วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเพิ่ม '4 โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง'

บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเพิ่ม 4 โรค "โรคลีเจียนแนร์-อาร์เอสวี- งูสวัด-เอสเอฟทีเอส" เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมยกเลิกการกักตัวคนเดินทางจาก “ยูกันดา” หลังไม่พบผู้ป่วยอีโบลารอบ 42 วัน  

KEY POINTS

  • คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติเห็นชอบเพิ่ม 4 โรคใหม่ เข้าเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ โรคลีเจียนแนร์, โรคไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดรุนแรง (SFTS), โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี (RSV) และโรคงูสวัด
  • การเพิ่มโรคดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบสำหรับนำมาวิเคราะห์และจัดทำมาตรการป้องกันควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพการประกาศนี้จะช่วยส่งสัญญาณเตือนให้หน่วยบริการทางการแพทย์และบุคลากรเพิ่มความตื่นตัวในการเฝ้าระวังโรคมากขึ้น
  • นอกจากนี้ ยังรับทราบยกเลิกการกักตัวของผู้ที่เดินทางมาจากประเทศยูกันดาสำหรับการป้องกันโรคอีโบลา เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พิจารณาและตรวจสอบแล้วว่า ประเทศยูกันดาไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระยะเวลา 42 วัน ซึ่งเป็น 2 เท่าของระยะฟักตัว 21 วัน แต่ยังคงให้กักตัวผู้ที่เดินทางหรือมีประวัติการเดินทางมาจากประเทศดีอาร์คองโก

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่กรมควบคุมโรค นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่า  คณะกรรมการฯเห็นชอบ(ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง(ฉบับที่...) พ.ศ..... โดยเป็นการเพิ่ม 4 โรคให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง คือ

  1. โรคลีเจียนแนร์
  2. โรคไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดรุนแรง หรือโรคเอสเอฟทีเอส(SFTS)
  3. โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี 
  4. โรคงูสวัด

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังรับทราบยกเลิกการกักตัวของผู้ที่เดินทางมาจากประเทศยูกันดาสำหรับโรคอีโบลา แต่ยังคงให้กักตัวผู้ที่เดินทางหรือมีประวัติการเดินทางมาจากประเทศดีอาร์คองโก เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พิจารณาและตรวจสอบแล้วว่า ประเทศยูกันดาไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระยะเวลา 42 วัน ซึ่งเป็น 2 เท่าของระยะฟักตัว 21 วัน ประเทศไทยจึงพิจารณายกเลิกการกักตัวตามข้อแนะนำของ WHO

“ปัจจุบันในไทยยังมีคนที่เดินทางมาจากประเทศยูกันดาและอยู่ระหว่างการกักตัวประมาณ 5-6 คน ซึ่งจะกักตัวจนครบกำหนด 21 วัน และน่าจะหมดจากประเทศยูกันดา ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยแต่อย่างใด”นายพัฒนากล่าว 

นอกจากนี้ ยังมีมติในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลการฉีดวัคซีน เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก  แต่การรายงานกลับเข้ามายังมีไม่มาก โดยเฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลเอกชน  คลินิกภาค เอกชนยังมีค่อนข้างน้อย เมื่อมีมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติออกมา ก็จะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) ซึ่งคอยกำกับดูแลสถานบริการ เอกชน เพื่อขอความร่วมมือและปรับระเบียบให้มีการรายงาน

“มีหน่วยบริการ 10,000 กว่าแห่ง แต่มีรายงานการให้วัคซีนเข้ามาราวครึ่งหนึ่ง  ทั้งที่มีการลง ฉีดวัคซีนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่การรายงานข้อมูลกลับเข้ามาน้อย  ก็อาจจะทำให้การ วางแผนต่อเนื่องไปในอนาคตไม่แม่นยำเท่าที่ควร จึงต้องขอความร่วมมือในการรายงานและปรับกระบวนการทำงาน”นายพัฒนากล่าว 

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  การรวบรวมข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร จากการทบทวนข้อมูลการฉีดวัคซีนในชุดสิทธิประโยชน์สำหรับเด็ก พบว่า จากหน่วยบริการทั้งหมดประมาณ 12,000 แห่ง มีการส่งข้อมูลกลับมาเพียงประมาณ 5,000 กว่าแห่งเท่านั้น ทำให้ข้อมูลความครอบคลุมการฉีดวัคซีนของประเทศไทยต่ำกว่าความเป็นจริง จึงมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ และใช้อุปกรณ์ทางกฎหมายประสานให้ทุกหน่วยบริการส่งข้อมูลการฉีดวัคซีนกลับมายังกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับสถานการณ์โรคที่สำคัญทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ พบโรคโควิด 19 และ RSV มากในเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี และโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กอายุ 5-9 ปี ขอให้หมั่นสังเกตอาการ ดูแลสุขอนามัย หากป่วยหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยหรือพบแพทย์ สำหรับโรคโปลิโอ แม้จะไม่มีผู้ป่วยในประเทศไทย แต่ยังคงเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เดือนสิงหาคม 2569 พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน จึงขอให้ผู้ที่มีบุตรหลานอายุต่ำกว่า 1 ปี เข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนโดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดน

ส่วนโรคไข้เลือดออก ปีนี้พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 25,948 ราย เสียชีวิต 39 ราย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ มีโรคประจำตัวและไปโรงพยาบาลช้า ดังนั้น หากมีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องเกิน 2 วัน ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หน้าแดง กระหายน้ำ มีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังบริเวณแขน ขาและลำตัว ให้รีบไปโรงพยาบาล ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง และโรคฝีดาษวานร ปีนี้พบผู้ป่วยแล้ว 338 ราย เสียชีวิต 2 ราย ขอให้ป้องกันโดยลดพฤติกรรมเสี่ยงและสังเกตอาการตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการสงสัยหรือมีประวัติเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

ด้านนพ.วิชาญ บุญกิติกร  ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา คร. กล่าวว่า  การที่เพิ่มโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังอีก 4 โรคดังกล่าว  เนื่องจากทางวิชาการได้ทบทวนข้อมูลในหลายมิติแล้ว เห็นว่ามีความสำคัญในเชิงสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บและควบคุมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำเสนอและจัดทำมาตรการเพิ่มเติม โดยนำทั้ง 4 โรคนี้เข้าสู่กระบวนการเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง 

บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเพิ่ม '4 โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง'

ทั้งนี้ จะส่งผลดีทำให้ประเทศไทยจะมีข้อมูลสำหรับนำมาวิเคราะห์ เพื่อดำเนินมาตรการและจัดทำมาตรการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้หน่วยบริการและแพทย์ปฏิบัติตนด้วยความตื่นตัว (alert) และเพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้น และช่วยให้ห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บพัฒนาศักยภาพการตรวจให้กระทำได้ง่ายขึ้น

กระบวนการคัดเลือกโรคมีหลักเกณฑ์ชัดเจน โดยในชั้นการพิจารณาเบื้องต้นได้มีการทบทวนหลายโรค แล้วจึงคัดเลือกเสนอมาในชั้นนี้ 4 โรค หลักเกณฑ์ในการทบทวนพิจารณาจากผลกระทบทางด้านสาธารณสุข ประโยชน์ที่จะได้รับจากการเซ็ตระบบเฝ้าระวัง และความจำเป็นในการจัดทำมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งทั้ง 4 โรคได้ผ่านการกลั่นกรองจากคณะผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว จึงนำข้อมูลเสนอต่อคณะกรรมการโรคติดต่อเพื่อขอการรับรอง

โรคลีเจียนแนร์ - เอสเอฟทีเอส

อนึ่ง กรมควบคุมโรค ระบุ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires' disease) มีอาการไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงหรือมีอาการสับสนร่วมด้วย โดยมักมีอาการปอดอักเสบ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะช็อก หรืออวัยวะหลายระบบล้มเหลว

สถานการณ์โรคลีเจียนแนร์ในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2556 – 2569 จำนวนผู้ป่วยสะสม  371 ราย เสียชีวิต 7 ราย เฉพาะในปี 2569 พบผู้ป่วย 44 ราย เสียชีวิต 1 ราย
โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในน้ำเป็นแหล่งแพร่กระจายโรค ดังนั้น การป้องกันและควบคุมโรคจึงใช้มาตรการดูแลความสะอาดของแหล่งน้ำต่าง ๆ ภายในอาคาร เช่น โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น

โรคไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดรุนแรง หรือ เอสเอฟทีเอส (Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome: SFTS )มีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงหรือปวดท้องและอาจมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกผิดปกติ ซึม สับสน หรือชักร่วมด้วย ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะช็อกอวัยวะหลายระบบล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ตั้งแต่ปี  2557-2569 ในไทยพบผู้ป่วยสะสม 20 ราย รายงานต่อกรมควบคุมโรค 7 ราย  เสียชีวิต 5 ราย สามารถป้องกันได้โดย หากเลี้ยงสุนัขหรือแมวควรหมั่นตรวจหาเห็บ อาบน้ำและใช้ยากำจัดเห็บให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ทำความสะอาดที่อยู่สัตว์เลี้ยงและบริเวณบ้านเป็นประจำ ไม่ควรใช้มือเปล่าจับ บี้ หรือดึงเห็บโดยตรง หากสัมผัสเห็บให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที

หากต้องสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บควรสวมถุงมือ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง ใช้ยาควบคุมเห็บบริเวณฟาร์ม หรือพื้นที่เกษตร ระมัดระวังอย่าให้ถูกเห็บกัด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังกลับจากฟาร์มหรือบริเวณที่มีเห็บ ตรวจดูตามร่างกายโดยเฉพาะใต้วงแขน ในและรอบใบหู สะดือ หลังเข่า หนังศีรษะและเส้นผม ระหว่างขา และรอบเอว ที่เห็บมักเกาะ

โรคอาร์เอสวี และโรคงูสวัด 

โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV)มีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก จาม หายใจมีเสียงหวีด หายใจเร็ว หรือหายใจลําบาก และอาจมีอาการเบื่ออาหารหรืออ่อนเพลียร่วมด้วย ในรายที่เป็นเด็กเล็กอาจพบภาวะหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ โดยในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว

ข้อมูลปี 2569 (1 ม.ค.-8 ก.ย.) ป่วย 8,578 ราย เสียชีวิต 1 รายเป็นเด็กอายุ 2 เดือน  มีประวัติคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงเมื่อติดเชื้ออาร์เอสวี จะอันตราย

ป้องกันโดยควรปฏิบัติตามสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดีอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือสัมผัสสิ่งสกปรก ไม่ใช้สิ่งของ/เครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เมื่อไอ /จามต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้า/ทิชชู ทุกครั้ง รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ร้อน สะอาด ไม่ใช้ภาชนะรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มร่วมกับผู้อื่น ควรใช้แก้วน้ำส่วนตัว

โรคงูสวัด (Herpes zoster) มีอาการปวด แสบร้อน คัน หรือชาตามแนวเส้นประสาท ต่อมาจะมีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่มบริเวณผิวหนังด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายตามแนวเส้นประสาท และอาจมีไข้ ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย ในรายที่มีอาการุนแรงอาจเกิดภาวะปวดปลายประสาทเรื้อรัง ภาวะแทรกซ้อนทางตา หรือสมองอักเสบได้  ซึ่งภาระโรคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัจจุบันเริ่มมีการนำวัคซีนมาใช้