สสส. ยันบริหารเงินสำรองลงทุนไม่ผิดกฎหมาย ไม่ได้มุ่งหากำไร ย้ำต้องเงินสำรอง 1,500- 1,700 ล้านไว้ให้ภาคีทำงานต่อเนื่อง ถามกลับใครได้ประโยชน์จากการแก้กฎหมายภาษีบาป
KEY POINTS
- สสส. ชี้แจงว่าการนำเงินสำรองไปลงทุนเป็นการบริหารเงินที่ยังไม่ได้ใช้จ่าย ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร และไม่ผิดกฎหมาย
- เงินที่นำไปลงทุนเป็นเงินสำรองที่กันไว้จ่ายให้ภาคีเครือข่ายเป็นงวดๆ เพื่อให้โครงการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
- ปัจจุบัน สสส. ได้ระงับการลงทุนและดึงเงินทั้งหมดกลับมาฝากในบัญชีธนาคารแล้ว เพื่อทบทวนความถูกต้องด้านกฎหมาย
นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงกรณีการบริหารเงินสำรองใช้ในการลงทุน หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่านำเงินไปลงทุนโดยไม่ถูกต้อง ว่า การจัดสรรทุนให้ภาคีเครือข่าย สสส.ไม่ได้จ่ายให้ทันที 100% แต่แบ่งเงินจ่ายเป็นงวด ๆ เช่น ในหนึ่งโครงการอาจจ่าย 30% ก่อนในปีแรก ส่วนที่เหลือถูกกันไว้เป็นเงินสำรอง และนำเงินสำรองดังกล่าวไปลงทุนระยะสั้น ซึ่งเป็นการบริหารเงินสำรอง แต่ไม่ใช่เพื่อหากำไร เรื่องนี้ได้มีการหารือจนผ่านมติบอร์ด
ลงทุนไม่ผิดกฎหมาย
“ยืนยันว่า ไม่ได้ผิดกฎหมาย กฎหมายไม่ได้ห้าม กรมบัญชีกลางก็โอเค แต่ตอนนี้ไม่มีการนำเงินไปลงทุนแล้ว เนื่องจากเมื่อมีการสอบถาม จึงมีการทบทวนความถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายของการลงทุน รวมถึงอยู่ในช่วงการต่อสัญญาของ บลจ.พอดี จึงดึงเงินกลับมาก่อน หลังจากนี้มีความชัดเจนอย่างไรก็จะดำเนินการต่อไป ปัจจุบันเราฝากเงินในรูปแบบเงินฝากธรรมดา” นพ.ไพโรจน์กล่าว
กรณีกรมสรรพสามิตระบุว่า การปรับกฎหมายครั้งนี้ไม่ได้ตัดทิ้งภาษีบาป 2% แต่เป็นการดึงไปให้รัฐบริหารจัดการแทน นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ไม่คิดไกลขนาดนั้น ตอนนี้ต้องดูว่า
1. กองทุนมีความจำเป็นเพราะเป็นแหล่งทุนที่สามารถสร้างเสริมสุขภาพ
2.สร้างความมั่นคงให้กับการดำเนินมาตรการลดเหล้า บุหรี่
ดังนั้น หากเอาไปผูกกับงบประมาณของรัฐ ก็จะมีความไม่ยั่งยืน และจะติดล็อคกฎเกณฑ์ ส่วนเรื่องการตรวจสอบนั้น ต้องย้ำว่า การทำงานของสสส.มีการกลไกการตรวจสอบอย่างชัดเจนโดยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีการรายงานประจำปีทุกปี ทั้ง สส. สว. มีกำกับการประเมินผลที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี(ครม.) มาพิจารณา
“คำถามก็คือว่า การที่จะเปลี่ยนรูปแบบ คนไทยได้ประโยชน์อะไร ถูกแทรกแซงหรือเปล่า เงินจะมั่นคงไหม” นพ.ไพโรจน์ กล่าว
สสส. มีความคล่องตัวภายใต้การตรวจสอบ
นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า สสส. ไม่ใช่องค์กรเดียวที่รับผิดชอบเรื่องสร้างเสริมสุขภาพของประเทศ แต่สสส. เป็นองค์กรที่กระตุ้นสังคม หรือกลไกภาครัฐ ที่ปกติใช้เงินงบฯ แต่ขยับไม่ได้ ติดล็อกระเบียบต่างๆ แต่ สสส. มีความคล่องตัวภายใต้การตรวจสอบ โดยสสส.จะกระตุ้น 5 เรื่อง คือ
1.ข้อมูลวิชาการที่มารับรอง
2.กระตุ้นให้ออกนโยบายภาครัฐ กฎหมาย กฎระเบียบ ที่จะมาช่วยทำงาน
3.ประชาชนตระหนักรู้ มีข้อมูลดูแลตัวเองได้
4.สร้างกลไกความเชื่อมกันทำงาน
และ 5.การสื่อสาร ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพสูง มีคนพูดถึงจำนวนมาก
การดำเนินงานของ สสส.ผ่านมา 25 ปีแล้ว คำถามเรื่องกลไกการเงินมีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงแรก ซึ่งตอนนั้นมีนโยบายในเรื่องของการคลังเพื่อสังคม ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่ต่างประเทศยอมรับ โดยสสส.นำโมเดลภาษีมาจากออสเตรเลีย ประสบความสำเร็จและมีกฎหมายรองรับ ไม่ได้ผิดรัฐธรรมนูญ
แม้กระทั่งกระทรวงการคลังก็ยกเว้นให้ว่ากลไกนี้ใช้ได้ จากนั้นก็มีกว่า 40 ประเทศที่นำโมเดลสสส.ไปใช้ เพราะเห็นประโยชน์ เห็นว่าเงินเหล้า บุหรี่มาสร้างเสริมสุขภาพได้ โดยรัฐไม่ได้เสียประโยชน์ ส่วนเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบก็ตอบได้ต่อเนื่อง
แก้กฎหมายใครคือผู้กุมความคิดนี้ ใครได้ประโยชน์
“ยืนยันว่าเราไม่มีประเด็นเรื่องความไม่สุจริต มีการเปิดเผยการให้ทุนผ่านเว็บไซต์และรายงานต่อสภา เมื่อมีคำถามเรื่องแหล่งรายได้ ก็จะมีคำถามกลับไปว่า ทำไมต้องมาเปลี่ยน หรือจะเปลี่ยนเข้าระบบอย่างไร แต่จะต้องมองลึกถึงใครคือผู้กุมความคิดนี้ ใครได้ประโยชน์ และหลังจากนี้ คนไทยจะเสียประโยชน์อะไร ก็ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ” นพ.ไพโรจน์กล่าว
เมื่อถามถึงการแก้ไขกฎหมายเปลี่ยนการจัดสรรเงินภาษีบาป นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า ต้องเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเท่านั้น จะเป็นกฎกระทรวงไม่ได้ เข้าใจว่าเขาจะแก้ไขพ.ร.บ.การเงินการคลัง เพียงแต่เมื่อแก้ไขระดับพ.ร.บ.แล้ว ก็จะมีการออกกฎกระทรวง หรือกฎหมายลูกตามมา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ซึ่งคนที่แสดงออกส่วนใหญ่น่าจะเกิน 90% ที่ว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย ตนหวังว่า รัฐบาลต้องรับฟังให้รอบด้าน ใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง และพิจารณาให้รอบคอบ.
สำรองเงิน 1,500-1,700 ล้านให้ภาคีทำงานต่อเนื่อง
ขณะที่ ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้แจงการบริหารเงินสำรอง ความคุ้มค่าของงบประมาณ และการจัดสรรทุนให้ภาคีเครือข่ายว่า สสส. ได้รับเงินสนับสนุนปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ และจัดทำงบประมาณแบบสมดุลมาโดยตลอด ซึ่งการบริหารงบประมาณสสส. ส่วนใหญ่ 40-50% สนับสนุนกลไกภาครัฐ ส่วนสนับสนุนเอ็นจีโอ ประมาณ 30% และส่วนที่เหลือกระจายไปยังชุมชน กลุ่มประชาชน คนตัวเล็กตัวน้อย และภาคส่วนอื่น
โครงการที่ สสส. สนับสนุนมีทั้งระยะเวลา 1 ปี และต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี โดยหลายโครงการใช้เงินประมาณ 40% ในปีแรก ส่วนอีก 60% ใช้ในปีที่ 2 หรือปีที่ 3 ซึ่งเงินส่วนนี้ สสส. ต้องเตรียมเงินสำรองไว้ให้ภาคีทำงานได้ต่อเนื่องประมาณ 1,500-1,700 ล้านบาท สสส. ไม่สามารถใช้เงินจนเหลือศูนย์แล้วรอเงินสนับสนุนปีถัดไปได้ และไม่ใช้เงินเหลือลงทุนใหม่ทุกปี
“การได้รับทุนต่อก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดเพียงเพราะเป็นผู้รับทุนรายเดิม ทั้งนี้ ขอให้ระบุข้อวิจารณ์ให้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มใด เพื่อชี้แจงได้ตรงประเด็น โดยพิจารณาจากผลของงานและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ”
บริหารเงินสำรอง - ลงทุนได้แต่ไม่ใช่เพื่อหากำไร
สสส. บริหารเงินสำรองถูกต้องตามกฎหมาย ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และได้มีการหารือคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนแล้วว่าคณะกรรมการกองทุน สสส. มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและมีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการลงทุน ซึ่งเป็นการบริหารเงินสำรอง สามารถลงทุนได้แต่ไม่ใช่เพื่อหากำไร เป็นการบริหารเงินที่ยังไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
ซื้อหุ้นมีสัดส่วนไม่เกินประมาณ 10-12%
ดร.ประกาศิต กล่าวอีกว่า คณะกรรมการกองทุน สสส. ชุดปัจจุบัน ต้องการทบทวนเกี่ยวกับกฎหมายของการลงทุน จึงให้สสส. ส่งเรื่องไปยังสำนักงานกฤษฎีกา ประกอบกับเป็นช่วงสิ้นสุดสัญญาบริหารเงินสำรอง ซึ่งเงินส่วนใหญ่ฝากไว้ในบัญชีธนาคารหรือบริหารผ่านตราสารภาครัฐ ส่วนที่นำไปซื้อหุ้นมีสัดส่วนไม่เกินประมาณ 10-12% ในระหว่างนี้ สสส. จึงได้นำเงินสำรองทั้งหมดนำไปฝากไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามคำแนะนำ





