ภาคปชช.ไม่ร่วมสังฆกรรม ‘แก้พ.ร.บ.บัตรทอง’ ชี้ไม่ช่วยแก้ปัญหาระบบสุขภาพ ย้ำ 4 จุดยืนพัฒนาหลักประกันสุขภาพ “กองทุนประกันสุขภาพระบบเดียว”- “ไม่ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ” ชี้ต้องปรับระบบภาษี-บริหารงบฯประเทศ สร้างรัฐสวัสดิการ
KEY POINTS
- ภาคประชาชนประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมในการแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง โดยชี้ว่าร่างกฎหมายใหม่ไม่ช่วยแก้ปัญหาที่แท้จริงของระบบสุขภาพ
- ร่างกฎหมายที่เสนอแก้ไขถูกมองว่าเป็นการผลักภาระค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนผ่านการร่วมจ่าย และลดสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชนในบอร์ด สปสช. ซึ่งเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของระบบ
- กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพได้ย้ำ 4 จุดยืนสำคัญ ได้แก่ ระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคทุกที่, คุ้มครองทุกคนบนแผ่นดินไทย, ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว และไม่มีการร่วมจ่ายค่ารักษา ณ จุดบริการ
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพและเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมจัดเสวนาคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (พ.ร.บ.บัตรทอง) โดยย้ำจุดยืน 4 ประการ ได้แก่ ระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคทุกที่, ทุกคนในผืนแผ่นดินไทยต้องได้รับการคุ้มครอง, ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว และต้องไม่มีการร่วมจ่ายค่ารักษา เมื่อป่วย ณ จุดบริการ ทั้งนี้ เห็นว่าร่างแก้ไขกฎหมายใหม่เน้นเรื่องเงินเป็นหลักและเตรียมผลักภาระค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชน อีกทั้ง ยังลดทอนสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชนในบอร์ด สปสช. ซึ่งเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานและล้มระบบหลักประกันสุขภาพ โดยเสนอให้แก้ไขปัญหาด้วยการปรับระบบภาษี พัฒนาการบริหารจัดการงบประมาณ เชื่อประชาชนพร้อมจ่ายภาษีหากนำไปสู่ "รัฐสวัสดิการที่ดี
แก้พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ช่วยแก้ปัญหาระบบสุขภาพ
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จัดเสวนา “ทำไมภาคประชาชนจึงคัดค้านการแก้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดยน.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ยอมรับระบบสุขภาพประเทศไทยมีปัญหา โดยเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป หรือโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลเอกชน
จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กลับไม่ได้ดำเนินการระบบการควบคุมค่ารักษาพยาบาล แม้สภาองค์กรผู้บริโภคจะดำเนินการมาโดยตลอด เช่น ราคายาพาราเซตามอลมีตั้งแต่ต่ำกว่าเม็ดละ 2 บาทไปถึง 100 กว่าบาท รวมถึง บุคลากรทำงานหนักจริง ,สังคมสูงวัย ทำให้ความต้องการบริการสุขภาพสูงขึ้น และงบประมาณจำกัด
“การแก้ปัญหาโดยการแก้ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือพ.ร.บ.บัตรทอง ตามที่กรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภาเสนอมา แล้วก็ขณะนี้มีการล่ารายชื่ออยู่ 2 ฉบับ ไม่ได้แก้ปัญหาระบบสุขภาพเหล่านี้”น.ส.กรรณิการ์กล่าว
4 จุดยืนผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพ
นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายประชาชนที่ทำงานด้านสุขภาพมี 4 จุดยืนในการเคลื่อนไหว ผลักดัน และทำงานเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพ โดยเชื่อว่ารักษาเป็นสวัสดิการพื้นฐานไม่ใช่สิทธิประโยชน์
1. 30 บาทรักษาทุกโรค รักษาทุกที่ หมายความว่าจะรักษาทุกโรค เป็นระบบหลักประกันที่จะดูแลสุขภาพที่สำคัญและจำเป็นกับชีวิต จะต้องเริ่มต้นจากรักษาทุกโรค ไม่ใช่ว่าเป็นโรคพื้นฐาน ไม่ใช่ว่าเป็นโรคแพง ๆ เท่านั้นถึงจะรักษา แล้วก็ใช้ความสามารถในเชิงบริหารจัดการเรื่องการเงิน งบประมาณและทำให้คืบหน้าก้าวหน้าไปอีกว่า มันก็ทำให้ประชาชนที่เจ็บป่วย ไม่ว่าคุณจะอยู่ในที่ไหนก็แล้วแต่ มันครอบคลุมคุณทุกโรค แล้วมันก็จะดูแลคุณทุกที่นะครับ ผมว่านี่เป็นจังหวะก้าว เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพเนี่ย มันดูแลพี่น้องประชาชนได้จริงๆ นะ เราไปด้วยกัน
2. คนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย ควรจะอยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนจน คนรวย คนข้ามชาติที่เข้ามาอยู่ในผืนแผ่นดิน ควรจะมีระบบหลักประกันสุขภาพที่ดูแลคุณเมื่อคุณเจ็บคุณป่วย ส่วนจะดูแลแบบไหน จะมีขอบเขต มีสิทธิประโยชน์ มีช่องทางการเข้ายังไง อันนี้เราถกเถียงกันได้ แต่เราต้องเคารพสิทธิมนุษยชนด้านการเข้าถึงการรักษาสุขภาพไว้ด้วยกัน
3.ระบบสุขภาพระบบเดียวมาตรฐานเดียว จะทำให้ การใช้งบประมาณแผ่นดินเรื่องสุขภาพ การดูแลรักษาดีขึ้น ภาวะการขาดทุนอาจจะดีขึ้น ถ้ามันมีการบริหารจัดการกันดีๆ และน่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี เนื่องจากปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำของการมีหลายระบบ
และ4. จุดยืน “ไม่ร่วมจ่ายเมื่อป่วย ณ จุดบริการ” ส่วนกรณีที่เงินงบประมาณรักษาไม่พอก็ต้องมาพัฒนาด้วยกัน เช่น ร่วมจ่ายก่อนป่วย พัฒนาระบบภาษี พัฒนาระบบการจัดการงบประมาณ การบริหารการเงินของประเทศในด้านสุขภาพด้วยกัน เพื่อให้ภาษีถูกพัฒนาไปเกิดประโยชน์เป็นรัฐสวัสดิการที่ดี
ร่วมจ่ายค่าธรรมเนียม ไม่ใช่ค่ารักษา
นายนิมิตร์ กล่าวว่า การร่วมจ่ายที่มีอย่ในกฎหมายเดิม เป็นค่าธรรมเนียมการเข้าใช้บริการ เช่น การจ่ายค่าธรรมเนียม 30 บาทต่อการไปใช้บริการ 1 ครั้ง ไม่ใช่ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับบริการทางเลือกหรือในแต่ละโรค ซึ่งหากออกกฎหมายใหม่ให้มีการกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานขึ้นมา ก็จะกลายเปลี่ยนระบบไปเป็นการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในแต่ละครั้งแต่ละโรค จะเป็นการทำลายหลักการรักษาทุกโรค
“หากมีการแก้ไขกฎหมายให้บอร์กกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานและบริการทางเลือกที่ต้องร่วมจ่าย ประชาชนจะต้องคอยตรวจสอบหรือใช้ AI ค้นหาก่อนรับการรักษาว่าโรคของตนอยู่ในสิทธิพื้นฐานหรือไม่ และต้องเตรียมเงินร่วมจ่ายเท่าใด”นายนิมิตร์กล่าว
นายนิมิตร์ กล่าวย้ำว่า การแก้ปัญหาความขาดแคลนงบประมาณของหน่วยบริการไม่ควรทำด้วยการโยนภาระให้ประชาชนร่วมจ่าย เพราะเงินร่วมจ่ายจากประชาชนไม่เพียงพอที่จะไปชดเชยงบประมาณเงินเดือนบุคลากรที่โหว่อยู่ได้ แต่ควรแก้ปัญหาที่โครงสร้างการจัดสรรงบประมาณด้านเงินเดือนระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐทั้ง 3 ระบบให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับจำนวนประชากรและบุคลากรที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องดูแลจริง
ไม่ร่วมสังฆกรรมแก้พ.ร.บ.บัตรทอง
นายนิมิตร์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทราบมาว่ามีการออกหนังสือราชการอาจจะโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด(สสจ.) หรือสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ(สสอ.) เพื่อให้อสม.ร่วมร่วมเซ็นชื่อสนับสนุนการแก้กฎหมายบัตรทอง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ควรจะเปิดหน้าแสดงบทบาทแบบนี้หรือไม่ที่เป็นผู้ให้บริการ เป็นผู้ที่จะมาบอกว่าจะต้องจ่ายเท่าโน้นเท่านี้ แต่ลุกขึ้นมาเปิดหน้าเพื่อจะมาแก้กฎหมายบัตรทอง
“เราไม่ประสงค์เป็นส่วนหนึ่งของการแก้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ เราไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะแก้ กลไกที่มีอยู่เพียงพอ ถ้าทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบแล้วเปิดใจคุยกันทั้งในบอร์ดสปสช. ในอนุกรรมการ หรือเวทีสาธารณะต่างๆ”นายนิมิตร์กล่าว
ร่างแก้ไขพ.ร.บ.บัตรทอง เน้นเรื่องเงินเป็นใหญ่
รศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า จากการอ่านและวิเคราะห์ร่างพ.ร.บ.บัตรทองที่มีการเสนอแก้ไขทั้ง 2 ฉบับหลายรอบ พบหลักการและเหตุผลไม่สอดคล้องกับพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ที่เน้นย้ำชัดเจนเรื่องประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ได้เน้นย้ำเรื่องการดูแลไม่ให้โรงพยาบาลขาดทุน
แต่ในปัจจุบันหลักการนี้กำลังถูกเปลี่ยนไป กลายเป็นเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อขีดความสามารถไม่พอจึงให้ลดสิทธิประโยชน์ของประชาชนลง รวมถึงการเสนอให้จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับต้นทุนบริการ เน้นเรื่องความคล่องตัวในการบริหารจัดการและประสิทธิภาพของหน่วยบริการ
ส่วนประเด็นขอบเขตคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)ในร่างฉบับใหม่ให้ตัวแทนภาคประชาชนมาจากโควต้าผู้แทนประชาชนเขตสุขภาพ แต่โครงสร้างเขตฯส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพและผู้ทรงคุณวุฒิ จึงเชื่อได้ว่า ร่างใหม่จะไม่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเล็ดลอดเข้ามาอยู่ในบอร์ดสปสช.ได้เลย
และประเด็นการปรับให้เป็น สิทธิประโยชน์พื้นฐาน และหากเกินพื้นฐานจะต้องมีการร่วมจ่ายนั้น ข้อมูลการร้องเรียนผ่านระบบ 1330 ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ถูกเรียกเก็บเงินประมาณ 5% และกว่าหมื่นเคสที่ไม่ได้รับบริการตามสิทธิ์ที่กำหนด แม้ว่าระบบตอนนี้จะมีนโยบายรักษาทุกที่แล้ว
“ วิธีที่ดีที่สุดคือการนำข้อมูลต้นทุนบริการที่แท้จริงของหน่วยบริการมาเปิดเผยและพูดคุยกัน ซึ่งสำนักงบประมาณเองก็ต้องการข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงเพื่อประกอบการจัดสรรงบประมาณ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการนำข้อมูลดังกล่าวออกมาพิจารณาอย่างแท้จริง การทำหน้าที่ในบอร์ดที่ผ่านมาเป็นการทำงานเพื่อประชาชน แม้จะถูกมองว่าอยู่นานเกินไป”รศ.ภญ.ยุพดีกล่าว
ร่างแก้ไขพ.ร.บ.บัตรทอง มุ่งล้มระบบ
นายสมชาย กระจ่างแสง อนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า แม้ผู้ร่างแก้พ.ร.บ.จะย้ำหลายครั้งว่าการแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทองไม่ใช่การล้มระบบ แต่เป็นการปรับปรุงให้ระบบดีขึ้น แต่ตนเห็นว่าร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ คือ การล้มระบบหลักประกันสุขภาพลงอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากจุดเริ่มต้นของระบบบัตรทองมีโจทย์หลักทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้โดยไม่มีเรื่องเงินเป็นอุปสรรค
แต่การแก้ไขพ.ร.บ.ครั้งนี้เป็นการแก้เพื่อตอบโจทย์ปัญหาของโรงพยาบาล ซึ่งหากโรงพยาบาลประสบปัญหาเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอ ก็ควรเป็นการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สปสช. และรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณเพิ่ม ไม่ใช่การไปแก้ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ
“ร่างกฎหมายใหม่จะเปลี่ยนระบบการสรรหาบอร์ดสปสช.ในส่วนตัวแทนภาคประชาชน โดยให้คณะกรรมการเขตสุขภาพทั้ง 13 เขต เลือกตัวแทนมาเขตละ 1 คน แล้วคัดเหลือ 5 คน แต่กังวลว่าจะได้ตัวแทนที่เป็นข้าราชการเก่า หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เคยใช้บริการในระบบจริงเข้ามาแทน ส่งผลให้เสียงของภาคประชาชน การคัดค้านอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ และภาพการมีส่วนร่วมที่แท้จริงในบอร์ด สปสช. สูญหายไปทั้งหมด”นายสมชายกล่าว
บอร์ดสปสช.ไม่มีใครสั่งการ
นายวันเสาร์ ไชยกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้แทนผู้พิการ กล่าวว่า การเป็นตัวแทนภาคประชาชนมานั่งเป็นบอร์ดสปสช. ต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกและการยอมรับจากกลุ่มก่อน โดยต้องพิสูจน์ความรู้ความเข้าใจในประเด็น และเมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้ว จะต้องวางตัวเป็นตัวแทนของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เป็นเพียงตัวแทนขององค์กรที่ตนเองสังกัดเท่านั้น
“การทำงานในบอร์ดเน้นการรับฟังซึ่งกันและกัน โดยไม่มีการสั่งการจากใคร หากเรื่องใดที่ยังขาดข้อมูลก็นำกลับไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือหากเรื่องใดมีมติไปแล้วแต่พบข้อมูลใหม่ในภายหลัง ก็นำกลับมาพูดคุยทบทวนกันใหม่ได้ โดยบอร์ดจะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างเต็มที่จนกระทั่งไม่มีเสียงคัดค้านและเกิดมติร่วมกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้หารือกันจริง ๆ โดยไม่มีการทุบโต๊ะสั่งการ”นายวันเสาร์กล่าว




