สแกน “หน่วยรับงบบัตรทอง” ปี 68 พบจำนวนมากที่สุด “ไม่ใช่รพ.” โดยหน่วยบริการ เป็น “หน่วยนวัตกรรม 7 นางฟ้า”เยอะสุด ขณะที่มีองค์กรชุมชน องค์กรเอกชน ที่ไม่แสวงกำไร 213 แห่ง
KEY POINTS
- บอร์ดสปสช. รับทราบผลแจง “งบบัตรทองปี 2568” หายไปไหน 60,000 ล้านบาท หลังรมว.สาธารณสุขในฐานะประธานบอร์ดข้องใจ เหตุเงินไม่เข้าสู่ระบบของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)
- ส่อง “หน่วยรับงบบัตรทอง” ปี 68 พบจำนวนมากที่สุด “ไม่ใช่รพ.” โดยส่วนของ “หน่วยบริการ”เป็น “หน่วยนวัตกรรม 7 นางฟ้า”เยอะสุด ขณะที่มีองค์กรชุมชน องค์กรเอกชน ที่ไม่แสวงกำไร 213 แห่ง
- รมว.สาธารณสุขสั่งตรวจสอบหลักกฎหมาย “หน่วยรับเงิน”– ส่วนสิทธิประโยชน์มอบอนุฯพิจารณา “อัปเดต-อัปเกรด” หลังให้สิทธิ์มา 24 ปี ยึดประสิทธิภาพสูงสุด ตอบสนองต่อความต้องการและความเจ็บป่วยประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก
ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ประจำเดือนกันยายน 2569 ที่มีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. เป็นประธาน “รับทราบ” ผลการชี้แจงประเด็นคำถามกรณีการจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ต่อ รมว.สาธารณสุข และคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุน รวมถึงผลสรุปข้อเสนอแนะต่างๆ
ผลชี้แจงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายพัฒนา ตั้งคำถามว่า งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “งบบัตรทอง” ในปีงบประมาณ 2568 ไปไหน 60,000 ล้านบาท โดยไม่ได้เข้าสู่ระบบการได้รับเงินของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(รพ.สธ.)
และได้มอบหมายให้อนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลัง โดยได้มีการประชุมติดตามล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ไปส่วนหนึ่ง โดยนายพัฒนาได้ขอให้มีการแยกประเภทหน่วยบริการที่ได้รับงบบัตรทองให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น ระหว่างรพ.เอกชนกับคลินิกชุมชน ที่ใช้เงินกว่า 17,000 ล้านบาท หรือหน่วยบริการนวัตกรรม(7นางฟ้า)กับเทเลเมดิซีน ที่ใช้เม็ดเงินราว 7,000 ล้านบาทนั้น
หน่วยรับงบบัตรทอง จำนวนมากสุดไม่ใช่รพ.
ทั้งนี้ ผลการชี้แจงที่บอร์ดสปสช.รับทราบล่าสุดประจำเดือนกันยายน 2569 ในส่วนของการแยกประเภทหน่วยรับงบประมาณระบบบัตรทอง 6 ประเภทนั้น ระบุว่า
1.หน่วยบริการสาธารณสุข 19,444 แห่ง คิดเป็น 79.75% งบ 157,314.23 ล้านบาท (87.63%) แยกเป็น
- กระทรวงสาธารณสุข (สป.) 5,560 แห่ง คิดเป็น 22.8% ได้รับงบ 103,275.52 ล้านบาท
- กระทรวงสาธารณสุข (นอก สป.) 112 แห่ง คิดเป็น 0.46% งบ 7,703.64 ล้านบาท
- โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย( UHOSNET) 12 แห่ง คิดเป็น 0.05% งบ 12,878.65 ล้านบาท โรงพยาบาลสังกัดอื่นๆ เช่น กลาโหม ยุติธรรม/ กทม./รพ. บ้านแพ้ว 241 แห่ง คิดเป็น 0.99% งบ 8,415.05 ล้านบาท
- โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกชุมชนอบอุ่น 1,118 แห่ง คิดเป็น 4.58% งบ 17,558.86 ล้านบาท แยกเป็น
รพ.เอกชน 291 แห่ง ได้รับงบ 8,668.21 ล้านบาท
คลินิกชุมชนอบอุ่น 827 แห่ง ได้รับงบ 8,890.64 ล้านบาท - และหน่วยบริการนวัตกรรม และ เทเลเมดิซีน 12,401 แห่ง คิดเป็น 50.86% งบ 7,482.50 ล้านบาท แยกเป็น
หน่วยบริการนวัตกรรม(คลินิกเวชกรรม, คลินิกการพยาบาล, คลินิกทันตกรรม, คลินิกกายภาพบำบัด, คลินิกแพทย์แผนไทย, คลินิกเทคนิคการแพทย์ และร้านยา) 12,397 แห่ง ได้รับงบ 7,411.54 ล้านบาท
เทเลเมดิซีน 4 แห่ง งบ 70.95 ล้านบาท
2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 22,278 แห่ง งบ 10,872.85 ล้านบาท (6.06%) แยกเป็น
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขตำบล(รพ.สต.)ที่ถ่ายโอน และรพ.(3 แห่ง) 4,683 แห่ง งบ4,397.77 ล้านบาท .
กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นฯ(กปท.) 17,595 แห่ง งบ 6,475.08 ล้านบาท
3.องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน ที่ไม่แสวงกำไร 213 แห่ง งบ 566.42 ล้านบาท (0.32%) แยกเป็น หน่วยบริการมาตรา 3 จำนวน 144 แห่ง งบ 471.92 ล้านบาท และมูลนิธิ/อื่นๆ 69 แห่ง งบ 94.50 ล้านบาท
4.สถานบริการอื่น UCEP (เฉพาะรพ.เอกชน ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันฯ) 42 แห่ง คิดเป็น 0.17% งบ 511.94 ล้านบาท
5.เครือข่ายหน่วยบริการด้านยา รพ.ราชวิถี (จัดหายา ตามโครงการพิเศษ) งบ 9,995.05 ล้านบาท (5.57%)
6.เงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหาย ตามที่มีการยื่นเรื่อง งบ 268.25 ล้านบาท (0.15%) แยกเป็น ผู้รับบริการ งบ 262.66 ล้านบาท ผู้ให้บริการ 5.59 ล้านบาท
“หน่วยรับงบบัตรทอง” เป็นไปตามกฎหมายกำหนด
ผลการชี้แจง ยังระบุด้วยว่า หน่วยรับงบบัตรทองทั้ง 6 ประเภทเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
1. หน่วยบริการสาธารณสุข มาตรา 3 พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และมาตรา 46 พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545
2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 47 พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 18 (8) พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545
3. องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน และ ภาคเอกชนที่ไม่แสวงกำไร มาตรา 18 (9) พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 37/2559
4. สถานบริการอื่น [UCEP] มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 มีนาคม 2560 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการ กำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ลงวันที่ 31 มีนาคม 2560
5. เครือข่ายหน่วยบริการด้านยา คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 41/2560 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 กันยายน 2560 (นร. 0505/32019) และวันที่ 10 สิงหาคม 2561 (นร. 0505/24272) เห็นชอบ ให้การจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นฯ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพฯ ดำเนินการโดยเครือข่ายหน่วยบริการด้านยาฯ (โรงพยาบาลราชวิถี) และจัดหาผ่านองค์การเภสัชกรรมหรือผู้ขายรายอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
6. ผู้ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นฯ มาตรา 41 พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 (กรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายฯ) และมาตรา 18 (4) พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545และ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 37/2559(กรณีผู้ให้บริการได้รับความเสียหายฯ)
ทั้งนี้ ทุกหน่วยรับงบประมาณในแต่ละปี จะมีประกาศคณะกรรมการหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) เรื่อง การดำเนินงาน และการบริหารจัดการกองทุนหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติและค่าใช้จ่ายเพื่อบริการ สาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.…. รองรับ
มอบเช็กข้อกฎหมายรองรับหน่วยรับงบบัตรทอง
นายพัฒนา กล่าวว่า ได้มอบหมายอนุกรรมการด้านกฎหมายภายใต้บอร์ดสปสช. ไปตรวจสอบข้อกฎหมายและชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูล ระเบียบ กฎหมาย เกี่ยวกับมูลนิธิ คลินิก โรงพยาบาล หรือหน่วยบริการต่างๆที่เข้ามารับเงินและให้บริการนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายหรือระเบียบตัวใด เพื่อสร้างความกระจ่างว่าเงินที่ สปสช. จ่ายไป ผู้รับมีสิทธิ์รับตามกฎหมาย
"ถ้าทุกหน่วยให้บริการมีฐานกฎหมายรองรับ แสดงว่าปฏิบัติถูกต้อง แต่ภายใต้ตรงนั้นหากมีการทุจริต อันนั้นต้องว่ากันเป็นกรณีไปอีกสเต็ปหนึ่ง เพราะคงไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะดีหมด แต่ถ้าคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายพิจารณาแล้วว่าบางหน่วยให้บริการและรับเงินไม่มีฐานกฎหมายหรือระเบียบรองรับ อันนี้คงต้องหยิบมาดูว่าเหตุต่างๆ เกิดจากอะไร และมีความผิดหรือไม่" นายพัฒนากล่าว
อัปเดต-อัปเกรด สิทธิประโยชน์ที่ให้มา24 ปี
นอกจากนี้ ได้มอบหมายอนุฯที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาทบทวนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ให้มาแล้วตลอด 24 ปี ต้องอัปเดตและอัปเกรด เรื่องใดควรต้องเพิ่ม สิ่งใดควรต้องลด หรือสิ่งใดไม่ทันสมัยแล้วอาจจะต้องยกเลิกหรือไม่ เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ พลวัตเปลี่ยนแปลงไป บางโรคในปัจจุบันอาจไม่มีความจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณไปมากขนาดนั้นแล้ว หรือประชาชนและระบบประกันสุขภาพต่างๆ เข้ามาดูแลสิ่งเหล่านั้นไปแล้ว
“ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. อาจเป็นมุมมองแบบ Outside-in จากภายนอกที่มองเข้ามา รวมถึง มุมมองของ Service Provider ในภาคโรงพยาบาลที่มองว่าบริบทของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น การจัดสรรและวางงบประมาณลงไปในแต่ละจุด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตอบสนองต่อความต้องการและโรคภัยไข้เจ็บที่ประชาชนพบเจอสูงสุด เป็นเป้าหมายหลัก”นายพัฒนากล่าว





