ทั่วโลกกำลังแข่งขันอย่างดุเดือดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ส่วนประเทศไทยกำลังขยับสู่การยกระดับ “เขตเศรษฐกิจพิเศษด้าน Wellness” ระยะแรกอาจทำเป็น “Wellness Sandbox” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องการทำลายข้อจำกัดเดิมๆ เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) มีการการประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ Wellness ผู้แทนกองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ผู้แทนภาคการศึกษาในภูมิภาคต่างๆ ผู้แทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนสมาคมการส่งเสริมสุขภาพ(TWA) และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนร่วมในการนำเสนอ “แผนงานการดำเนินงานขับเคลื่อนพื้นที่เศรษฐกิจ Wellness” เพื่อนำนวัตกรรมทางการแพทย์ การบริการสุขภาวะแบบองค์รวมและการท่องเที่ยวแบบผสมผสานและปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่างๆ
คาดชงบอร์ดเมดิคัลฮับในปี 69
ดร.กันยารัตน์ กุยสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร กรมสบส. ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”เกี่ยวกับการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษเวลเนส(Wellness) ว่า เรื่องนี้ยังเป็นร่างโครงการที่มาจากความประสงค์ของสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจ Wellness ทั้งโรงแรม, สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ, สถานพยาบาล มีความประสงค์ที่ต้องการให้มีโอกาสสำหรับกลุ่มธุรกิจนี้ โดยเฉพาะการให้บริการที่คาบเกี่ยวกันระหว่าง Wellness กับสถานพยาบาล
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน จึงต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการ Wellness (อนุ Wellness) ก่อนเสนอเข้าสู่วาระของคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (บอร์ดเมดิคัลฮับ)ที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานต่อไป คาดว่าจะมีการนำเสนอได้ภายในปี 2569 ภายหลังจากที่รัฐบาลมีการแต่งตั้งบอร์ดใหม่แล้ว
“หากเรื่องนี้ผ่านความเห็นชอบของบอร์ดเมดิคัลฮับแล้ว ประธานก็สั่งการให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติได้ เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถดำเนินการได้เฉพาะกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยจะเกี่ยวข้องกับทั้งอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ในกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องการประกอบการ ประกอบธุรกิจ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สถานพยาบาล และอื่นๆ”ดร.กันยารัตน์กล่าว
ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้คงต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน ตอนนี้มีพื้นที่พิเศษที่น่าจะเป็นไปได้อยู่ในโซนอันดามัน ,เขตสุขภาพที่ 9 ในจ.นครราชสีมา ,เขตสุขภาพที่ 7 จ.ขอนแก่น ,ภาคเหนือจะมีจ.เชียงราย ซึ่งพื้นที่ที่จะออกแบบเรื่องของเขตนวัตกรรมมูลค่าสูง และนวัตกรรมเวลเนสได้มีการยกร่างแผนแล้วภายใต้เรื่อง “นวัตกรรมเศรษฐกิจมูลค่าสูง” ของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่เมื่อมีเรื่องของเวลเนสจึงมอบมาให้สธ.ที่ดูแลเรื่องของสถานประกอบการเพื่อสุขภาพและสถานพยาบาล
เริ่มขยับรูปแบบแซนด์บ็อกซ์
ทั้งนี้ ตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ แต่ติดเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณาจึงจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องนี้ รวมถึง การทำระบบอำนวยความสะดวกในการขออนุญาตธุรกิจบางตัว อาจจะต้องมีกิจการบางประเภท ที่จะต้องเป็นแซนด์บ็อกซ์ที่ทำเป็นการชั่วคราว เป็นพื้นที่นำร่องทดลองเชิงระบบะยะ 3-5 ปี เพื่อประเมินให้เห็นว่าการดำเนินการนี้ 1.สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหรือไม่
2.ตรวจสอบว่าไม่มีผลกระทบด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
และ3.พิจารณาความจำเป็นต้องตรากฎหมายหลักมารองรับ
“ระหว่างนี้ที่ยังมีการทบทวนหรือปรับปรุงเรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบที่ยังมีการคาบเกี่ยวกันอยู่ ก็จำเป็นต้องทำเป็นรูปแบบของเซนด์บ็อกซ์ก่อน” ดร.กันยารัตน์กล่าว
เวลเนสแซนด์บ็อกซ์ ธุรกิจโตก้าวกระโดด
การที่ประเทศไทยมีพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ Wellness หรือแซนด์บ็อกซ์ในช่วงแรก จะส่งผลดีกว่าการที่ไม่ระบุพื้นที่ เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการที่มีความพร้อมแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ไปสู่ระดับสากลแล้ว 2. กลุ่มธุรกิจที่เริ่มนำ Wellness มาผนวกบริการของตัวเอง เริ่มมีกลุ่มลูกค้าต่างประเทศเข้ามารับบริการ และกลุ่ม SME ในภูมิภาค ซึ่งการส่งเสริมสำหรับ 3 กลุ่มไม่เหมือนกัน โดยจะไม่ทิ้งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นในต่างระดับกัน เมื่อมีนักท่องเที่ยวกลุ่ม Medical Tourism เข้ามา จะมีทั้งผู้ติดตาม นักลงทุน และนักวิจัยตามมาด้วย
“คาดหวังว่าน่าจะทำให้พื้นที่เกิดการจ้างงานมากขึ้น แต่จะต้องมองรอบด้านในเรื่องผลกระทบ ทว่า น่าจะเกิดผลประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการ เพราะจากที่มีการรับฟังข้อมูลมาหลายเดือน เห็นว่าเขามีของดีอยู่ในพื้นที่จริง และการประกาศพื้นที่ Sandbox จะเหมาะกับบางพื้นที่จริงๆ เพราะถ้าไม่มี Sandbox ทำให้การขับเคลื่อนทุกอย่างจะเดินช้า แต่ถ้ามีจะเกิดการโตแบบก้าวกระโดด"
พื้นที่ต้องเป็นที่ยอมรับระดับโลก
ขณะนี้มีการส่งเรื่องเข้ามาทั้งหมด 7 ภูมิภาค แต่ความพร้อมขึ้นอยู่กับการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการเวลเนส ว่าแต่ละพื้นที่เสนอปัจจัยอะไรที่เป็น "World Recognition" หรือการยอมรับระดับโลกในเรื่อง Wellness และอาจจะต้องมีการรับรองเรื่องนั้นจากสากล เช่น ในพื้นที่มีบลูโซนเวลเนส อย่างโซนอันดามัน มีความโดดเด่นเรื่อง "คลองท่อม" ที่มีน้ำพุร้อนเกลือ ซึ่งได้รับการรับรอง (Certify) ว่าช่วยบำบัดโรคผิวหนังได้ในคนยุโรป ซึ่งถ้ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ ก็จะเป็นหลักฐานที่สำคัญ
ให้ Super License บางธุรกิจ
ดร.กันยารัตน์ กล่าวด้วยว่า การประกาศพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ จะส่งผล 3 ส่วน คือ 1) สร้าง World Recognition 2) เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมโดย BOI เพราะมีการรองรับอยู่แล้วว่าถ้าเป็นธุรกิจประเภท A1-A4 จะได้สิทธิประโยชน์ต่างกัน และ 3) การเกิดโมเดลธุรกิจใหม่
เช่น "Wellhotel" สำหรับคนที่ต้องการมารับการรักษาพยาบาล แต่ต้องการอยู่ต่อพักในโรงแรมและอาจจะต้องมีการมอนิเตอร์โดยสถานพยาบาล ซึ่งปัจจุบันยังติดข้อกฎหมายที่แยกส่วนกันคนละฉบับระหว่างกฎหมายโรงแรมและกฎหมายสถานพยาบาล
ดังนั้น หากสามารถเชื่อมโยงบริการและกฎหมายให้เกิด "Super License" ได้ ก็จะทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้น ทั้งนี้ เจ้าของเรื่องหลักในการดำเนินการเรื่องกฎหมายที่ตอนนี้ยังคาบเกี่ยวกันอยู่หลายฉบับให้เกิด Super License น่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย ในการกำหนดประเภทกิจการที่จะให้ได้รับ Super License แต่จะต้องทำในแซนด์บ็อกซ์ที่ประกาศ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องแก้กฎหมายอะไร แต่ด้วยอำนาจในการพิจารณาอาจจะต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารจัดการให้ทำในพื้นที่เขตพิเศาได้
“โมเดลนี้จะต่างจากเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี(EEC) ที่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ แต่เขตเศรษฐกิจพิเศษเวลเนสไม่มีกฎหมายเฉพาะ แต่จะเกิดขึ้นจากการประกาศโดยคณะรัฐมนตรี(ครม.)”ดร.กันยารัตน์กล่าว
ดึงดูดทั้งนักลงทุนและลูกค้าผ่านเอเจนซี่
เรื่องการดึงดูดนักลงทุน ดร.กันยารัตน์ กล่าวว่า การมี Sandbox จะดึงดูดทั้งนักลงทุนและลูกค้าผ่านเอเจนซี่ เพราะมีการปลดล็อกบริการพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน โดย สบส. จะยังคงคุมเข้มเรื่องความปลอดภัย การคุ้มครองผู้บริโภคในระบบบริการสุขภาพอยู่แล้วซึ่งกฎหมายที่กรมมีอยู่น่าจะเพียงพอแล้ว แต่พื้นที่แซนด์บ็อกซ์จะเป็นพื้นที่นำร่องที่จะทดสอบและประเมินผลระยะ 3 ปี และ 5ปี ต่อไป
“เรื่องการดึงนักลงทุนจะอยู่ทั้งในภาคบริการและอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนของอุตสาหกรรมนั้น ตอนนี้เครื่องมือแพทย์ ประเทศไทยมีการนำเข้า แต่ที่มีการออกแบบเขตเศรษฐกิจนี้ไว้ อาจจะต้อง
เป็นลักษณะของนิคมอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ซึ่งประเทศไทยยังไม่มี อยู่ที่ว่าพื้นที่ไหนจะมีความพร้อม และรัฐบาลผลักดันให้เกิดขึ้น อย่างน้อยเครื่องมือต่างๆที่นำมาใช้เกี่ยวกับความงาม เช่น ร้อยไหม, ฟันเทียม ที่ผลิตในประเทศได้แล้ว
“แต่จะต้องดึงนักลงทุนเข้ามา นักวิจัยเข้ามาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย ในรูปแบบ PPP ก็จะทำให้เกิดการพัฒนา Ecosystem ด้านเมดิคัลฮับ เรื่องผลิตภัณฑ์การแพทย์มูลค่าสูงได้อย่างก้าวกระโดด”ดร.กันยารัตน์


