“ท๊อป- Bitkub” เชื่อมั่น “เวลเนส&ลองเจวิตี้อีโคโนมี” ทางออกประเทศ นำไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ชี้ปี 2572 มูลค่าในตลาดโลกทะลุ 10% ของจีดีพีโลก
KEY POINTS
- “ท๊อป- Bitkub” เชื่อมั่น “เวลเนส&ลองเจวิตี้อีโคโนมี” ทางออกประเทศ นำไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง
- ชี้ปี 2572 มูลค่าในตลาดโลกทะลุขึ้นไปถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10% ของจีดีพีโลก และมีกำลังซื้อพร้อมจ่ายมหาศาล แนะทะลวง 3 เรื่อง ส่งไทยขึ้นแท่นเบอร์ 1 โลก
- “Bitkub” ส่งบริษัทลูก StayGold รุกตลาดเจาะกลุ่ม “95 % คนยังไม่ป่วย” จับมือพาร์ทเนอร์นำเข้าเทคโนโลยี เตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชันในปี 2570
อีก 3 ปีข้างหน้าหรือในปี 2572 “เศรษฐกิจเวลเนสและลองเจวิตี้ ( Wellness and Longevity Economy)” จะมีมูลค่าทะลุถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (10 Trillion US Dollars) หรือประมาณ 10% ของจีดีพีโลก บวกกับ ศักยภาพของประเทศไทยที่มีทุนเดิมดีระดับโลก
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ “ท๊อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ Bitkub” เชื่อมั่นว่านี่คือ “เศรษฐกิจที่เป็นทางออกของประเทศไทย” นำพาให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง ซึ่งกำลังซื้อของกลุ่มคนยังไม่ป่วยมีอยู่มหาศาล เพียงแต่ต้องเร่งปลดล็อก 3 เรื่องสำคัญ และส่งไทยขึ้นแท่นเบอร์ 1 โลก
อีก 3 ปีตลาดโลกทะลุ 10 ลล.ดอลลาร์
ท๊อป-จิรายุส ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ปัจจุบันวงการแพทย์และวงการยาซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ ยังเสิร์ฟเฉพาะลูกค้าที่ป่วยหรือมีอาการแล้ว ซึ่งมีอยู่ราว 5% ของตลาด แต่คนอีก 95% ของมนุษย์ทั่วไปที่อาจจะป่วยแต่อาการยังไม่แสดงออกหรือยังไม่ป่วย ยังไม่ถูกดูแล หรือเรียกว่า underserved เป็นกลุ่มคนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน
“วงการยาที่เสิร์ฟแค่ 5% ยังมีมูลค่ามหาศาล แต่อุตสาหกรรมลองเจวิตี้(Longevity) ใหญ่กว่าวงการยามาก เพราะจะขึ้นไปถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์ ( 10 Trillion US Dollars) ภายในปี 2572 หรือประมาณ 10% ของจีดีพีโลกในอีกแค่ 3 ปีข้างหน้า”ท๊อป-จิรายุสกล่าว
ทางออกประเทศสู่รายได้สูง
อุตสาหกรรมเวลเนสและลองจิวิตี้เป็นธุรกิจ S-Curve หลักของประเทศไทย ที่มีความแข็งแกร่งที่สุด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากทุนเดิมของเราดีกว่าประเทศอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Hospitality หรือเรื่องครัวโลกที่อุดมสมบูรณ์ ทุกคนอยากมาประเทศไทยอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบเดิมมาบวกกับเชิงเวลเนสและลองเจวิตี้เข้าไปด้วย
ปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 20% ของจีดีพีแล้ว ในอนาคตหากบวกเรื่องWellness และ Longevity Tourism เข้าไปด้วย จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศมหาศาล ที่สำคัญกลุ่มนี้จะเป็นนักท่องเที่ยวมีคุณภาพที่เข้ามาในไทยมากขึ้น จากเดิมที่มูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จ( Per ticket size) อาจไม่ได้ใหญ่มากเน้นจำนวน ก็จะเปลี่ยนมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพแม้จำนวนอาจน้อยลง แต่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูง
“นี่คือทางออกของประเทศ ที่จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ High Income Country ที่มีการเติบโตอย่างน้อย 5-7% ติดต่อกันในอีก 10 ปีข้างหน้า หากยังทำแต่อุตสาหกรรมเดิมก็จะไม่หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง จึงต้องขึ้นไปอยู่ขาบนของ K-Shape Curve ให้ได้ ซึ่งการจะขึ้นไปตรงนั้นจะทำแค่ Physical Trade ไม่ได้ แต่ต้องทำ Service Trade เป็นตัวใหม่ของจีดีพี หนึ่งในนั้นคือธุรกิจบริการเรื่องสุขภาพ”ท๊อป-จิรายุสกล่าว
ต้องพัฒนา 3 เรื่องสำคัญ
ความท้าทายสำคัญที่จะไปสู่เป้าที่เป็นทางออกของประเทศได้อย่างแท้จริงต้องพัฒนาอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่
1.พัฒนาทุนมนุษย์ ต้องอัปเกรดทุนมนุษย์ให้เข้าใจเรื่องการป้องกันโรค(Prevention) และ Longevity มากยิ่งขึ้น เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อม ซึ่งเรื่องการเงินและความรู้เรื่องสุขภาพ (Financial Literacy & Health Literacy) เป็นสองเรื่องที่สถาบันการศึกษาไม่ค่อยได้สอน
ต้องลงไปสอนตั้งแต่ระดับโรงเรียน เพราะการเงินและสุขภาพเหมือนกันตรงที่ “ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี “ไม่ควรรอให้หนี้ทบต้น หรือมีอาการป่วยหรือติดเตียงแล้วค่อยมาแก้ไข ทุกอย่างทบต้นทั้งหมดทั้งเรื่องการเงินและสุขภาพ
“เมื่อไม่สอนเรื่องการเงิน ผ่านไป 20 ปีก็เกิดวิกฤติหนี้ครัวเรือนทั่วประเทศอย่างที่เป็นอยู่ เช่นเดียวกัน ความรู้เรื่องสุขภาพที่ถูกต้องก็ไม่ได้มีสอน หากไม่เปลี่ยนอะไร วิกฤติสุขภาพในอนาคตก็จะใหญ่ไม่แพ้หนี้ครัวเรือน ความรู้ความเข้าใจจึงต้องเข้าถึงคนไทยมากกว่านี้” ท๊อป-จิรายุสกล่าว
2.ต้องแก้ไขกฎหมายต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการปรับตัวให้เร็วขึ้น เพื่อให้นวัตกรรมและบริการต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในต่างประเทศไม่ได้ มาเกิดที่ไทยและทำให้เราเป็น เพื่อให้สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นในไทยก่อนที่อื่น
และ3.ความง่ายในการประกอบธุรกิจ ( Ease of Doing Business) ต้องทำให้เงินทุนและคนเก่งๆในอุตสาหกรรมนี้เข้ามาในประเทศง่ายขึ้น เปิดบริษัทง่าย คนต่างชาติเข้ามาทำงานเป็นพนักงานได้ง่าย เพื่อช่วยสอนคนไทยให้เก่งขึ้น การออก Work Permit หรือ Golden Visa สำหรับ Talent พร้อมทั้งมี Incentive ด้านเงินลงทุนและนโยบายสิทธิประโยชน์ ( VC : Venture Capital) ให้เข้ามาลงทุนได้ง่าย
“ลองจิวิตี้ฮับ” ไทยไม่แพ้ใคร
หากมองถึงคู่แข่งในตลาดโลก ท๊อป- จิรายุส กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า เรื่องอื่นน่ากลัวกว่ามาก อย่างการเป็น Financial Hub หรือ Technology Hub / Digital Economy จะไปแข่งเรื่องเทคโนโลยีจะสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ไทยป็นผู้ใช้มากกว่าผู้สร้าง จะไปเป็นศูนย์กลางทางการเงินก็สู้ลอนดอนหรือฮ่องกงไม่ได้
แต่เรื่อง Longevity Hub หรือ Wellness Hub ประเทศไทยเหมาะสมที่สุด และประเทศอื่นมองเราเป็นโมเดล อย่างด้านการท่องเที่ยว ประเทศอินโดนีเซียมองเราว่าทำได้อย่างไรที่นักท่องเที่ยวพุ่งไปถึง 30 กว่าล้านคน และมองเราเป็นโมเดลว่าจะทำอย่างไรให้เหมือนไทย หากเป็นด้านอื่นเราอาจกังวลประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ แต่ถ้าเป็นเรื่อง Longevity คิดว่าประเทศไทยไม่แพ้ใคร
คนรุ่นใหม่เข้าใจ Longevity มากขึ้น
ท๊อป-จิรายุส อธิบายว่า ลองจิวิตี้ (Longevity) ไม่ใช่แค่เรื่องอายุขัย(Lifespan) แต่เป็นการขยาย ช่วงเวลาของการมีชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) ซึ่งอุตสาหกรรมที่ใหญ่มาก จากเดิมที่แค่อุตสาหกรรมยาซึ่งดูแลคน 5% ที่อาการออกแล้วยังมีมูลค่ามหาศาล
แต่อีก 95% ที่ยังไม่ออกอาการและยังไม่มีใครดูแล เม็ดเงินจะใหญ่กว่าเดิมมาก แค่อีก 3 ปีข้างหน้าก็ขึ้นไปถึง 10 ล้านล้าน ดอลลาร์แล้วใน Longevity Economy
ตลอด 1-2 ปี พยายามสร้างกระแสให้คนหันมาศึกษา Longevity มากขึ้น จนกลายเป็นกระแสและทำให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพ อย่างคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Gen Alpha เลิกดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ไปเดตกันที่ผับ แต่เปลี่ยนไปเดตผ่านการวิ่งตอนเช้าหรือ Run Club ส่วนพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เริ่มดูฉลากว่าใส่น้ำตาลหรือเปล่า ผลิตภัณฑ์ในไทยก็ปรับตัว มีสินค้า No Sugar และ High Protein ออกมาเต็มไปหมด เพื่อตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
ลองจิวิตี้-เวลเนสหวังไทยเบอร์ 1 โลก
อีก 5 - 10 ปี หรือเร็วกว่านั้น เมื่อทั่วโลกนึกถึงเรื่อง Longevity และ Wellness ต้องคิดถึงประเทศไทย เหมือนที่เรื่องการเงิน คิดถึงลอนดอน นิวยอร์ก ฮ่องกง หรือ Silicon Valley เรื่องเทคโนโลยีคิดถึงสหรัฐอเมริกา ในอนาคตอยากให้คิดถึงสุขภาพแล้วคิดถึงประเทศไทย เพราะแสดงว่าไทยเป็นเบอร์ 1 หรือติดTop ของโลก
“ไทยต้องขยายจากขันเป็นกะละมังตักน้ำ เพราะสึนามิของโอกาสทั่วโลกจะขึ้นไปถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็น 10% ของจีดีพีโลก โดยทั่วโลกมีคนพร้อมจ่ายเงินมากมายมหาศาล อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะเปิดหน้าร้านและเตรียมภาชนะให้พร้อมโกยได้เร็วแค่ไหน” ท๊อป-จิรายุสกล่าว
“บิทคับ” ส่ง "StayGold" เจาะกลุ่มคนไม่ป่วย
สำหรับกลุ่มบิทคับ(Bitkub Group) ท๊อป- จิรายุส กล่าวว่า จัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อ "StayGold" เป็นบริษัทลูกที่จะทำเรื่องสุขภาพและ Longevity แต่ไม่ได้ทำธุรกิจเดิมอย่างยาหรือโรงพยาบาล โดยกลุ่มลูกค้าเป็นคนที่อาการป่วยยังไม่ออกที่มีมากถึง 95 % เน้นในเชิงการป้องกัน (Prevention) ขณะนี้อยู่ในช่วงให้ความรู้ที่ถูกต้องและแชร์เทรนด์สำคัญเกี่ยวกับสุขภาพให้คนไทย
ทั้งนี้ วางเป้าหมายของ StayGold สร้างเป็น Ecosystem หรือระบบนิเวศที่ครบทุกด้าน เพราะทั่วโลกมีโรคภัยไข้เจ็บกว่า 155,000 อาการ ซึ่งการจะมีสุขภาพดีได้จริงๆ ไม่ได้ทำแค่อย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนวิถีชีวิต(Lifestyle) เพื่อไปแก้ตั้งแต่ต้นตอ โดยต้นเหตุมีเพียง 10 ตัว เรียกว่า "Hallmarks of Aging" หรือ "กระดุม 10 เม็ด" เช่น อาหาร และ สภาพแวดล้อม เป็นต้น
หากติดได้ครบถ้วนเป็นระเบียบ ก็จะไม่เกิด อาการป่วย แต่การติดกระดุม 10 เม็ดไม่ได้ทำได้ด้วยการกินยาที่ไปแก้ปลายเหตุ ต้องเปลี่ยน ไลฟ์สไตล์เท่านั้น จึงต้องสร้าง Ecosystem ที่ทำให้คนไทยติดกระดุม 10 เม็ดได้ง่ายที่สุด
“สเต็ปต่อไปของ StayGold จะพาร์ทเนอร์กับบริษัทชั้นนำของโลกที่ทำเรื่อง Longevity เพื่อให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดตั้งแต่ Supplement เพื่อประหยัดเวลาไม่ต้องทำวิจัยเอง โดยการนำตัวจริงที่มี Impact ต่อร่างกายจริงเข้ามา ตอนนี้กำลังดำเนินการกับ Blueprint ซึ่งเป็นบริษัทของ Bryan Johnson เพื่อนำผลิตภัณฑ์ของ Blueprint เข้ามาในไทย” ท๊อป-จิรายุสกล่าว
นอกจากนี้ บิทคับมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีอยู่แล้ว จึงอยากสร้างเป็นแอปพลิเคชัน StayGold ให้คนไทยวัดการเดิน การนอน ที่ลิงก์กับ Wearable Devices ต่างๆ เข้ามารวมทุกอย่างเกี่ยวกับสุขภาพไว้ในแอปเดียวเพื่อ Tracking เหมือนเป็น Life Wallet หรือกระเป๋าสตางค์ของชีวิต ที่ติดตามทุกอย่างที่สำคัญนอกจากเงิน เช่น สุขภาพ ความสัมพันธ์(Relationship) และอื่นๆ หวังว่าจะเปิดตัวภายในปี 2570





