วันพุธ ที่ 9 กันยายน 2569

Login
Login

ไทยปักธงลงทุน ‘เมดิคัล ฮับ’ ‘สาธารณสุข’ ดึง 6.8 หมื่นล้าน-ดีลแรก ‘เอ็มเอสดี’

“ไทย” เร่งเครื่องยุทธศาสตร์ลงทุนใหม่ “เมดิคัล อินเวสต์เมนต์ ฮับ” สาธารณสุขปักธง 3 เสาหลัก บริการสุขภาพ-วิจัยพัฒนา-การผลิต ตั้งเป้าดึงลงทุนใหม่ 68,000 ล้าน ดันจีดีพี 0.5%

KEY POINTS

  • “ไทย” เร่งเครื่องยุทธศาสตร์ลงทุนใหม่ “เมดิคัล อินเวสต์เมนต์ ฮับ” สธ.ปักธง 3 เสาหลัก บริการสุขภาพ-วิจัยพัฒนา-การผลิต
  • ตั้งเป้าดึงลงทุนใหม่ 68,000 ล้าน ดันจีดีพี 0.5% เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจแสนล้าน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
  • ยึด “Offset Policy” เปิดดีลแล้ว 10 บิ๊กบริษัทยาโลก Quick Win เซ็นดีลแรก “เอ็มเอสดี” 9 ก.ย.นี้

จากที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประกาศขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เรื่อง ประกอบด้วย 

1.Future Investment Hub ศูนย์กลางการลงทุนแห่งอนาคต 2.Trade and Service Engine ยกระดับภาคการค้าและบริการ 3. Human Capital Engine พัฒนาทุนมนุษย์ และ 4.Government Effectiveness Engine ยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐผ่านการพัฒนา

ต่อมาคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ กรอ.ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำหนด 5 แผนยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญ ได้แก่ 

ไทยปักธงลงทุน ‘เมดิคัล ฮับ’ ‘สาธารณสุข’ ดึง 6.8 หมื่นล้าน-ดีลแรก ‘เอ็มเอสดี’

1.Investment and Industry Transformation Hub 2.AI and Digital Hub 3.Green Economy Hub 4.Financial Hub และ 5.Medical Hub 

ทั้งนี้ มีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการลงทุนและเศรษฐกิจแห่งอนาคต มีเป้าหมายผลักดัน GDP เติบโตมากกว่า 3% และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP มากกว่า 30% พร้อมตั้งเป้าดันอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยขึ้นสู่ท็อป 20 ของโลก จากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 24 

ลงทุนใหม่ 6.8 หมื่นล้าน ดันจีดีพีขึ้น 0.5% 

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า การผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนทางการแพทย์ (Medical Investment Hub) ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และบริการสุขภาพมูลค่าสูง 

ทั้งนี้ จะเพิ่ม GDP ไม่น้อยกว่า 0.5 % หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท จากที่จะดึงดูดการลงทุนใหม่เข้ามามูลค่ามากกว่า 68,000 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 0.3% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมขึ้นจากอันดับ 56 มาที่อันดับ 50 กำหนดเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการลงทุนใน 3 เสาหลัก ได้แก่ 

1.ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Service Hub) จะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากกว่า 25,000 ล้านบาท ส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น 0.2 %

2.ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (Research and Development Hub) จะเกิดการลงทุนเพิ่มมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น 0.05 %

3.ศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสุขภาพ (Product & Health Manufacturing Hub) จะทำเกิดการลงทุนเพิ่มมากกว่า 37,000 ล้านบาท ส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น 0.25%  

“ไทยจะไม่เป็นเพียงศูนย์กลางด้านสาธารณสุขที่เป็นผู้จ่ายงบประมาณฝ่ายเดียว แต่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นระบบสุขภาพที่หารายได้และสร้างเม็ดเงินเข้าระบบ เพื่อเลี้ยงระบบสาธารณสุข รวมถึงผลักดันอุตสาหกรรมสุขภาพขึ้นภายในประเทศ เพื่อให้เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเป็นการจ่ายกระเป๋าซ้ายเข้ากระเป๋าขวาให้ได้มากที่สุด”นายพัฒนากล่าว

ดึงกลุ่มมีกำลังจ่ายมารับบริการ    

สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศในด้าน Service Hub มีแผนตั้ง International Health Agency และมีทูตสาธารณสุข (Health Attache) เป็นกลไกกลางเชื่อมโยงผู้ป่วยต่างชาติ บริษัทประกัน และหน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศ เข้าสู่บริการสุขภาพของไทย 

รวมทั้ง บุกเบิกตลาดและค้นหากลุ่มลูกค้าใหม่ในต่างประเทศเหมือนทูตพาณิชย์ด้านสุขภาพ รวมถึงการพัฒนา Public Premium Flagship Hospital ยกระดับโรงพยาบาลรัฐสู่บริการพรีเมียมมาตรฐานสากล จัดตั้งคลินิกพรีเมียมสร้างรายได้คืนสู่ระบบสุขภาพ

รวมถึง พัฒนา Health Marketplace เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงบริการสุขภาพของภาครัฐและเอกชน ให้ประชาชนและผู้ใช้บริการเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น ,พัฒนา Data & Access เชื่อมโยงฐานข้อมูลมูลสุขภาพระดับประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วยข้อมูล และการพัฒนาปรับปรุงระบบเบิกจ่ายประกันเอกชนในรพ.รัฐหรือระบบ i-Claim

“การดึงเม็ดเงินเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐเป็นโอกาสที่จะช่วยสร้างรายได้หล่อเลี้ยงระบบสุขภาพของประเทศ จึงเน้นกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังจ่ายทั้งคนไทย คนต่างชาติและรัฐบาลต่างประเทศเข้ามารักษาในไทย โดยเฉพาะการเข้ารับบริการรพ.ของภาครัฐ โดยมุ่งเจาะตลาดในประเทศที่บินมารับบริการในประเทศไทยได้ โดยใช้เวลาไม่นาน เช่น ภูฎาน, มัลดีฟส์, กลุ่มเอเชียใต้ บังกลาเทศ” นายพัฒนา กล่าว

ขยายระยะเวลา “เมดิคัล วีซ่า”

ขณะที่ภาคเอกชนที่ดำเนินการด้านบริการเวลเนสและรักษาพยาบาลเข้มแข็งอยู่แล้วก็ดำเนินการร่วมกัน โดยภาครัฐจะหารือร่วมกันเพื่ออำนวยความสะดวกการเข้ามารับบริการด้านสุขภาพของชาวต่างชาติ เช่น การปรับปรุงวีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล (Medical Visa) ให้ยืดหยุ่นสอดคล้องระยะเวลาการรักษาแต่ละโรค อาทิ การทำเคมีบำบัดหรือการรักษาด้วยการยิงลำแสงโปรตอน 

ไทยปักธงลงทุน ‘เมดิคัล ฮับ’ ‘สาธารณสุข’ ดึง 6.8 หมื่นล้าน-ดีลแรก ‘เอ็มเอสดี’ พร้อมทั้งจัดระบบคัดกรองบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ การนัดหมายและส่งตัวล่วงหน้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อระบุวัตถุประสงค์ ที่พำนัก และจำนวนผู้ติดตามของผู้ป่วยต่างชาติได้อย่างชัดเจน

ปัด“รัฐแข่งเอกชน”แย่งตลาด

ภายใต้การมุ่งเจาะกลุ่มมีกำลังจ่ายทั้งในและต่างประเทศเข้ามารับบริการในโรงพยาบาลรัฐมากขึ้นเป็นการแย่งตลาดกลายเป็น “รัฐแข่งเอกชน”หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ยังมีช่องว่างดำเนินการร่วมกันได้เนื่องจากยอดการใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และบริการย่อย ๆ มีมูลค่า 4.59% ของ GDP หรือคิดเป็นเงิน 800,000 กว่าล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อจำแนกงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข ครอบคลุมเงินเดือนบุคลากรและการรักษาพยาบาลทุกประเภทรวมกันไม่เกิน 350,000-360,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ทั้งหมดในเครือที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 300,000 ล้านบาท

“มูลค่ารวมทั้ง 2 ฝั่ง แค่ 1 ใน 3 ของมูลค่าการใช้จ่ายด้านสุขภาพรวมของประเทศจึงมีช่องว่างการตลาดมหาศาลที่ดึงเงินใหม่เข้ามาหากวางตำแหน่งทางการตลาดที่ต่างกัน” นายพัฒนา กล่าว

ปักธงไทยฐานวิจัยทางคลินิก

สำหรับเรื่องศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา จะเกิดการลงทุนเพิ่มมากกว่า 5,000 ล้านบาท ส่งผลต่อ GDP เพิ่มขึ้น 0.05% โดยจะตั้ง One-Stop Approval เป็นกลไกกลางสำหรับการยื่นคำขอและประสานการอนุมัติเพื่อลดขั้นตอน

รวมถึงพัฒนา Fast Track & Regulatory Sandbox เร่งโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดกฎระเบียบ, พัฒนา Data & Research Platform เชื่อมข้อมูลสุขภาพ งานวิจัยและการลงทุน เพื่อสนับสนุนการวิจัยและการตัดสินใจเชิงนโยบาย และพัฒนา Clinical Trials & Global R&D Partnership ยกระดับเป็นฐานวิจัยทางคลินิกและดึงลงทุน R&D จากบริษัทระดับโลก

ส่วนการขับเคลื่อนศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมสุขภาพ จะเกิดการลงทุนใหม่เพิ่ม 37,000 ล้านบาท และ GDP เพิ่มขึ้น 0.25% โดยจะทำ Investment & Manufacturing MOU ความร่วมมือกับบริษัทยาชีววัตถุและเครื่องมือแพทย์ เพื่อดึงการลงทุนมาไทย

รวมทั้งจัดทำ Pharmaceutical Supply Chain Roadmap กำหนดทิศทางลดการพึ่งพาการนำเข้า และพัฒนาการผลิตในประเทศอย่างเป็นลำดับขั้น, ส่งเสริม Technology Transfer ถ่ายทอดเทคโนโลยียกระดับมาตรฐานและพัฒนาผู้ผลิตไทย และยกระดับ Local Manufacturing & API พัฒนาจากการผสมสูตร, การบรรจุ, บรรจุภัณฑ์สู่ตัวยาสำคัญ(API) ชีววัตถุและผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง

ไทยปักธงลงทุน ‘เมดิคัล ฮับ’ ‘สาธารณสุข’ ดึง 6.8 หมื่นล้าน-ดีลแรก ‘เอ็มเอสดี’

เปิดดีลบริษัทยา-เครื่องมือแพทย์มาลงทุน

นายพัฒนา กล่าวว่า การดำเนินงานภายใต้ กรอ.นำนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ หรือ “Offset Policy” ในการเจรจากับแต่ละบริษัท โดยเป็นมาตรการที่รัฐบาลกำหนดให้ผู้ขายสินค้าจากต่างประเทศต้องชดเชยประโยชน์กลับมายังประเทศผู้ซื้อผ่านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการจ้างงานในประเทศจากเดิมเป็นเพียง “ผู้ซื้อและผู้ขาย” เป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” (Partner)

ทั้งนี้ อนุกรรมการฯ และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมพิจารณาสิทธิประโยชน์การลงทุนและการอำนวยความสะดวก เช่น การขึ้นทะเบียน แผนการจัดซื้อของภาครัฐ โดยเอกชนต้องมาลงทุนภายในระยะเวลากำหนด เช่น การลงทุนวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต หรือการสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ไทย

ส่วน สธ.ได้หารือร่วมกับบริษัทผู้ผลิตยายักษ์ใหญ่ระดับโลก 10 บริษัท คือ แอสตราเซเนก้า (AstraZeneca), โนวาติส(Novartis), เอ็มเอสดี (MSD), แซนดอส (Sandoz), จีเอสเค(GSK), ไบเออร์ (Bayer), โบห์ริงเกอร์ อิงเกลไฮม์ (Boehringer Ingelheim), โรช (Roche), ทาเคดา (Takeda) และไฟเซอร์ (Pfizer) 

รวมทั้งจะเดินหน้าเจรจาร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์สิ้นเปลืองทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและต้องการใช้งานปริมาณมากต่อไป  

“เป็นการเจรจาภายใต้แนวคิดที่ว่าให้บริษัทลดราคายาลงไปให้ได้มากที่สุด แล้วรัฐจะฟาสต์แทร็กให้ แต่เมื่อได้ประโยชน์ตรงนี้บริษัทต้องมาลงทุนในไทยในระยะเวลา 6 เดือน 1 ปี 2 ปี และมากกว่า 2 ปี” นายพัฒนากล่าว

Quick win เซ็นดีลแรก“เอ็มเอสดี”

นายพัฒนา กล่าวว่า จากการเจรจาเบื้องต้นมีโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเป็น Quick Win เรื่องแรก คือ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด (MSD) อยู่ระหว่างเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) วันที่ 9 ก.ย.2569 โดยจะขยายโครงการวิจัยทางคลินิกในไทย 

ทั้งนี้การวิจัยยาตัวใหม่ 1 รายการ ใช้งบราว 2,000 ล้าน คาดว่าสร้างการจ้างงานบุคลากร 1,000 ตำแหน่ง โดย สธ.ต้องการให้โรงพยาบาลรัฐที่มีศักยภาพได้รับโอกาสลำดับแรก ส่วนภาคเอกชนเข้าเป็นพันธมิตรได้  

นอกจากนี้ MSD สนใจถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยา HIV ตัวใหม่ ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งอาจใช้ศักยภาพโรงงานเดิมขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งทำให้ไทยเป็น 1 ใน 2 ประเทศร่วมกับบราซิลที่ได้สิทธิ์ผลิตยานี้

“การที่รัฐเซ็น MOU แรกกับ MSD จะทำให้บริษัทที่ดีลแผนลงทุนไว้แล้ว หรือบริษัทอื่นที่จะมาดีลการลงทุนต่อไปมั่นใจและเชื่อมั่นว่าไทยเอาจริง” นายพัฒนากล่าว