รมว.สธ.เดินหน้าเชื่อมการทำงาน สธ.-สสส. เลิกต่างคนต่างทำ ตั้ง Working Group นำร่องใช้งบปี 70 ร่วมกัน 10% มุ่งเป้าสร้างเสริมสุขภาพประชาชนเต็มศักยภาพ
จากกรณีที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งจะเป็นการแก้พ.ร.บ.สสส. โดยสาระสำคัญส่วนหนึ่งคือยกเลิกการจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบเข้าสู่กองทุน สสส. และให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ตนในฐานะรมว.สธ.และรองประธานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ดสสส.) ได้หารือพูดคุยกับบอร์ด สสส.กับคณะกรรมการบางท่าน ถึงการทำงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ที่ได้งบประมาณปีนึงประมาณ 4,000 ล้านบาทจาก Earmark Tax แต่การทำงานในอดีตอาจจะมีการทำงานที่ต่างคนต่างทำกับกระทรวงสาธารณสุข
“เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาก็ได้พูดคุยกันและมีการชักชวนกันว่านำตัวชี้วัด(KPI) ของทั้ง 2 หน่วยงาน คือ สธ.และ สสส. มาพิจารณาร่วมกัน แล้วก็ตั้งเป็นทีม working group ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรของสธ.อย่างเช่น กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กับบุคลากรของสสส. มาพิจารณาทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อรักษา KPI ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริม สร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค”นายพัฒนากล่าว
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า กองทุน สสส.มีวัตถุประสงค์ในเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพอยู่แล้ว ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเอง กรมต่าง ๆ มีหน้าที่ทั้งส่งเสริม ป้องกัน เมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บนะ ก็มีหน้าที่รักษาไปด้วย เพราะฉะนั้นกระบวนการการทำงานต่าง ๆ ก็จะต้องเกิดการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เป็นการนำเสนอโปรเจกต์ นำเสนอโครงการเข้าไปแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาโครงการร่วมกัน ก่อนที่จะเสนอเข้าไปพิจารณาในคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการเพื่ออนุมัติโครงการออกมา
“เชื่อมั่นว่าการทำงานของ สสส. กับสธ.จะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ก็คือทำให้เกิดการสร้างเสริม ส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชนคนไทยตามวัตถุประสงค์ของสธ.และสสส.โดยที่การทำงานจะเต็มศักยภาพ”นายพัฒนากล่าว
ถามว่าหากมีกฎหมายใหม่ปรับงบประมาณที่จะมาสนับสนุน สสส. จะทำให้มีปัญหาการทำงานในส่วนนี้หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ในเรื่องของปรับงบประมาณต่าง ๆ ตนคงไม่ไปก้าวล่วงถึงตรงนั้น เพราะว่าเป็นเรื่องของกระบวนการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ แต่ในการทำงานร่วมกันระหว่าง สสส. กับสธ. ก็จะทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่
การทำงานในอดีต 20 ปีที่ผ่านมา ที่มี สสส. ก็มีภารกิจงาน มีกระบวนการทำงานอย่างหนึ่ง ซึ่งคงจะเหมาะสมกับบริบทของช่วงเวลา บริบทของความเสี่ยงเชิงสุขภาพของประชาชนในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในสังคมไทยเข้าสู่สังคม Super Aging Society มีความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างอื่น อย่างเช่น บุหรี่ไฟฟ้า หรือความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น กระบวนการที่ต้องทำร่วมมือกันของสธ.และสสส.เป็นเรื่องจำเป็น
“มั่นใจว่า เมื่อผนวกกำลังกันระหว่างกองทุน สสส. กับสธ. จะสามารถขยายผลของการทำงานให้ได้มากยิ่งกว่าในอดีตที่ สสส. ทำเป็นเอกเทศ ส่วนงบประมาณที่ผ่านมาของสสส.เพียงพอหรือไม่นั้น ก็เป็นไปตามกฎหมายที่ได้ 2% ของ Earmark Tax”นายพัฒนากล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึง KPI มุ่งเป้าที่จะทำร่วมกันระหว่างสธ.กับ สสส.ในปีงบประมาณ 2570 นายพัฒนา กล่าวว่า ถ้าเริ่มต้นที่งบประมาณของ สสส. ราว 10% ที่จะดึงมาทำงานร่วมกัน คิดโครงการร่วมกัน แล้วก็ลงไปดำเนินการ ตั้งแต่ต้นจนจบร่วมกัน รักษา KPI ร่วมกัน น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ซึ่งคณะทำงานที่ได้ตั้งขึ้นมาระหว่างสสส.กับสธ. โดยมีผู้จัดการ สสส. กับปลัดกระทรวงสาธารณสุข นั่งเป็นประธานหารือร่วมกัน
"การทำงานลักษณะนี้ ประสบความสำเร็จมาแล้วจากการทำงานรร่วมกันของสธ.และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ตั้งแต่เมื่อประมาณ 7-8 เดือนที่แล้ว ซึ่งนำไปสู่การใช้งบประมาณของปี 2570 ให้เกิดความสมดุลและสอดคล้องกับภารกิจและความเสี่ยงด้านสุขภาพที่มากขึ้น"นายพัฒนากล่าว





