ผลการศึกษาของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี (พ.ศ. 2566–2567) พบการปนเปื้อนของ เชื้ออี โคไล 100% ในกุ้งก้ามกราม และปลานิลจากตลาดสด จ.สมุทรปราการ พร้อมแนวโน้ม"เชื้อดื้อยา"ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส ที่ดื้อยาแอมพิซิลิน และ เพนิซิลลิน จี มากที่สุดกว่า 83 % สะท้อนถึงการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและการใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่เหมาะสม โดยเชื้อดื้อยาสามารถถ่ายทอดสู่คนและเป็นสาเหตุให้คนไทยเสียชีวิตกว่า 38,000 รายต่อปี ก่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 40,000 ล้านบาท อีกทั้งยังกระทบต่อการส่งออกสัตว์น้ำจากมาตรการกีดกันทางการค้า (NTB)
ในการประชุมวิชาการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ภายใต้แนวคิด From Lab To Life : Sciences for Healthy Longevity (จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว) มีการนำเสนอผลการศึกษา เรื่อง การสำรวจการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียและสถานการณ์การดื้อยาต้านจุลชีพในกุ้งก้ามกราม และปลานิลจากตลาดสดในจังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย (พ.ศ.2566-2567) ของ เพชรรัตน์ ใจเอื้อ,กัลยาณี อุดง, กิตติมา ไมตรีประดับศรี ,มลวดี ศรีหะทัย และณัฎฐณิชา พรหมเปี่ยม ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 6 ชลบุรี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
พบเชื้อแบคทีเรีย 100 %
เป็นการสำรวจการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียและเชื้อดื้อยาในสัตว์น้ำจากลุ่มน้ำภาคกลาง โดยสุ่มเก็บตัวอย่างกุ้งก้ามกรามและปลานิล ณ ตลาดสดในจังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างปี 2566-2567 ปีละ 12 ตัวอย่าง รวม 24 ตัวอย่าง
ตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนของเชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli), ซัลโมเนลลา สปีชีส์ (Salmonella spp), เอ็นเทอโรค็อกคัส ฟีคาลิส (Enterococcus faecalis), เอ็นเทอโรค็อกคัส ฟีเซียม (Enterococcus faecium) และสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Stophylococcus aureus) พร้อมทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพ
ผลการศึกษาปี 2567 พบแนวโน้มการปนเปื้อนของเชื้อซัลโมเนลลา,เอสเชอริเชีย โคไล และสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส สูงกว่าปี 2566 ทั้งในกุ้งก้ามกรามและปลานิล โดยเชื้อเอสเชอริเชีย โคไล หรืออีโคไล พบว่า มีการปนเปื้อน 100 % ในทุกตัวอย่างทั้งในปี 2566 และ 2567
เชื้อดื้อยาพบเพิ่มมากขึ้น
สำหรับ สถานการณ์เชื้อดื้อยา ในปี 2567 พบว่า สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส , อีโคไล ,เอ็นเทอโรค็อกคัส ฟีคาลิส , ซัลโมเนลลา และ เอ็นเทอโรค็อกคัส ฟีเซียม มีการดื้อยาต้านจุลชีพ 83.3 % , 41.7 %, 25 %, 16.7 % และ 8.3 % ของตัวอย่างที่พบเชื้อ ตามลำดับ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566
โดยเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส ดื้อยาแอมพิซิลิน (Ampicillin) และ เพนิซิลลิน จี (Penicillin G) มากที่สุด เท่ากันที่ 83.3 %
แนะประชาชนปรุงสุกก่อนกิน
คำนำแนะจากการศึกษา ให้ผู้บริโภคควรให้ความสำคัญกับการปรุงอาหารด้วยความร้อนให้สุก เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับแบดทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพ นอกจากนี้ ผลจากการศึกษายังสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการบูรณาการ เพื่อเฝ้าระวังแหล่งน้ำในฟาร์มเพาะเลี้ยง และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการเกิดเชื้อดื้อยาให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
การพบเชื้อดื้อยาในปลานิลและกุ้มก้ามกราวในอัตราสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งการใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นปัจจัยที่ก่อเชื้อดื้อยา ที่อาจส่งผลถึงประสิทธิภาพการรักษาโรคติดเชื้อในมนุษย์ เนื่องจาก “เชื้อดื้อยา” สามารถถ่ายทอดจากคนสู่คน คนสู่สัตว์ และสัตว์สู่คนได้ เมื่อติดเชื้อดื้อยา การรักษาทำได้ยากมากขึ้นและคนเสียชีวิตจากการติดเชื้อมากขึ้น เพราะไม่มียารักษาเนื่องจาก “เชื้อดื้อยา” ไปแล้ว
เชื้อดื้อยากระทบส่งออกสัตว์น้ำ
ดร.พุทธรัตน์ เบ้าประเสริฐกุล กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง กล่าวในการ สัมนา เรื่อง “เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ” ภายในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์การดื้อยาต้านจุลชีพยืดเยื้อต่อไปไม่ได้เข้ามาจัดการ มีการประมาณการว่า ลดประสิทธิภาพการผลิตและกระทบต่อเกษตรกรและผู้ผลิตอาหารมากกว่า 1,500 ล้านคน
รวมถึง สัตว์น้ำป่วยจากโรคก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไปต่างประเทศ โดยนำประเด็นเรื่องเชื้อดื้อยาต้านจลุชีพและสารตกค้างเข้ามาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers: NTB) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทยที่เป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีการส่งออกสัตว์น้ำไปต่างประเทศ
เป้าลดใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ลง 50%
ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการดื้อยาต้านจลุชีพแห่งชาติพ.ศ.2566-2570 โดยกรมประมงมีส่วนร่วมในยุทธศาสตร์ การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว และยุทธศาสตร์ การป้องกัน ควบคุม เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและควบคุมกำกับดูแลการใช้ต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ โดยเป้าประสงค์ ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ลงให้ได้ 50% ภายในปี 2570
ทั้งนี้ มีการกำกับดูแลและเฝ้าระวังเชิงรุกในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย แบบบูรณาการในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และโรงงานที่มีการนำสัตว์น้ำเข้าไปใช้ผลิตและแปรรูป
มีการเก็บตัวอย่างทั้งในสิ่งแวดล้อมของการเพาะเลี้ยง ,สัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ปลานิล ปลากะพง กุ้งก้ามกราม กุ้งขาว และกุ้งกุลาดำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ จะส่งเข้าห้องปฏิบัติการเพื่อการตรวจวิเคราะห์ เชื้อแบคทีเรีย ที่มุ่งเป้าเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางอาหาร คือ อี โคไล และซัลโมเนลลา รวมถึง เชื้ออื่นๆที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อศึกษาดูว่ามีการดื้อยาต้านจุลชีพหรือไม่
ยังมีการควบคุมการใช้ยาให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ,กำกับดูแลฟาร์มให้ได้มาตรฐาน และมีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการลดการเกิดโรคและการระบาดของโรคทั้งในสิ่งแวดล้อม เชื้อก่อโรค และตัวสัตว์น้ำ เช่น พัฒนาสายพันธุ์ทนโรคทั้งปลาและกุ้ง คิดว่าจะสามารถเผยแพร่ต่อผู้ที่สนใจได้ต่อไป และมีการรายงานสถานการณ์การดื้อยาต้านจุลชีพในปลานิล โดยแจ้งรายงานพื้นที่ต่างๆที่อาจจะเกิดเชื้อดื้อยา เป็นต้น
ใช้ยาต้านจุลชีพลดลงกว่า 60 %
ผลการดำเนินการที่ผ่านมาของกรมประมงภายหลังจากที่มีแผนปฏิบัติการ ในเรื่องปริมาณการบริโภคยาต้านจุลชีพในสัตว์เพื่อการบริโภคประเทศไทย พบว่าลดลงกว่า 60 % เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2560 และปี 2566 ซึ่งเป็นตัวเลขที่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ให้การยอมรับ ส่วนผลการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำปี พ.ศ.2566-2569
- พบเชื้อ ซัลโมเนลลา น้อยกว่า 5% ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สะท้อนถึงมาตรฐานสุขอนามัยที่ดีในกระบวนการเลี้ยงและความปลอดภัยทางอาหาร
- ยังไม่พบการดื้อยาในกลุ่มคาร์บาเพเนม (Carbapenems) ซึ่งเป็นยาทางเลือกสุดท้ายในการรักษาการติดเชื้อในมนุษย์ หากใช้ยาอื่นแล้วไม่ประสบความสำเร็จ
- ผลการสำรวจ พบว่า เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและเจ้าหน้าที่กว่า 68.69 % มีพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุสมผลอยู่ในระดับดี
คนไทยเสียชีวิตปีละ 38,000 ราย
ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ระบุว่า ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของโลกในปัจจุบัน โดยทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตเกี่ยวกับเชื้อดื้อยาปีละประมาณ 1.27 ล้านคน หากไม่มีมาตรการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ ใน 5 ปีจะมีผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 39 ล้านคน
ส่วนประเทศไทยปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพยังคงเป็นภาระสำคัญของระบบสุขภาพไทย โดยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยมากกว่า 38,000 รายต่อปี และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี
เป้าลดการเสียชีวิตลง 10 % ภายในปี 73
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายลดการเสียชีวิตจากการดื้อยาต้านจุลชีพลง 10 % ภายในปี 2573 ซึ่งประเทศไทยพร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายนี้ โดยกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ดำเนินงานแก้ไขปัญหาตามแนวทาง “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health Approach) ” ครอบคลุมมิติสุขภาพคน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การติดเชื้อดื้อยาในกระแสเลือดลดลง 11 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“การป้องกันและควบคุมปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เพราะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข ช่วยยกระดับสินค้าทางการเกษตรและอาหาร และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับโลก แต่หากไม่เร่งดำเนินการจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน ระบบสาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจในระยะยาว”นายพัฒนากล่าว



