รพ.รามาธิบดี ปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดสำเร็จ ครบ 20 ราย ในไทย จากที่ทำสำเร็จรายแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ปี 2567
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของวงการปลูกถ่ายอวัยวะไทย หลังดำเนินการปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด หรือ Robotic-Assisted Kidney Transplantation (RAKT) ครบ 20 ราย ไปตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ต่อยอดจากความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ซึ่งรามาธิบดีประสบความสำเร็จในการปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์เป็น รายแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากรายแรกสู่รายที่ 20 ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี สะท้อนให้เห็นว่า รามาธิบดีไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้าง “ครั้งแรก” แต่สามารถพัฒนาจากการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี สู่การสร้างองค์ความรู้ บุคลากร ระบบการรักษา และทีมสหสาขาวิชาชีพที่สามารถดำเนินการปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์ได้อย่างต่อเนื่องโดยทีมแพทย์ไทย
รามาธิบดีเป็นศูนย์ปลูกถ่ายไตที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และมีจำนวนผู้ป่วยปลูกถ่ายไตสะสมสูงที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตายและผู้บริจาคที่มีชีวิต ประสบการณ์ดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาการรักษาผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนและการนำเทคโนโลยีการผ่าตัดขั้นสูงมาประยุกต์ใช้กับการปลูกถ่ายอวัยวะ
โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ โดยทีมแพทย์รามาธิบดีได้เดินทางไปศึกษาการปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์ ณ เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส ก่อนนำองค์ความรู้กลับมาพัฒนาระบบในประเทศไทย และได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศในระยะเริ่มต้น จนสามารถดำเนินการผ่าตัดได้อย่างต่อเนื่องโดยทีมแพทย์ไทย
นอกจากนี้ ผู้ป่วย 20 รายแรกของโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการผ่าตัดขั้นสูง พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนให้ทีมแพทย์สามารถพัฒนาประสบการณ์ ระบบการรักษา และองค์ความรู้จากการดูแลผู้ป่วยจริงอย่างต่อเนื่อง
รศ. นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ หัวหน้าศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะและศูนย์ปลูกถ่ายไต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “รามาธิบดีมีประสบการณ์ด้านการปลูกถ่ายไตมาอย่างยาวนาน เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนการปลูกถ่าย แต่คือการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการรักษาอย่างต่อเนื่อง
การเริ่มต้นปลูกถ่ายไตด้วยหุ่นยนต์เป็นรายแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 และดำเนินการต่อเนื่องจนถึงรายที่ 20 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 แสดงให้เห็นว่าเราได้พัฒนาจากการรับเทคโนโลยี สู่การสร้างองค์ความรู้ ระบบ และศักยภาพของทีมแพทย์ไทยอย่างแท้จริง
ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ มี ผศ. นพ.สุชิน วรวิชชวงษ์ รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และสถาบันพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยอย่างยั่งยืน
ด้านการผ่าตัด เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของ ศ. นพ.วิสูตร คงเจริญสมบัติ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศ. นพ.กิตติณัฐ กิจวิกัย ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้มีประสบการณ์ด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ร่วมกับ รศ. นพ.ณัฐพล อาภรณ์สุจริตกุล ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เป็นกำลังหลักในการริเริ่ม พัฒนา และขับเคลื่อนการนำเทคนิคการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์มาประยุกต์ใช้กับการปลูกถ่ายไตของรามาธิบดี ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการจนถึงปัจจุบัน
เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยให้การผ่าตัดสามารถทำผ่านแผลที่เล็กลง ลดความบอบช้ำของแผลผ่าตัด ผู้ป่วยมีแนวโน้มเจ็บน้อยลง ฟื้นตัวเร็วขึ้น และลดระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน ซึ่งการผ่าตัดแบบเปิดอาจต้องใช้แผลขนาดใหญ่ ผลการรักษาของผู้ป่วย 20 รายแรกเป็นที่น่าพอใจ โดย ไม่พบการสูญเสียไตที่ปลูกถ่าย และไตที่ปลูกถ่ายยังคงอยู่ในผู้ป่วยทุกรายในช่วงติดตามปัจจุบัน คิดเป็นอัตราการอยู่รอดของไตที่ปลูกถ่าย 100% พร้อมทั้งพบภาวะแทรกซ้อนในระดับต่ำ และประสบการณ์จากผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังถูกนำไปต่อยอดสู่งานวิจัยและการเผยแพร่องค์ความรู้ในระดับนานาชาติ
รศ. นพ.ณัฐพล อาภรณ์สุจริตกุล ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “เป้าหมายของเราตั้งแต่วันแรกไม่ใช่เพียงการทำรายแรกให้สำเร็จ แต่คือการทำให้เทคนิคนี้สามารถใช้กับผู้ป่วยได้จริงอย่างต่อเนื่อง มีมาตรฐาน และพัฒนาเป็นองค์ความรู้ของประเทศไทย จากรายแรก เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 จนถึงรายที่ 20 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เทคโนโลยีที่เราเคยเดินทางไปเรียนรู้จากต่างประเทศ วันนี้ได้กลายเป็นความสามารถของทีมแพทย์ไทยแล้ว”





