วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน 2569

Login
Login

 ‘วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล’ ไทยก้าวหน้าใช้รักษาผู้ป่วยแล้ว

อภ. ร่วมมือจุฬาฯ พัฒนา "วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล" ใช้กับผู้ป่วยในรพ.เอกชนแล้ว 2 ราย เดินหน้าร่วมมือรพ.รัฐปรับค่าบริการลดลง  เล็งร่างข้อเสน Medical Visa ผู้ป่วยเข้ามารับบริการในไทย 

KEY POINTS

  • ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนา "วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล" และได้เริ่มใช้รักษาในผู้ป่วยจริงแล้ว 2 ราย ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ
  • วัคซีนทำงานโดยการถอดรหัสพันธุกรรมจากก้อนมะเร็งของผู้ป่วยเฉพาะราย เพื่อสร้างโปรตีนที่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง
  • ปัจจุบันการรักษายังมีค่าใช้จ่ายสูงและจำกัดอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน โดยมีแผนขยายสู่โรงพยาบาลรัฐในอนาคตเพื่อลดค่าใช้จ่าย และเสนอวีซ่าการแพทย์เพื่อดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติ

องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Seqker Biosciences พัฒนา "วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล" สังเคราะห์ตามรหัสพันธุกรรมของผู้ป่วย เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้โจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างตรงจุด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3-4 โดยทดลองใช้ในผู้ป่วยต่างชาติแล้ว 2 ราย พร้อมต่อยอดเสนอ Medical Visa เพื่อดันไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับสากล ก่อนขยายบริการสู่โรงพยาบาลรัฐ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้คนไทยในอนาคต

“วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล” เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ด้านการรักษามะเร็งที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ซึ่งปัจจุบัน ในต่างประเทศมีการศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในมะเร็งหลายชนิด อาทิ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งไต มะเร็งปอด และมะเร็งตับอ่อน ขณะที่ในประเทศไทย ได้มีการทดลองในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท Seqker Biosciences Inc. ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565 เพื่อผลักดันการแพทย์แม่นยำและนวัตกรรมการรักษามะเร็งในประเทศไทย โดยได้รับความร่วมมือจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนา “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล”

สะท้อนถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์ ตั้งแต่การถอดรหัสพันธุกรรม การวิเคราะห์ชีวสารสนเทศ ไปจนถึงการพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ ซึ่งอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ถึง 4–5 เท่า เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา

ใช้ในผู้ป่วยแล้ว 2 ราย

พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าโครงการ “วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล”ว่า  ใช้รักษาในคนแล้วมีเคสผู้ป่วยเข้ารับการรักษา 2 รายแล้ว เป็นชาวออสเตรเลียและตะวันออกกลาง โดยเป็นกึ่งโครงการวิจัย ดำเนินงานร่วมกันระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเอกชน

ปัจจุบันจึงยังเป็นการจับกลุ่มตลาดบน เพื่อเก็บเคสผู้ป่วย ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อคอร์สการรักษาตลอดทั้งปีจำนวน 4 ครั้งอยู่ที่ประมาณเกือบ 4 - 7 ล้านบาท ซึ่งหากเปรียบเทียบกับต่างประเทศจะถือว่าราคานี้ถูกมาก แต่สำหรับคนไทยยังถือว่าแพง เนื่องจากยังมีทางเลือกอื่นที่ถูกกว่า ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวนับว่าเป็นการวิจัยทางคลินิก(Clinical Trial ) ระยะที่ 3 หรือระยะที่ 4

กลไกการรักษาของวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล

แม้จะเรียกว่า “วัคซีน” แต่ใช้ในการรักษามะเร็ง โดยถูกสังเคราะห์ขึ้นมาเฉพาะบุคคล เพื่อใช้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเองในการเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง ขั้นตอนเริ่มต้น คือ การนำก้อนเนื้องอกมะเร็งของผู้ป่วยมาถอดรหัสพันธุกรรม เพื่อตรวจดูว่ามีความผิดเพี้ยนไปจากปกติ ณ จุดใด และส่งผลต่อการสังเคราะห์โปรตีนอย่างไร เมื่อระบุยีนหรือโปรตีนเป้าหมายได้แล้ว จะนำรหัสดังกล่าวมาสังเคราะห์เป็นโปรตีนเฉพาะ แล้วจึงฉีดกลับเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย มีเป้าหมายในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะมากยิ่งขึ้น

เนื่องจากแม้ผู้ป่วยจะเป็นมะเร็งปอดเหมือนกัน แต่ความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโปรตีนของทั้งสองคนอาจไม่ได้เหมือนกัน 100% ตัวยาที่ผลิตขึ้นมาจึงมีความจำเพาะเจาะจงสูงมากเฉพาะบุคคล ไม่ใช่ยาโหลหรือยาตัดเสื้อสำเร็จรูปทั่วไป

“ ในการรักษาจะต้องใช้วัคซีนนี้ควบคู่ไปกับยามะเร็งมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน ซึ่งทิศทางการรักษามะเร็งในอนาคตส่วนใหญ่จะมุ่งไปในรูปแบบที่มีความจำเพาะเจาะจงระดับบุคคลเช่นนี้”พญ.มิ่งขวัญกล่าว

พญ.มิ่งขวัญ ให้ข้อมูลด้วยว่า การวิจัยระยะนี้ จำเป็นต้องเก็บเคสผู้ป่วยจำนวนเคสไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 7 -10 คน เนื่องจากโครงการได้ผ่านการวิจัยทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 มาเรียบร้อยแล้ว ในระยะนี้เป็นการติดตามดูความร่วมมือในการรับยาของผู้ป่วย (Compliance) การเกิดผลข้างเคียง และการตอบสนองต่อการรักษา ส่วนปัจจัยที่เหลือจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ ทำให้ขนาดการผลิตเกิด Economy of Scale และการจัดการระบบดูแลและบริการ

เสนอ Medical Visa ให้ต่างชาติมารับบริการ

หากมีเคสผู้ป่วยมารับการรักษาครบ 3  ราย ก็จะรวบรวมข้อมูล เพื่อจัดทำร่างข้อเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศ ในการจัดทำวีซ่าทางการแพทย์ (Medical Visa) เป็นแบบ Long term Visa เนื่องจากผู้ป่วยต่างชาติที่มารับการรักษามะเร็งด้วยวัคซีนนี้จะต้องมารับวัคซีนแบบมัลติเพิล (Multiple) ราว  4 ครั้งต่อปี แทนที่จะต้องบินไปบินกลับสี่รอบ ก็ให้ Medical Visa จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถพำนักอยู่ยาวในประเทศไทยได้ ถือเป็นรูปแบบการลงทุนทางการแพทย์ ในส่วนของบริการ (Medical Investment in Service Hub)

 “คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในปีนี้ โดยในมิติการรักษานั้นถือว่าได้ผลแล้ว แต่เชิงนโยบายจะใช้เคสนี้เป็นตัวอย่างการรักษาที่ต้องรับวัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล ต้องใช้ 4 หรือ 7 ครั้งต่อปี ก็น่าจะให้เป็นMedical Visa เพื่อให้มาอยู่ยาวในไทย รวมถึง การวางแผนจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น การให้ผู้ป่วยไปพักและรักษาในพื้นที่ Sandbox ที่ภูเก็ต แทนที่จะจำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ”พญ.มิ่งขวัญกล่าว 

 ‘วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล’ ไทยก้าวหน้าใช้รักษาผู้ป่วยแล้ว

อนาคตเข้าสู่บริการรพ.รัฐ ราคาลดลง 

เมื่อโครงการนี้เสร็จสิ้นและได้ผลดี  อนาคตหากขยายไปสู่โรงพยาบาลของรัฐ เช่น โรงพยาบาลราชวิถี โดยผู้ป่วยไม่ต้องไปนอนในโรงพยาบาลเอกชนหรู ค่าใช้จ่ายก็อาจจะลดลงมาเหลือเพียงเกือบ 1ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ใกล้เคียงกับวิธีการรักษาแบบปกติ โดยตั้งเป้าจับมือกับโรงพยาบาลรัฐ ก็จะช่วยลดต้นทุนในส่วนของบริการและความหรูหรา (Hospitality)ลงไปได้มาก

“ตอนนี้ที่ยังไม่มีเคสในโรงพยาบาลรัฐ เป็นเพราะวัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคลตัวนี้ยังไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ ทำให้คนไข้ต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด คนไข้ที่รับบริการจึงเป็นผู้ป่วยต่างชาติที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากมีราคาถูกกว่าในประเทศของเขา โดย 2เคสแรกในโครงการเป็นผู้ป่วยจากประเทศออสเตรเลีย และจากตะวันออกกลาง”พญ.มิ่งขวัญกล่าว 
 

เล็งใช้โรงงานยาอภ.ที่พระราม 6 ผลิต

ส่วนระบบการผลิตและโลจิสติกส์ พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า วัคซีนชนิดนี้เป็นยาที่สั่งผลิตเฉพาะบุคคล จึงไม่ควรไปผลิตในศูนย์ผลิตของอภ.ในพื้นที่ไกลอย่างโรงงานที่รังสิต หรือจ.สระบุรี แต่ควรตั้งอยู่ใจกลางเมือง เช่น บริเวณพระราม 6 ที่เป็นที่ตั้งอภ.เดิม ตรงข้ามรพ.รามาธิบดี

เนื่องจากกระบวนการผลิตและการขนส่งวัคซีนไปถึงตัวผู้ป่วยจะต้องกระทำด้วยความรวดเร็วที่สุดไม่ควรเกิน 3-4 ชั่วโมง หากจำเป็นต้องส่งไปยังต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต ก็สามารถใช้วิธีการขนส่งทางอากาศภายในประเทศ ซึ่งใช้เวลาขนส่งไม่เกิน 3 ชั่วโมง โมเดลนี้ถือเป็นฮับการบริการทางการแพทย์ขั้นสูงที่ซับซ้อนแตกต่างกว่าบริการในอดีต

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการ จำเป็นต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจากโรงพยาบาลเครือข่ายของโครงการ โดยสามารถติดต่อผ่าน Google Form ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) https://forms.gle/cdo221ByLy8ZhrnCAหรือบัญชี LINE ID อย่างเป็นทางการของวัคซีนมะเร็งได้ที่ @gpocancervaccine หรือสอบถามได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 02 203 – 8541