วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวืชาการชี้รายได้รัฐช่วง 8 ปีหายไม่ต่ำ 60,000 ล้าน เหตุเปลี่ยนโครงสร้าง ‘ภาษียาสูบ’

นักวิชาการชี้ “ภาษียาสูบหลายอัตรา” ทำประเทศเสียรายได้ไปปีละ 2 หมื่นล้าน ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา รวมไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท ขอเร่งผลักดันปรับเป็นภาษีอัตราเดียว

จากกรณีนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล ตั้งคำถามถึงการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ปี 2560 ที่เปลี่ยนจากภาษีอัตราเดียวที่ไทยใช้มาตลอด เป็น 2 อัตรา จนทำให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติลดราคาบุหรี่เพื่อเสียภาษีในอัตราต่ำกว่าและแข่งขันกับบุหรี่ไทย จนกระทบต่อรายได้การยาสูบแห่งประเทศไทย ชาวไร่ยาสูบ และทำให้รายได้ภาษียาสูบของรัฐลดลง ขณะที่บุหรี่เถื่อนเพิ่มขึ้น โดยโฆษกรัฐบาลเรียกร้องให้ สสส. ออกมารับผิดชอบนั้น
รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความเห็นในประเด็นนี้ว่า การปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็น 2 อัตรา ตั้งแต่ปี 2560 มีปัญหาตามที่โฆษกรัฐบาลพูดจริง ส่วนใครต้องมีส่วนรับผิดชอบนั้น เสนอให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพราะทำให้ประเทศเสียรายได้ไปปีละ 2 หมื่นล้าน จากที่เคยเก็บภาษียาสูบได้ปีละ 6 หมื่นกว่าล้านบาท ก่อนปรับเป็นภาษี 2 อัตรา แต่ล่าสุดปี 2568 เก็บได้เพียง 4 หมื่นกว่าล้านบาท
รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวด้วยว่า มีข้อสังเกตและคำถามที่ควรนำมาพิจารณา
1.การปรับโครงสร้างภาษียาสูบปี 2560 กรมสรรพสามิตได้มีการหารือกับภาคสุขภาพ เช่น กระทรวงสาธารณสุข หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนารสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือไม่
2.ทำไมแนวคิดของการปรับปรุงโครงสร้างภาษีปี 2560 ของกรมสรรพสามิต ไม่มีมิติด้านสุขภาพ แต่เป็น “ทำให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส และเป็นสากล และไม่สร้างภาระภาษีเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค” ทั้งๆ ที่ก่อนมีการปรับภาษีมีนักวิชาการเศรษฐศาสตร์สุขภาพจากสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ให้ความเห็นว่า “การปรับโครงสร้างภาษีต้องคำนึงถึงสุขภาพประชาชน ลดนักสูบหน้าใหม่ หยุดภาระรายจ่ายโรคไม่ติดต่อ (NCDs)”

3.ทำไมบริษัทบุหรี่ข้ามชาติจึงออกมากล่าวสนับสนุนและแสดงความยินดีกับการผ่านกฎหมายโครงสร้างภาษียาสูบใหม่ปี 2560 หลังจากประกาศใช้เพียงไม่กี่วัน และไม่มีเสียงคัดค้านจากชาวไร่ยาสูบ หรือสมาคมค้าปลีกยาสูบ ทั้งที่การปรับอัตราภาษียาสูบที่ผ่านมา ทั้งบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ชาวไร่ยาสูบ และสมาคมค้าปลีก จะออกมาคัดค้าน
4.ทำไมกรมสรรพสามิตไม่ดำเนินการกับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติที่ลดราคาบุหรี่ลง ทั้งที่มีอำนาจดำเนินการ และกรมสรรพสามิตเคยให้สัมภาษณ์ว่ากฎหมายใหม่เปิดโอกาสให้กรมฯ ไม่รับราคาขายปลีกที่ผู้นำเข้าเสนอมาและมีอำนาจตั้งราคาใหม่
5.หลังจากปรับโครงสร้างภาษีได้ 1 ปี เมื่อเดือน ต.ค. 2561 องค์การอนามัยโลกส่งผู้เชี่ยวชาญด้านภาษียาสูบเข้ามาหารือร่วมกับกรมสรรพสามิต และเชิญให้ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีของกรมสรรพสามิตไปหารือที่เจนีวาในปีถัดมา โดยเสนอให้แก้ไขโครงสร้างภาษียาสูบให้เป็นอัตราเดียวโดยเร็ว คืออัตราตามมูลค่าร้อยละ 40 และตามปริมาณ 1.2 บาทต่อมวน พร้อมเสนอให้ร่วมลงสัตยาบันในพิธีสารการขจัดการค้ายาสูบผิดกฎหมายของอนุสัญญาควบยาสูบองค์การอนามัยโลก ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการตามคำแนะนำนี้
6.กฎกระทรวงกำหนดให้ปรับอัตราภาษียาสูบจาก 2 อัตราเป็นอัตราเดียวคือตามมูลค่าร้อยละ 40 และปริมาณมวนละ 1.2 บาท โดยอัตโนมัติตั้งแต่ 1 ต.ค. 2562 แต่เหตุใดมีการขยายเวลาถึง 2 ครั้ง จนกระทั่งมีการปรับอัตราภาษียาสูบอีกครั้งเมื่อปี 2564 ก็ยังคงใช้ 2 อัตรา ทั้งที่มีความเห็นจากทั้งนักวิชาการไทย สสส. และองค์การอนามัยโลกให้ปรับเป็นอัตราเดียว

7. ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพร่วมกับ สสส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการจัดเสวนาวิชาการเกี่ยวกับภาษียาสูบหลายครั้ง ร่วมกับทำหนังสือถึงรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ให้มีการทบทวนปรับโครงสร้างภาษียาสูบให้เป็นอัตราเดียว ที่ทำให้บุหรี่มีราคาสูงขึ้น และวางระบบการปรับภาษีอย่างต่อเนื่องตามอัตราเงินเฟ้อ แต่เหตุใดจึงไม่มีการตอบรับข้อเสนอจากกรมสรรพสามิตเลย
8.คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ กำหนดให้มาตรการภาษียาสูบ เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในแผนปฏิบัติการควบคุมยาสูบแห่งชาติ โดยคณะทำงานตามยุทธศาสตร์นี้มี กรมสรรพสามิตเป็นประธานคณะทำงาน อยากให้ตรวจสอบว่ามีการนัดประชุมบ่อยแค่ไหนและเคยมีการนำประเด็นเรื่องการปรับอัตราภาษียาสูบเข้ามาหารือหรือไม่



“จากข้อสังเกตข้างต้นจึงอยากสนับสนุนให้ท่านโฆษกรัฐบาลรื้อการปรับโครงสร้างภาษียาสูบปี 2560 มาตรวจสอบใหม่อย่างละเอียด เพื่อหาคนรับผิดชอบที่ทำให้ประเทศต้องสูญเสียรายได้ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท และให้เร่งผลักดันให้รีบปรับอัตราภาษียาสูบใหม่เป็นอัตราเดียว โดยให้มีภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพมีส่วนร่วมกำหนดอัตราที่เหมาะสมด้วย” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

ด้านดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การพิจารณาเรื่องภาษีสรรสามิตยาสูบแบบ 2 อัตรานี้ จำเป็นต้องอาศัย “ข้อเท็จจริง ลำดับเวลา และอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย” อย่างครบถ้วน สสส. พร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ตั้งแต่ข้อเสนอของกรมสรรพสามิต เอกสารประกอบการเสนอคณะรัฐมนตรี รายงานการประชุม หนังสือหารือระหว่างหน่วยงาน ความเห็นของกระทรวงสาธารณสุข สสส. และภาควิชาการ ตลอดจนกระบวนการพิจารณาราคาขายปลีกของบริษัทบุหรี่ แต่ขอให้ตรวจสอบจากเอกสารและลำดับเหตุการณ์จริง
“หลักฐานที่มีอยู่ไม่ได้ชี้ว่า สสส. เป็นผู้เสนอหรือสนับสนุนโครงสร้างภาษี 2 อัตรา ตรงกันข้าม ก่อนประกาศใช้โครงสร้างภาษีดังกล่าว มีฐานวิชาการที่ สสส. เตือนเรื่องการที่ผู้สูบหันไปหาบุหรี่ราคาถูก (Trade Down Effect) และมีข้อเสนอชัดเจนว่าระบบภาษีที่เรียบง่ายและอัตราเดียวเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพราะจุดยืนของภาคสุขภาพมีหลักเดียวมาตลอด คือ นโยบายภาษียาสูบต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบเข้าถึงยากขึ้น ไม่ใช่สร้างแรงจูงใจให้บริษัทลดราคา และต้องลดโอกาสที่ผู้สูบจะเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ราคาถูกแทนการเลิกสูบ” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว
ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อว่า หลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2560 หรือเกือบหนึ่งเดือนก่อนที่อัตราภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ บทความ “โครงสร้างภาษียาสูบที่เหมาะสม ภายใต้ พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิตใหม่” ระบุว่า ระบบภาษีที่มีหลายขั้นอัตราสำหรับสินค้าชนิดเดียวกัน เปิดช่องให้ธุรกิจลดราคาสินค้าหรือออกสินค้าใหม่ราคาถูกเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า ซึ่งไม่เป็นผลดีทั้งต่อรายได้รัฐบาลและต่อระบบสาธารณสุข พร้อมเสนอว่า อัตราภาษีแบบอัตราเดียว (Uniform tax rate) เป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสม โดยอ้างถึงผลวิจัยของศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) และ สสส. ตั้งแต่ปี 2553 ที่ชี้ถึงความเสี่ยงที่ประสิทธิผลของการขึ้นภาษียาสูบจะถูกลดทอนจากการที่ผู้สูบเปลี่ยนไปซื้อบุหรี่ยี่ห้อราคาถูกกว่า หรือ Trade Down Effect จึงสะท้อนว่าองค์ความรู้ที่ สสส. สนับสนุนมีการเตือนกลไกดังกล่าวมาก่อนการใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตรา
“หลักฐานอีกชิ้นคือข่าวมติชนวันที่ 11 ก.ย. 2560 เป็นเวลา 5 วันก่อนภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ โดยระบุว่าอัตราภาษีเหล้า เบียร์ บุหรี่ และไพ่ ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และจะเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 12 ก.ย. 2560 ก่อนประกาศให้ทราบเมื่อกฎหมายมีผลวันที่ 16 ก.ย. 2560 เนื่องจากกรมสรรพสามิตถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวและกังวลเรื่องการกักตุน ขณะเดียวกันข่าวดังกล่าวสะท้อนข้อเสนอจากภาควิชาการว่า การเก็บภาษีควรคำนึงถึงมิติสุขภาพและผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว
นพ.ไพโรจน์ กล่าวอีกว่า ผู้กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตไม่ใช่ สสส. กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีออกภายใต้อำนาจตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะที่ สสส. มีบทบาทด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สนับสนุนองค์ความรู้ และขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสุขภาพ มิได้มีอำนาจกำหนดพิกัดหรืออัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับคำถามว่าเหตุใดจึง “ปล่อยให้” บริษัทบุหรี่ลดราคาลงหลังใช้โครงสร้างภาษีใหม่ ต้องพิจารณาอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายให้ชัดเจนเช่นกัน เพราะมาตรา 17 และมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 กำหนดกลไกเกี่ยวกับราคาขายปลีกแนะนำและอำนาจของอธิบดีกรมสรรพสามิตในการพิจารณาราคาที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณภาษี สสส. ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการอนุมัติ ปฏิเสธ หรือกำหนดราคาขายปลีกของบริษัทบุหรี่