สธ.เผยรพ.แบกหนี้สูญปีละหลายพันล้านบาท หนุนเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท หวังดึงเงินซื้อประกันสุขภาพนักท่องเที่ยว
KEY POINTS
- กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เผยสำรวจเบื้องต้นจากโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)กว่า 30 แห่ง พบว่า มีหนี้สูญปีละหลายพันล้านบาท
- กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) หนุนเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน นำเงินเข้ากองทุนเพื่อซื้อประกันภัย-สุขภาพให้ต่างชาติที่ไม่ได้เข้ามาทำงาน ช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงชำระเงินค่ารักษาพยาบาลออกจากรพ.
- กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ย้ำหากมีโอกาสพร้อมดันนโยบายเมดิคัลอีโคโนมี (Medical Economy) ต่อสถาบันการเงินระหว่างประชุม IMF–World Bank ปี 2569 ชี้ธนาคารโลกให้ความสนใจเศรษฐกิจสุขภาพ
จากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (บอร์ด ท.ท.ช.) เดินหน้าจัดเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ ในอัตรา 450 บาท/คน/ครั้ง เพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมที่เคยศึกษาไว้ 300 บาท/คน/ครั้ง คาดดีเดย์เริ่มเก็บทางอากาศในปี 2570 โดยเม็ดเงินที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมฯ จะนำเข้าสู่กองทุนเพื่อใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนงานศึกษาวิจัย การพัฒนาบุคลากร การประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการจัดทำประกันภัยและดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพให้แก่นักท่องเที่ยว
รพ.สธ.หนี้สูญปีละหลายพันล้านบาท
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เคยสำรวจเบื้องต้นจากโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)กว่า 30 แห่ง พบว่า มีหนี้สูญปีละหลายพันล้านบาท จึงสนับสนุนให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หากมีรายได้เข้ากองทุน ที่จะมาสนับสนุนเรื่องการซื้อประกันภัย หรือประกันสุขภาพ ก็อยากให้มีประกันตรงนี้ให้กับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยที่ไม่ได้เข้ามาทำงาน ให้มีสิทธิตรงนี้ เพราะคือการเปลี่ยนความเสี่ยงของการชำระเงินค่ารักษาพยาบาล จากที่อยู่ที่รพ.เป็นที่บริษัทรับประกันภัย หรือประกันสุขภาพ
“เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2569 ผมได้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ก็ได้มีการพูดถึงความเป็นห่วงในเรื่องร่างประกาศต่างๆไปบ้างแล้วว่าสธ.มีความกังวลในเรื่องใด แต่ก็สนับสนุนให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ”นายพัฒนากล่าว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ในการประชุมหารือแนวทางจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานนั้น นายพัฒนา นำเสนอข้อมูลปี 2567 จากโรงพยาบาล 32 แห่ง พบว่า มียอดเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติรวม 16,957 ล้านบาท แต่ได้รับเงินจริง 9,935 ล้านบาท มีส่วนต่างระหว่างยอดเรียกเก็บกับยอดที่ได้รับจริง 7,022 ล้านบาท
สธ.ดันเมดิคัลอีโคโนมีสอดรับความสนใจธนาคารโลก
ถามถึงการประชุมประจำปีสภากองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารโลก (world bank) ให้ความสนใจเรื่องเศรษฐกิจสุขภาพ หรือเมดิคัลอีโคโนมี (Medical Economy) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ตนก็อาจจะมีโอกาสพูดคุยหารือกับสถาบันการเงินต่างๆเพื่อที่จะร่วมกันขับเคลื่อนเมดิคัลอีโคโนมี
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า บริษัทยา บริษัทเครื่องมือแพทย์ บริษัทผลิตเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ล้วนมีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัท สถาบันการเงิน เป็นนักลงทุนเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมาการที่ได้พูดคุยกับผู้ปฏิบัติ คือ บริษัท และถ้ามีโอกาสได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่กุมเงิน ลงทุน หรือขับเคลื่อนนโยบายของบริษัทนั้นๆ สามารถชี้แจงให้เห็นถึงนโยบาย ความตั้งใจ ความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเมดิคัลอีโคโนมี ก็คงจะทำให้การดำเนินการของบริษัทที่มาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขมีความก้าวหน้า ราบรื่นมากยิ่งขึ้น
"หากมีโอกาสก็จะพยายามใช้เวทีประชุม IMF–World Bank นำเสนอนโยบายเมดิคัลอีโคโนมีของสธ.เข้าไปหารือกับสถาบันการเงิน”นายพัฒนากล่าว
เฉพาะ 3 ประเทศเก็บไม่ได้ 2,300 ล้าน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะประชากร 3 ประเทศเพื่อนบ้านชายแดน ทั้งเมียนมา ลาว และกัมพูชา ในปีงบประมาณ 2567 เข้ามาใช้บริการสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนทั้งสิ้น 8.7 แสนครั้ง
- 19.3% เป็นคนต่างด้าวที่มีประกันสุขภาพเอกชน หรือ ชำระค่ารักษาพยาบาลเอง
- 16.8% เป็นคนต่างด้าวที่ใช้สิทธิผ่านกองทุนบุคคลที่มีปัญหาสถานะ และสิทธิหรือบุคคลไร้รัฐ (ท.99)
- 6.8% เป็นคนต่างด้าวที่ใช้สิทธิผ่านกองทุนประกันสังคม
- และมีเพียง 4.3 %ที่ใช้สิทธิ ผ่านกองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าว และแรงงานต่างด้าว
ส่วนใหญ่หรือ 52.8% เป็นคนต่างด้าว ที่เข้ามาใช้บริการที่สามารถชำระค่ารักษาได้บางส่วนหรือไม่สามารถชำระค่ารักษาได้ และคนต่างด้าวที่ไม่ระบุสิทธิ
เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เรียกเก็บไม่ได้จากคนต่างด้าวในพื้นที่ชายแดนไทย พบว่า ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มีมูลค่าถึง 2,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ถึง 12.6% โดยกว่า 76.3% ของมูลค่าดังกล่าวมาจากพื้นที่ชายแดนไทย - เมียนมา เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มีจำนวนคนต่างด้าวเข้ามารับบริการมากที่สุด เมื่อเทียบกับชายแดนอื่น
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชากรต่างด้าวที่เรียกเก็บไม่ได้ จำแนกตามรายชายแดนต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เรียกเก็บไม่ได้ของชายแดนทั้งหมด ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567
- ชายแดนไทย-เมียนมา 76.3 % จำนวนต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 570,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 1,800 ล้านบาท
- ชายแดนไทย-กัมพูชา 12 % จำนวนต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 160,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 277 ล้านบาท
- ชายแดนไทย-ลาว 7.8 % จำนวนต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 100,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 180 ล้านบาท
- ชายแดนไทย-มาเลเซีย 4 % จำนวนต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 41,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 93 ล้านบาท
ตัวเลขที่สธ.ไม่สามารถเก็บเงินกรณีรักษาต่างด้าวได้เฉลี่ยอยู่ที่ราวปีละ 2,565 ล้านบาท โดยเพิ่มสูงไปที่ 3,500 ล้านบาทในปี 2564 และปี 2565ที่มีสถานการณ์โควิด19 ระบาด





