วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สธ.ไล่เช็ก 'กระบวนการแจ้งเกิด' 6 รพ.เอกชน ปมต่างชาติแจ้งเกิดสวมสิทธิคนไทย

ปมต่างชาติแจ้งเกิดสวมสิทธิคนไทย สธ.เช็กกระบวนการแจ้งเกิด 6 รพ.เอกชน ตรวจสอบเวชระเบียนและใบแจ้งเกิด ไล่ตั้งแต่คนทำคลอดจนถึงผอ.รพ. เผยหากเจอเข้าข่ายแจ้งเท็จ โทษจำ-ปรับ  เล็งตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ความเป็นพ่อ

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการตรวจสอบ รพ.เอกชน ที่มีความเกี่ยวข้องกรณีรับจ้างแจ้งเกิดที่มีแม่ต่างชาติ และอาศัยคนไทยมาสวมรอยเป็นพ่อ เพื่อให้เด็กมีสัญชาติไทยว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังจากทางตำรวจได้มีการตรวจสอบสแกมเมอร์และมีการแจ้งเกิดที่ไม่ตรงข้อเท็จจริง ซึ่งตามข่าวมีโรงพยาบาลจำนวนหนึ่งที่อาจจะมีเหตุเช่นนี้ สบส.มีหน้าที่กำกับดูแล รพ.ทั่วประเทศและ รพ.เอกชน จึงเข้าไปขอข้อมูลเวชระเบียนที่เป้นหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อนำมาตรวจสอบ แต่ยังไม่ได้หมายความว่า รพ.เหล่านี้กระทำความผิด ปัจจุบันเป็นการเข้าไปขอข้อมูล

ถามว่าหากพบผิดจริง สถานพยาบาลจะมีความผิดอย่างไร  นายพัฒนา กล่าวว่า ก็จะผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 73 หากมีการแจ้งเท็จ ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนใครเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ในข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

ด้านนพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนราษฎร์หรือแจ้งเกิด หลักฐานที่ใช้คือใบแจ้งเกิดที่ต้องมีการระบุว่า เด็กคนนั้นเป็นเพศอะไร เกิดวันไหน เวลาเท่าไหร่ น้ำหนักเท่าไหร่ ประเด็นสำคัญคือต้องมี พยาน คือคนที่เห็นการเกิดเกิดขึ้น คือผู้ทำคลอดที่จะต้องลงนาม จากนั้นจะมีแพทย์ที่ดูแลลงนามอีกครั้ง รวมถึง ผอ.รพ.ที่เป็นเจ้าบ้านที่มีการคลอดจะต้องเป็นคนลงนามด้วย ซึ่งจะมีการบันทึกว่าเป็นบุตรของใคร คือมีแม่ชื่ออะไร พ่อชื่ออะไร ทั้งนี้ มีรพ.เอกชนที่เข้าไปตรวจ 6 แห่ง มีการขอข้อมูลไปแล้ว 2 แห่ง

“กรมรับผิดชอบ พ.ร.บ.สถานพยาบาล ที่เกี่ยวเนื่องกับการออกใบแจ้งเกิด เลยต้องเข้าไปตรวจสอบ เราไปดูว่าใบแจ้งเกิดทั้งหลายที่เข้าข่ายคือมี แม่ต่างชาติ พ่อเป็นคนไทย ลงไปตรวจสอบว่าเป็นจริงไหม เพราะเกี่ยวเนื่องกับการให้สัญชาติ ถ้าแม่ต่างชาติพ่อต่างชาติ จะไม่ได้สัญชาติไทยอัตโนมัติ ถ้าแม่ต่างชาติ พ่อคนไทย ก็จะได้สัญชาติไทย แต่แม่คนไทยก็จะได้อัตโนมัติอยู่แล้ว จะเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสัญชาติ" นพ.ภูวเดชกล่าว

นพ.ภูวเดช กล่าวด้วยว่า หลักฐานสำคัญ คือ ใบเกิด บัตรประชาชนแม่ บัตรประชาชนพ่อ และทะเบียนบ้านที่จะเอาเด็กเข้าทะเบียนบ้าน ส่วนของเราจะดูใบแจ้งเกิดที่คิดว่าอาจจะเข้าข่ายการแจ้งเท็จ เราดำเนินการตรวจสอบและดูว่าอะไรน่าสงสัยจะมีการดำเนินการตรวจสอบ ขั้นต่อไปอาจตรวจสอบทางนิติเวช ตรวจดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันว่าแม่จริงอยู่แล้ว แต่ที่ต้องดูคือพ่อ ก็จะมีการตรวจสอบต่อไป เรามีแนวทางดำเนินการ

ถามว่าถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาตสถานพยาบาลหรือไม่  นพ.ภูวเดช กล่าวว่า จากการสอบสวนต้องดูว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินการสถานพยาบาลมี  2 ส่วน คือ

1.ผู้ประกอบการคือเจ้าของ

2. ผู้ดำเนินการคือแพทย์

หากว่าทั้งผู้ประกอบการหรือผู้ดำเนินการรู้เห็นจะมีผลต่อเรื่องของการพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตของรพ. แต่จะต้องมีการตรวจสอบต่อไป

"ผอ.รพ.ที่เซ็นต้องไปดูว่าเขารู้เห็นหรือไม่ ได้ตรวจสอบหรือไม่ ตามปกติเวลาแจ้งเกิดจะดูแม่เป็นหลัก แล้วค่อยใส่ชื่อพ่อไป คงจะต้องรัดกุมมากขึ้นในเรื่องของพ่อ เพราะช่วงหลังซิงเกิลมัมจะเยอะ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับใครอย่างไรบ้างต้องไปว่ากันตามหลักฐาน ซึ่งทางตำรวจเก็บข้อมูลไว้แล้ว สบส.เจะดูว่าอะไรเข้าข่ายและมาตรวจดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันความเป็นพ่อ ถ้าไม่ใช่ก็ต้องถอนสัญชาติ " นพ.ภูวเดชกล่าว

ถามต่อว่าต้องตรวจสอบไปถึงเรื่องอุ้มบุญด้วยหรือไม่  นพ.ภูวเดช กล่าวว่า เรื่องอุ้มบุญมีคณะกรรมการพิจารณาตั้งแต่ต้น ทั้งความจำเป็นในการอุ้มบุญ เช่น แม่มีปัญหาในการท้องเอง จากการเป็นโรค หรือแท้งหลายครั้ง การ อุ้มบุญมีหลักเกณฑ์ต่างๆ เราไม่ได้กังวล ส่วนที่คลอดตามข่าวนี้เป็นการคลอดธรรมดา ไม่ได้เกี่ยวกับ IVF ไม่น่าใช่ประเด็นอุ้มบุญ      

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสบส. กล่าวว่า  เบื้องต้น ได้รับเอกสารต่างๆ จาก รพ.เอกชนแล้ว 2 แห่ง โดยรพ.เอกชนแห่งแรก มีข้อมูลที่คาดว่าน่าสงสัยมีจำนวน 196 เคส รพ.เอกชนแห่งที่ 2 น่าสงสัย  4 เคส โดยทั้งหมดจะตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 ก.ค. ทั้งนี้ข้อมูลต่างๆ ต้องรอให้พนักงานสอบสวนรวบรวมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดทั้งหมดก่อน หากยังมีข้อสงสัยและต้องการให้มีการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นการสอบสวนเชิงลึก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะแจ้งให้ สบส.รับมาดำเนินการต่อ