ เพราะสังคมกดดันให้พวกเขาต้องพึ่งพาตนเอง และมองว่าการขอความช่วยเหลือกลายเป็นเรื่องน่าอับอาย จนทำให้บุคคลค่อย ๆ จางหายไปจากสายตาของสังคมก่อนที่จะเสียชีวิตจริง

นอกจากนี้ สภาพเศรษฐกิจในยุคทศวรรษที่สาบสูญของญี่ปุ่น ช่วงปี 1991-2003 ซึ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจซบเซา เกิดการจ้างงานที่ไม่มั่นคง ทำให้คนวัยกลางคนจำนวนมากไม่สามารถสร้างครอบครัวหรือรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้ เมื่อสูญเสียงานซึ่งเป็นแหล่งรวมสังคมหลักเพียงแห่งเดียว พวกเขาจึงตกอยู่ใน “สภาวะมูเอ็นชาไก” (Muenshakai) หรือสังคมที่ไร้สายสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิง

ปัญหาโคโดคุชิกลายเป็นประเด็นระดับชาติ เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่โกเบในปี 1995 เนื่องจากการย้ายผู้รอดชีวิตไปอยู่ในที่พักชั่วคราวได้ตัดขาดสายสัมพันธ์เดิมในชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในห้องพักที่ไร้คนรู้จัก ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความเปราะบางในระบบการจัดการภัยพิบัติและสังคมเมือง

ในเชิงสังคมวิทยา โคโดคุชิถูกวิเคราะห์ว่าเป็นความล้มเหลวเชิงระบบของการใช้ชีวิตแบบปัจเจกนิยมสมัยใหม่ อีกทั้งระบบการชำระเงินอัตโนมัติสำหรับค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเช่าบ้าน กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยปิดบังความตายได้อย่างดี เพราะตราบใดที่ยังมีเงินในบัญชี ระบบเหล่านี้จะทำงานต่อไปโดยไม่สนว่าเจ้าของห้องยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

 

ผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ปัญหาโคโดคุชิส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าทรัพย์สิน โดยห้องที่เกิดเหตุจะถูกจัดเป็น “จิโกะ บุคเค็น” (Jiko Bukken) หรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีตำหนิ กฎหมายญี่ปุ่นบังคับให้ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ต้องแจ้งผู้เช่ารายใหม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งมักส่งผลให้ราคาเช่าลดลง 20-50% และสร้างความกังวลให้แก่เจ้าของที่พัก

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่า “โทคุชู เซโซ” (Tokushu Seiso) หรือบริการทำความสะอาดพิเศษเพื่อจัดการกับคราบและกลิ่นจากการเน่าสลาย พนักงานในกลุ่มนี้ไม่ได้ทำเพียงแค่ทำความสะอาด แต่ยังต้องทำหน้าที่จัดการทรัพย์สินของผู้ตาย และบางครั้งต้องประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อให้เกียรติแก่ผู้ล่วงลับที่ไร้ญาติ

โคจิมะ มิยุ พนักงานบริษัททำความสะอาดพิเศษ ได้พยายามสะท้อนความโหดร้ายของปัญหานี้ผ่านการสร้างโมเดลจำลองห้องพักผู้เสียชีวิต ผลงานของเธอแสดงให้เห็นสภาพห้องที่เต็มไปด้วยขยะและกองเลือด เพื่อย้ำเตือนสังคมว่าความโดดเดี่ยวเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

“ฉันต้องการถ่ายทอดความจริงอันโหดร้ายของการตายที่ไม่มีผู้พบเห็น ในรูปแบบที่สาธารณชนสามารถเข้าใจได้ดีขึ้น เพราะความตายเอาแน่เอานอนไม่ได้ ไม่มีใครบอกได้ว่าจุดจบจะมาถึงเมื่อไหร่หรืออย่างไร” มิยุกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่มิยุทำความสะอาดห้องพักผู้เสียชีวิตมามาก การที่พวกเขาตายลำพังไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีครอบครัวหรือไม่มีลูก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างพวกเขาจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยว

“คำว่า Kodoku (โดดเดี่ยว) สื่อถึงความอ้างว้างและแยกตัวจากสังคม แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตัดขาดจากสังคมจริง ๆ หลายคนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและครอบครัวจนถึงวาระสุดท้าย... ฉันรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่จะตราหน้าการจากไปของพวกเขาว่าเป็นการตายอย่างโดดเดี่ยว ทั้งที่จริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวเลย” มิยุกล่าว

เกาหลีใต้เอง ก็พบปัญหาในลักษณะเดียวกันที่เรียกว่า “โกดกซา” (Godoksa) ซึ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปัญหานี้รุนแรงที่สุดในกลุ่มผู้ชายวัยกลางคนอายุ 50-60 ปีที่ต้องเผชิญกับการหย่าร้างและการตกงาน ซึ่งแตกต่างจากญี่ปุ่นที่ปัญหานี้กระจายตัวในทุกกลุ่มอายุ

 

สถานการณ์ในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ประชากรกำลังเดินตามรอยประเทศญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) ภายในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด

ผลสำรวจในปี 2567 พบว่ามีผู้สูงอายุไทยที่อาศัยอยู่ลำพังสูงถึง 1.8 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในรอบ 30 ปี สถานการณ์ในเขตเมืองมีความเสี่ยงเป็นพิเศษเนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงการดูแลโดยชุมชน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะพบเหตุการณ์เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เสนอแนวทางการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration) และการปฏิรูปคุณภาพคนเพื่อรับมือกับวิกฤตแรงงานที่หดตัว ขณะเดียวกันก็ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างตาข่ายนิรภัยดิจิทัล (Digital Safety Net) เพื่อใช้ข้อมูลพื้นฐานในการเฝ้าระวังผู้ที่อยู่อาศัยตามลำพัง

ตัวอย่างของตาข่ายนิรภัยนี้รวมถึงการติดตามข้อมูลการใช้น้ำและไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ หากพบความผิดปรกติในพฤติกรรมการใช้งาน ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที แนวทางนี้เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อทดแทนความสัมพันธ์ในชุมชนที่จางหายไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมการตายที่ไร้คนเห็นเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น


ที่มา: AcademiaJapan ForwardJapan TimesNippon