วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเพิ่ม '4 โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง'

บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเพิ่ม 4 โรค "โรคลีเจียนแนร์-อาร์เอสวี- งูสวัด-เอสเอฟทีเอส" เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมยกเลิกการกักตัวคนเดินทางจาก “ยูกันดา” หลังไม่พบผู้ป่วยอีโบลารอบ 42 วัน  

KEY POINTS

  • คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติเห็นชอบเพิ่ม 4 โรคใหม่ เข้าเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ โรคลีเจียนแนร์, โรคไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดรุนแรง (SFTS), โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี (RSV) และโรคงูสวัด
  • การเพิ่มโรคดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบสำหรับนำมาวิเคราะห์และจัดทำมาตรการป้องกันควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพการประกาศนี้จะช่วยส่งสัญญาณเตือนให้หน่วยบริการทางการแพทย์และบุคลากรเพิ่มความตื่นตัวในการเฝ้าระวังโรคมากขึ้น
  • นอกจากนี้ ยังรับทราบยกเลิกการกักตัวของผู้ที่เดินทางมาจากประเทศยูกันดาสำหรับการป้องกันโรคอีโบลา เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พิจารณาและตรวจสอบแล้วว่า ประเทศยูกันดาไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระยะเวลา 42 วัน ซึ่งเป็น 2 เท่าของระยะฟักตัว 21 วัน แต่ยังคงให้กักตัวผู้ที่เดินทางหรือมีประวัติการเดินทางมาจากประเทศดีอาร์คองโก

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่กรมควบคุมโรค นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติว่า  คณะกรรมการฯเห็นชอบ(ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อและอาการสำคัญของโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง(ฉบับที่...) พ.ศ..... โดยเป็นการเพิ่ม 4 โรคให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง คือ

  1. โรคลีเจียนแนร์
  2. โรคไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดรุนแรง หรือโรคเอสเอฟทีเอส(SFTS)
  3. โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี 
  4. โรคงูสวัด

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังรับทราบยกเลิกการกักตัวของผู้ที่เดินทางมาจากประเทศยูกันดาสำหรับโรคอีโบลา แต่ยังคงให้กักตัวผู้ที่เดินทางหรือมีประวัติการเดินทางมาจากประเทศดีอาร์คองโก เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พิจารณาและตรวจสอบแล้วว่า ประเทศยูกันดาไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระยะเวลา 42 วัน ซึ่งเป็น 2 เท่าของระยะฟักตัว 21 วัน ประเทศไทยจึงพิจารณายกเลิกการกักตัวตามข้อแนะนำของ WHO

“ปัจจุบันในไทยยังมีคนที่เดินทางมาจากประเทศยูกันดาและอยู่ระหว่างการกักตัวประมาณ 5-6 คน ซึ่งจะกักตัวจนครบกำหนด 21 วัน และน่าจะหมดจากประเทศยูกันดา ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยแต่อย่างใด”นายพัฒนากล่าว 

บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเพิ่ม '4 โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง'

นอกจากนี้ ยังมีมติในเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลการฉีดวัคซีน เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก  แต่การรายงานกลับเข้ามายังมีไม่มาก โดยเฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลเอกชน  คลินิกภาค เอกชนยังมีค่อนข้างน้อย เมื่อมีมติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติออกมา ก็จะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) ซึ่งคอยกำกับดูแลสถานบริการ เอกชน เพื่อขอความร่วมมือและปรับระเบียบให้มีการรายงาน

“มีหน่วยบริการ 10,000 กว่าแห่ง แต่มีรายงานการให้วัคซีนเข้ามาราวครึ่งหนึ่ง  ทั้งที่มีการลง ฉีดวัคซีนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่การรายงานข้อมูลกลับเข้ามาน้อย  ก็อาจจะทำให้การ วางแผนต่อเนื่องไปในอนาคตไม่แม่นยำเท่าที่ควร จึงต้องขอความร่วมมือในการรายงานและปรับกระบวนการทำงาน”นายพัฒนากล่าว 

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า  การรวบรวมข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร จากการทบทวนข้อมูลการฉีดวัคซีนในชุดสิทธิประโยชน์สำหรับเด็ก พบว่า จากหน่วยบริการทั้งหมดประมาณ 12,000 แห่ง มีการส่งข้อมูลกลับมาเพียงประมาณ 5,000 กว่าแห่งเท่านั้น ทำให้ข้อมูลความครอบคลุมการฉีดวัคซีนของประเทศไทยต่ำกว่าความเป็นจริง จึงมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ และใช้อุปกรณ์ทางกฎหมายประสานให้ทุกหน่วยบริการส่งข้อมูลการฉีดวัคซีนกลับมายังกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับสถานการณ์โรคที่สำคัญทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ พบโรคโควิด 19 และ RSV มากในเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี และโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กอายุ 5-9 ปี ขอให้หมั่นสังเกตอาการ ดูแลสุขอนามัย หากป่วยหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยหรือพบแพทย์ สำหรับโรคโปลิโอ แม้จะไม่มีผู้ป่วยในประเทศไทย แต่ยังคงเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เดือนสิงหาคม 2569 พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน จึงขอให้ผู้ที่มีบุตรหลานอายุต่ำกว่า 1 ปี เข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนโดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดน

ส่วนโรคไข้เลือดออก ปีนี้พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 25,948 ราย เสียชีวิต 39 ราย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ มีโรคประจำตัวและไปโรงพยาบาลช้า ดังนั้น หากมีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องเกิน 2 วัน ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หน้าแดง กระหายน้ำ มีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังบริเวณแขน ขาและลำตัว ให้รีบไปโรงพยาบาล ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง และโรคฝีดาษวานร ปีนี้พบผู้ป่วยแล้ว 338 ราย เสียชีวิต 2 ราย ขอให้ป้องกันโดยลดพฤติกรรมเสี่ยงและสังเกตอาการตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการสงสัยหรือมีประวัติเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว

ด้านนพ.วิชาญ บุญกิติกร  ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา คร. กล่าวว่า  การที่เพิ่มโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังอีก 4 โรคดังกล่าว  เนื่องจากทางวิชาการได้ทบทวนข้อมูลในหลายมิติแล้ว เห็นว่ามีความสำคัญในเชิงสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บและควบคุมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำเสนอและจัดทำมาตรการเพิ่มเติม โดยนำทั้ง 4 โรคนี้เข้าสู่กระบวนการเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวัง 

บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเพิ่ม '4 โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง'

ทั้งนี้ จะส่งผลดีทำให้ประเทศไทยจะมีข้อมูลสำหรับนำมาวิเคราะห์ เพื่อดำเนินมาตรการและจัดทำมาตรการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้หน่วยบริการและแพทย์ปฏิบัติตนด้วยความตื่นตัว (alert) และเพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้น และช่วยให้ห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บพัฒนาศักยภาพการตรวจให้กระทำได้ง่ายขึ้น

กระบวนการคัดเลือกโรคมีหลักเกณฑ์ชัดเจน โดยในชั้นการพิจารณาเบื้องต้นได้มีการทบทวนหลายโรค แล้วจึงคัดเลือกเสนอมาในชั้นนี้ 4 โรค หลักเกณฑ์ในการทบทวนพิจารณาจากผลกระทบทางด้านสาธารณสุข ประโยชน์ที่จะได้รับจากการเซ็ตระบบเฝ้าระวัง และความจำเป็นในการจัดทำมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งทั้ง 4 โรคได้ผ่านการกลั่นกรองจากคณะผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว จึงนำข้อมูลเสนอต่อคณะกรรมการโรคติดต่อเพื่อขอการรับรอง

โรคลีเจียนแนร์ - เอสเอฟทีเอส

อนึ่ง กรมควบคุมโรค ระบุ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires' disease) มีอาการไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และอาจคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงหรือมีอาการสับสนร่วมด้วย โดยมักมีอาการปอดอักเสบ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะช็อก หรืออวัยวะหลายระบบล้มเหลว

สถานการณ์โรคลีเจียนแนร์ในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2556 – 2569 จำนวนผู้ป่วยสะสม  371 ราย เสียชีวิต 7 ราย เฉพาะในปี 2569 พบผู้ป่วย 44 ราย เสียชีวิต 1 ราย
โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในน้ำเป็นแหล่งแพร่กระจายโรค ดังนั้น การป้องกันและควบคุมโรคจึงใช้มาตรการดูแลความสะอาดของแหล่งน้ำต่าง ๆ ภายในอาคาร เช่น โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น

โรคไข้ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำชนิดรุนแรง หรือ เอสเอฟทีเอส (Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome: SFTS )มีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงหรือปวดท้องและอาจมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกผิดปกติ ซึม สับสน หรือชักร่วมด้วย ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะช็อกอวัยวะหลายระบบล้มเหลว และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

บอร์ดโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเพิ่ม '4 โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง'

ตั้งแต่ปี  2557-2569 ในไทยพบผู้ป่วยสะสม 20 ราย รายงานต่อกรมควบคุมโรค 7 ราย  เสียชีวิต 5 ราย สามารถป้องกันได้โดย หากเลี้ยงสุนัขหรือแมวควรหมั่นตรวจหาเห็บ อาบน้ำและใช้ยากำจัดเห็บให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ทำความสะอาดที่อยู่สัตว์เลี้ยงและบริเวณบ้านเป็นประจำ ไม่ควรใช้มือเปล่าจับ บี้ หรือดึงเห็บโดยตรง หากสัมผัสเห็บให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที

หากต้องสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บควรสวมถุงมือ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง ใช้ยาควบคุมเห็บบริเวณฟาร์ม หรือพื้นที่เกษตร ระมัดระวังอย่าให้ถูกเห็บกัด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังกลับจากฟาร์มหรือบริเวณที่มีเห็บ ตรวจดูตามร่างกายโดยเฉพาะใต้วงแขน ในและรอบใบหู สะดือ หลังเข่า หนังศีรษะและเส้นผม ระหว่างขา และรอบเอว ที่เห็บมักเกาะ

โรคอาร์เอสวี และโรคงูสวัด 

โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจจากเชื้ออาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus: RSV)มีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก จาม หายใจมีเสียงหวีด หายใจเร็ว หรือหายใจลําบาก และอาจมีอาการเบื่ออาหารหรืออ่อนเพลียร่วมด้วย ในรายที่เป็นเด็กเล็กอาจพบภาวะหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ โดยในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลว

ข้อมูลปี 2569 (1 ม.ค.-8 ก.ย.) ป่วย 8,578 ราย เสียชีวิต 1 รายเป็นเด็กอายุ 2 เดือน  มีประวัติคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงเมื่อติดเชื้ออาร์เอสวี จะอันตราย

ป้องกันโดยควรปฏิบัติตามสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดีอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ ก่อนรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม หลังเข้าห้องน้ำ หรือสัมผัสสิ่งสกปรก ไม่ใช้สิ่งของ/เครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เมื่อไอ /จามต้องปิดปากปิดจมูกด้วยผ้า/ทิชชู ทุกครั้ง รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ร้อน สะอาด ไม่ใช้ภาชนะรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มร่วมกับผู้อื่น ควรใช้แก้วน้ำส่วนตัว

โรคงูสวัด (Herpes zoster) มีอาการปวด แสบร้อน คัน หรือชาตามแนวเส้นประสาท ต่อมาจะมีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นกลุ่มบริเวณผิวหนังด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายตามแนวเส้นประสาท และอาจมีไข้ ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย ในรายที่มีอาการุนแรงอาจเกิดภาวะปวดปลายประสาทเรื้อรัง ภาวะแทรกซ้อนทางตา หรือสมองอักเสบได้  ซึ่งภาระโรคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัจจุบันเริ่มมีการนำวัคซีนมาใช้