วงเสวนา กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา ยันแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ล้มระบบ สิทธิพื้นฐานฟรี ส่วน “ร่วมจ่าย” เฉพาะบริการทางเลือก มุ่งปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. ลดผูกขาด เวียนเทียนตำแหน่ง
KEY POINTS
- วงเสวนากรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภายืนยันไม่มีการล้มระบบบัตรทอง โดยสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการรักษายังคงให้บริการฟรีตามมาตรฐานเดิม
- การร่วมจ่าย (Co-payment) จะใช้เฉพาะกับบริการที่เป็น "ทางเลือก" หรือบริการที่เหนือกว่ามาตรฐานที่จำเป็น ซึ่งผู้ป่วยสมัครใจเลือกเอง
- สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายคือ การปรับโครงสร้างคณะกรรมการ สปสช. ให้มีสัดส่วนผู้แทนประชาชน และผู้ให้บริการที่สมดุล เพื่อให้ทั้งระบบ และโรงพยาบาลอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน
คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา จัดเสวนาชี้แจงข้อเท็จจริงการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ยืนยันไม่มีการล้มระบบ โดยสิทธิประโยชน์พื้นฐานยังคงรักษาฟรี และได้รับบริการตามมาตรฐานเหมือนเดิม ส่วนการร่วมจ่ายเฉพาะสิทธิที่เป็นบริการทางเลือก การปรับแก้กฎหมายสาระสำคัญคือ การปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. กระจายสัดส่วนผู้แทนประชาชน และผู้ให้บริการอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ทั้งระบบบัตรทอง และโรงพยาบาลสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน
ปัญหาที่กำลังเผชิญ
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข(กมธ.สธ.) วุฒิสภา จัดเสวนา “เรื่องจริง ร่างพ.ร.บ.บัตรทอง การปรับปรุงกฎหมายบัตรทอง : เจตนารมณ์ ข้อเท็จจริง และประเด็นที่ประชาชนควรรู้” โดย นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา กล่าวว่า จากการทำงาน และศึกษาปัญหาของ กมธ. ในช่วง 5–6 เดือนที่ผ่านมา พบว่าระบบปัจจุบันกำลังขาดสมดุลจนส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลหลายแห่งประสบภาวะติดลบ และเริ่มกระทบถึงประชาชนโดยตรง เช่น การจ่ายยาให้ผู้ป่วยในระยะเวลาที่สั้นลง หรือกรณีร้ายแรงคือ การแจกเพียงซองยาแล้วให้ผู้ป่วยไปหาซื้อยาเอง เป็นต้น
ดร.โสภณ มะโนมะยา ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ และธรรมาภิบาลในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การศึกษาเกี่ยวกับระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจากการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล และการจัดเสวนาเสาะหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ทั้ง 4 ภูมิภาค พบว่า ระบบบัตรทองมีปัญหาด้านงบประมาณจริง โดยเฉพาะฝั่งโรงพยาบาลหรือผู้ให้บริการ (Provider) ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง จนต้องนำเงินสะสมรพ.มาใช้บริหารจัดการให้การบริการสาธารณสุขดำเนินต่อไปได้
“คณะอนุกรรมาธิการฯ ไม่อยากเห็นปัญหานี้กระทบต่อผู้รับบริการทั้ง 47 ล้านคนในระบบ และไม่อยากเห็นคนไข้ต้องถือซองยาจากโรงพยาบาลออกไปหาซื้อยาเองตามร้านขายยา จึงอยากให้ทุกฝ่าย เปิดใจยอมรับความจริงว่าระบบกำลังเกิดวิกฤติ ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง แล้วมาร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้ต่อไป”ดร.โสภณ กล่าว
ไม่มีการล้มบัตรทอง
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข(กมธ.สธ.) วุฒิสภา กล่าวว่า ที่ปรากฏข่าวในสื่อโซเชียลในลักษณะที่ว่า คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา จะล้มระบบบัตรทอง ขอยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีใครคิดหรือตั้งใจจะทำอย่างนั้นแม้แต่นิดเดียว ซึ่งการมี พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ถือเป็นนโยบายที่ดีมากซึ่งช่วยให้ประชาชนไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วย
ส่วนประเด็นเรื่องการร่วมจ่าย (Co-payment) ที่มีการนำไปบิดเบือนว่า กมธ. จะล้มบัตรทอง เพื่อบังคับร่วมจ่ายนั้น ขอชี้แจงว่าระบบร่วมจ่ายมีอยู่หลายลักษณะ บางกรณีอาจมีไว้สำหรับคนที่สมควรจ่ายหรือสมัครใจจ่ายเพิ่มสำหรับสิทธิบางอย่างเพื่อช่วยหล่อเลี้ยงระบบ แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องร่วมจ่าย ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง
“ระบบการร่วมจ่าย (Co-payment) มีกำหนดอยู่ใน พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ที่เคยจ่าย 30 บาทก็เป็นการร่วมจ่าย ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเติมเข้าไปในการแก้กฎหมายครั้งนี้ ยืนยันว่าสิทธิการรักษาพยาบาลเดิมยังอยู่” นพ.วีระพันธ์ กล่าว
เงินเฟ้อทางการแพทย์สูง เพิ่มเงินอย่างเดียวไม่พอ
นพ.เพชร อลิสานันท์ ผู้แทนเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ UHosNet กล่าวว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อปกติอย่างน้อย 10% ต่อปี หากผ่านไป 8 ปี โดยไม่มีการปรับค่าชดเชย ค่าใช้จ่ายจริงจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า การเพิ่มเงินเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
“การที่เงินบำรุงโรงพยาบาลลดลงจาก 80,000 ล้านบาท เหลือ 10,000 ล้านบาท หมายความว่าโรงพยาบาลต้องนำทรัพยากรที่จะใช้พัฒนาในอนาคตออกมาใช้ดูแลผู้ป่วยในปัจจุบันแล้ว อีกทั้ง การสร้างบุคลากรทางการแพทย์ต้องใช้เวลาหลายปี หากไม่สามารถรักษาให้อยู่ในระบบได้ ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะไม่มีบุคลากร และโรงพยาบาลที่พร้อมรองรับผู้ป่วยที่เดือดร้อน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง”นพ.เพชร กล่าว
ผลกระทบที่จะเกิดหากไม่แก้พ.ร.บ.บัตรทอง
ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย ผู้เสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับที่ 2 กล่าวว่า บุคลากรทางการแพทย์ และโรงพยาบาลของรัฐต้องการให้ระบบบัตรทองดำรงอยู่ต่อไป การเรียกร้องจึงไม่ได้ต้องการล้มระบบบัตรทอง แต่ต้องการให้โรงพยาบาลยังคงรักษาคนไข้ต่อไปได้ด้วยคุณภาพตามมาตรฐาน ซึ่งปัญหาไม่ใช่เรื่องการขาดงบประมาณเพียงอย่างเดียว เนื่องจากงบบัตรทองเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ปัญหายังคงอยู่ โดยเฉพาะความอยู่รอดของโรงพยาบาล และคุณภาพการรักษา
ผศ.นพ.สนั่น กล่าวด้วยว่า สาเหตุสำคัญเกิดจากการจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลที่ไม่เป็นธรรม เช่น การจ่ายชดเชยต่ำกว่าต้นทุน หรือจ่ายชดเชยเป็น 0 บาท การที่โรงพยาบาลต้องยอมรับสภาวะ ไม่ใช่เพราะยินยอม แต่เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เป็นผู้ซื้อรายใหญ่เพียงรายเดียวในลักษณะผูกขาด แม้โรงพยาบาลจะพยายามเจรจา แต่เป็นการตกลงกันในระดับปฏิบัติการ แต่เมื่อเข้าสู่ระดับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ด สปสช.) กลับถูกละเลย ส่งผลให้ปัจจุบันเกิดวิกฤติสถานพยาบาลหลายแห่ง
“โรงพยาบาลรัฐไม่สามารถออกจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ ดังนั้น หากไม่มีการแก้ไข โรงพยาบาลจำเป็นต้องลดจำนวนบุคลากร หยุดการขยายบริการ และหยุดนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อคุณภาพการรักษาของประชาชนโดยตรง”ผศ.นพ.สนั่น กล่าว
แก้ไขกฎหมายให้ “บัตรทอง-รพ.” อยู่รอดยั่งยืน
นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ผู้เสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับที่ 1 กล่าวว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนกฎหมาย ระบบสุขภาพกำลังเดินหน้าไปสู่ความเสี่ยงขั้นรุนแรง ในอดีตช่วงหลังโควิด-19 โรงพยาบาลมีเงินบำรุงรวมกันประมาณ 80,000 ล้านบาท ล่าสุด ลดลงเหลือเพียงประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยลดลงเฉลี่ยปีละกว่าหมื่นล้านบาท ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการอัดฉีดเงินเพียงอย่างเดียว เพราะระบบเปรียบเสมือนถังน้ำที่มีรูรั่ว เติมเงินภาษีประชาชนเข้าไปปีละ 200,000 -300,000 ล้านบาทก็ไม่เพียงพอ
การแก้ไขกฎหมายจึงเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ เพื่อให้ระบบบัตรทอง และโรงพยาบาลอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัยขั้นรุนแรง (Super Aging Society) ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ไตวาย ที่ต้องใช้ทรัพยากร และบุคลากรจำนวนมาก หากโรงพยาบาลไม่พร้อม หรือบุคลากรเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) ระบบทั้งหมดจะไม่สามารถรองรับได้
ทั้งนี้ จากการศึกษา และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภูมิภาค ปัญหาหลักติดอยู่ที่การตัดสินใจของบอร์ดบริหาร ซึ่งยังคงใช้ชุดความคิดเดิมมาตลอด 20 ปี ทั้งที่บริบทของโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้น การแก้กฎหมายจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโครงสร้างอำนาจ และการตัดสินใจของบอร์ด
“วลีคำว่า ล้มบัตรทอง หรืออนาถา ถือเป็นชุดความคิดที่ถูกนำมาใช้หลอกลวงประชาชน เพื่อสร้างความตระหนกตกใจ และเป็นคำขู่ที่ทำให้สังคมเข้าใจผิด โดยไม่ได้ดูรายละเอียดของเนื้อหาที่จะแก้ไข เมื่อพิจารณาถึงที่มาของชุดความคิดนี้ จะพบว่ามาจากกลุ่มบุคคลที่อาจสูญเสียผลประโยชน์หรือสิทธิประโยชน์เดิมที่เคยมีตาม พ.ร.บ. ฉบับเก่าหรือไม่ จึงเกิดความหวั่นไหว และสร้างกระบวนการนี้ขึ้น”นพ.อนุกูล กล่าว
แก้พ.ร.บ.บัตรทอง สิ่งที่จะเปลี่ยนไป
ผศ.นพ.สนั่น กล่าวว่า การเสนอแก้ไขร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้โรงพยาบาลในระบบยังคงอยู่รอด สามารถให้บริการรักษาพยาบาลโดยคงคุณภาพ และมีการพัฒนาต่อไปได้ ไม่ได้เป็นการล้มระบบบัตรทอง เนื่องจากองค์ประกอบหลักในระบบยังคงอยู่ครบถ้วน ทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), เลขาธิการ สปสช., คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.), คณะกรรมการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐาน รวมถึงตัวแทนจากภาคประชาชน และหลักการร่วมจ่าย (Co-payment) ตามพ.ร.บ.เดิม ยังอยู่
สิ่งที่มีการเสนอปรับเปลี่ยนในร่างกฎหมาย ผศ.นพ.สนั่น กล่าวว่า
1.ตัวแทนประชาชนในบอร์ด เปลี่ยนจากตัวแทนองค์กร NGO เป็นผู้แทนจาก "เขตสุขภาพเพื่อประชาชน" เพื่อให้มีความชัดเจนว่าผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ตัวแทนขององค์กร NGO
2.บอร์ด สปสช.ที่เป็นบอร์ดหลัก และบอร์ดควบคุมคุณภาพ และมาตรฐาน ที่มีบางคนเป็นหน้าเดิมวนเวียนเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง จะเปลี่ยนไป
3.กรรมการผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่มายาวนานถึง 20 ปี จนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในการกำหนดนโยบาย จะเปลี่ยนไปโดยร่าง พ.ร.บ. ใหม่จึงเขียนกำหนดวาระ เพื่อไม่ให้เกิดการนั่งตำแหน่งยาวนาน
4.การเป็นผู้ซื้อที่มีอำนาจผูกขาดรายเดียวของ สปสช. จะกลายมาเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ซื้อ และผู้ให้บริการ แม้ที่ผ่านมามีกระบวนการที่เรียกว่าทำงานร่วมกันคือ การเชิญผู้ให้บริการมาพูดคุยเพื่อหาข้อเสนอแนะร่วมกัน แต่เมื่อนำข้อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด สปสช. กลับถูกปัดตก ทั้งที่ควรมีการอภิปรายถกเถียงข้อเสนอด้วยเหตุ และผลอย่างตรงไปตรงมา จึงไม่อาจเรียกว่าเป็นการทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง
ปรับสัดส่วนบอร์ด สปสช.ใหม่
นพ.อนุกูล กล่าวว่า ในร่างกฎหมายที่มีการเสนอปรับแก้ มีรายละเอียด อาทิ
- การปรับโครงสร้าง และสัดส่วนบอร์ดใหม่ให้เหมาะสม เป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ส่วนแรกคือ ผู้บริหารกองทุน ผู้บริหารนโยบายที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ/ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรวมกันในส่วนกลางประมาณ 11-12 คน ส่วนที่สอง คือ ตัวแทนประชาชน จำนวน 9 คน โดย 4 คนมาจากท้องถิ่นตามเดิม และอีก 5 คนมาจากตัวแทนประชาชนจากเขตสุขภาพเพื่อประชาชนทั้ง 13 เขต ส่วนที่สาม คือ ตัวแทนผู้ให้บริการ (Provider) จำนวน 9 คน เพื่อให้มีสัดส่วนครบถ้วน
ร่วมจ่ายบริการทางเลือก - ไม่ร่วมจ่ายบริการมาตรฐาน
- มาตรา 3 ปรับให้ชัดเจนขึ้นว่า สิทธิประโยชน์พื้นฐาน หมายถึง บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพ และการดำรงชีวิต เพื่อป้องกันการล้มละลายจากการรักษาพยาบาลของครัวเรือน ดังนั้น การที่มีการเผยแพร่ว่าบริการที่จำเป็นจะต้องร่วมจ่ายจึงเป็นการโกหก และไม่ได้ดูตัวบทกฎหมาย
- มาตรา 5 เดิมกำหนดไว้ชัดเจนว่า บริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐาน และประสิทธิภาพ คนไทยต้องได้รับโดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่บอร์ดอาจกําหนดให้ต้องร่วมจ่าย ค่าบริการในอัตราที่กําหนด เว้นแต่ผู้ยากไร้หรือ บุคคลอื่นที่กําหนดไม่ต้องจ่ายค่าบริการ ก็จะปรับหน้าที่ของบอร์ด สปสช. ให้กำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน และต้องมีการทบทวนทุก 2-3 ปี ซึ่งการกำหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำให้ชัดเจน ก็เหมือนกับกรมธรรม์ประกันชีวิต ซึ่ง สปสช.ก็คล้ายกับบริษัทประกันที่มีขนาดใหญ่มีคนอยู่ในสิทธิถึงราว 47 ล้านคน
“บริการจำเป็นพื้นฐานได้ฟรี ไม่ล้มละลาย และไม่อนาถา ส่วนการร่วมจ่ายเป็นสิทธิของผู้ป่วยที่จะเลือกรับบริการทางเลือก ต้องถามว่าการห้ามไม่ให้ร่วมจ่ายอาจกำลังเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชนหรือไม่”นพ.อนุกูล กล่าว
ผศ.นพ.สนั่น กล่าวว่า สิทธิประโยชน์พื้นฐาน หมายถึง บริการทางการแพทย์ที่จำเป็น และเป็นมาตรฐาน ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศไทย ซึ่งไม่สามารถนำมาตรฐานของประเทศอย่างสหรัฐอเมริกามาใช้ได้เนื่องจากประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ
ผศ.นพ.สนั่น ย้ำว่า "การร่วมจ่าย" ไม่ได้หมายถึงการต้องร่วมจ่ายทุกคน หรือทุกครั้งที่มาโรงพยาบาล โดยหากเป็นบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นตามมาตรฐานบริบทไทยจะได้รับการดูแล “ไม่ต้องร่วมจ่าย” แต่จะเกิดการร่วมจ่ายเฉพาะในกรณีที่เป็น "ทางเลือก" หรือบริการที่เหนือกว่ามาตรฐานที่ประเทศยอมรับได้ เช่น การเลือกรับยารวมฉีดครั้งเดียวที่คุมได้ 14 วันแทนการมาฉีดทุกวัน จะต้องร่วมจ่าย เป็นต้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





