สส.ปชน.ยื่นหลักฐานใหม่ 'พ่อทิพย์-แม่จีน' สวมสัญชาติไทย 'ปิยรัฐ' จี้ ตร.ขยายผลเคสใหม่ 'ภัสริน' เรียกร้องควบคุมวงจร 'แม่ทิพย์' รับจ้างอุ้มบุญพาณิชย์
เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และ น.ส.ภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. เขต 7 พรรค ปชน. ยื่นหนังสือกรณี 'พ่อทิพย์-แม่จีน' ต่อ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กรณีนายปิยรัฐนำมายื่นให้ตำรวจทำการตรวจสอบในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งคดีที่แยกต่างหากจากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ โดยมีข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาอีกชุดหนึ่ง และเกิดขึ้นในโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาว่ามีความเชื่อมโยงกับคดีอื่นหรือไม่
นายปิยรัฐ กล่าวว่า ต้องการชี้ให้สังคมได้เห็นในมุมมองเชิงโครงสร้างราชการและวิกฤตความเชื่อมั่นระดับชาติที่สังคมจำเป็นต้องร่วมกันทบทวนอย่างเร่งด่วน โดยแบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ
1. มุมมองต่อผู้บังคับบัญชาฝ่ายทะเบียนราษฎร ต้องไม่ตัดตอนแค่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน เนื่องจากข้ออ้างหรือแนวโน้มของคดีที่มักจะชี้เป้าไปว่าเป็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่ฝ่ายงานทะเบียนระดับปฏิบัติงานในการอนุมัติเรื่อง ซึ่งขัดต่อข้อเท็จจริงตามระเบียบปฏิบัติของราชการอย่างสิ้นเชิง
จากการตรวจสอบคู่มือประชาชนบนเว็บไซต์ทางการของกรมการปกครอง (เงื่อนไขข้อที่ 3 วรรค 1) ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า การพิจารณาการได้สัญชาติไทยของบุตร ในกรณีที่มารดาเป็นคนต่างด้าว และบิดาเป็นคนไทย (ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสหรือรับรองบุตรตามกฎหมาย) จะต้องมีการดำเนินการสอบสวนพยานบุคคลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าบิดาเป็นบุคคลสัญชาติไทยจริง โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการ 1 วัน
“เมื่อประกาศระเบียบเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนพยานบุคคล คำถามคือ ผู้บังคับบัญชาในระดับเหนือนายทะเบียนคนนั้น ปล่อยปละละเลยให้เกิดการข้ามขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร ท่านละเลยหน้าที่ ไม่กำกับดูแล หรือแท้จริงแล้วท่าน ‘ร่วมรู้เห็นเป็นใจ’ ไปกับเม็ดเงินและผลประโยชน์ของขบวนการจีนเทานี้ด้วย? คดีนี้จึงไม่ควรต้องจบลงที่การตัดตอนให้เจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ รับจบเพียงลำพัง” นายปิยรัฐ กล่าว
2. วิกฤตศรัทธาระบบทะเบียนราษฎร ที่น่ากังวลคือ พฤติการณ์ของคดีที่สะท้อนว่าขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติสามารถแทรกซึมและทำลายความน่าเชื่อถือของรากฐานการพิสูจน์ตัวตนของประเทศไทยลงอย่างราบคาบ การที่มารดาชาวจีนจะชุบตัวทารกให้กลายเป็นคนไทยโดยชอบด้วยกฎหมายได้นั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่เวชระเบียนของสถานพยาบาลที่ทำคลอด ไปจนถึงฝ่ายทะเบียนราษฎรของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่น
“นี่ไม่ใช่แค่คดีอาญาพื้นฐาน แต่เป็นวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ต่อระบบทะเบียนราษฎรของไทยที่สั่นคลอนความมั่นคงและอธิปไตยทางกฎหมาย หากไม่ทำการ ‘รื้อและเอกซเรย์ระบบล้างบางช่องโหว่’ ทั้งระบบอย่างจริงจังในตอนนี้ ในอนาคตประเทศของเราจะตกที่นั่งลำบากทั้งในสายตาคนไทย และสายตาของนานาประเทศที่จะไม่สามารถเชื่อถือฐานข้อมูลประชากรของประเทศไทยได้อีกต่อไป” นายปิยรัฐ กล่าว
3. ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่น่าหดหู่คือ เด็กทารกคือ ‘เหยื่อ’ ไม่ใช่ ‘อาชญากร’ เพราะในบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ‘ทารกที่เพิ่งเกิด’ หรือ ‘เด็กที่กำลังเติบโต’ คือผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเครื่องมือ เด็กเหล่านี้ไม่มีความผิด และเลือกไม่ได้ว่าจะต้องมาเกิดท่ามกลางการกระทำที่ผิดกฎหมายจากน้ำมือของพ่อแม่แท้ๆ ของตน พวกเขาต้องลืมตาดูโลกขึ้นมาพร้อมกับพ่วง ‘ข้อหาและตราบาป’ ทางคดีติดตัวตั้งแต่วันแรกเกิด โดยที่พ่อแม่แท้ๆ ของตนเองเป็นผู้ยัดเยียดให้
“สิ่งที่พ่อแม่ชาวจีนและขบวนการทุจริตทำลงไป ชัดเจนว่าไม่ได้ทำเพื่ออนาคตของเด็กอย่างสุจริตใจ แต่ทำเพื่อใช้สายเลือดของตนเองเป็นโล่มนุษย์และเป็นเครื่องมือบังหน้าในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ เปิดบริษัท และเป็นนอมินีฟอกทรัพย์สินสีเทาในระยะยาว เด็กเหล่านี้จึงเป็นเหยื่อของความละโมบของกลุ่มทุนสีเทา และในฐานะ สส. ผมจะเดินหน้าผลักดันในชั้นกรรมาธิการและรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลมีมาตรการเชิงระบบที่เด็ดขาด ปิดตายช่องโหว่คนไทยขายชาติ และคืนความชอบธรรมให้อธิปไตยทางกฎหมายของไทยโดยเร็วที่สุด” นายปิยรัฐ กล่าว
ขณะที่ น.ส.ภัสริน กล่าวว่า นอกจากพ่อทิพย์แล้ว ก็ยังมีกรณี "แม่ทิพย์" รับจ้างตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน เพราะเป็นการกระทำเพื่อหวังสัญชาติ และสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการจับกุมกันมาแล้ว ผู้ที่ต้องการสวมสัญชาติไทยหากมีเงินลงทุนมากหน่อย ก็ถึงขั้นจ้างหญิงไทยไปอุ้มท้องแทนได้
“ดิฉันขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้จริงจังกับขบวนการอุ้มบุญผิดกฎหมายเหล่านี้ โดยเฉพาะวงจรการรับจ้างอุ้มบุญ รับบริจาคไข่และสเปิร์มเพื่อการพาณิชย์ ตามที่กฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 กำหนดไว้ว่า จะทำเพื่อการพาณิชย์ไม่ได้ กฎหมายดังกล่าวจะห้ามประกาศ โฆษณา ด้วยประการใดๆ เกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทนว่ามีหญิงที่ประสงค์จะเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทนผู้อื่น หรือมีบุคคลที่ประสงค์จะให้หญิงอื่นเป็นผู้รับตั้งครรภ์แทน แต่ทุกวันนี้เข้าไปในโซเชียลก็ยังเห็นกันไม่ยาก มีเรทราคาค่าตัวให้เรียบร้อยพร้อมไอดีไลน์” น.ส.ภัสริน กล่าว
น.ส.ภัสริน กล่าวด้วยว่า การกระทำเหล่านี้ผิดกฎหมาย และขอเรียกร้องให้รัฐบาลจริงจังในการควบคุมและปราบปรามการใช้เทคโนโลยีช่วยการมีบุตรในทางที่ผิด เพราะนอกจากจะเป็นการสวมสัญชาติ สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภัยความมั่นคงใหม่และการกลืนชาติ ยังเชื่อมโยงไปถึงขบวนการค้ามนุษย์ หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่เป็นระเบิดเวลารอเป็นปัญหาให้ปะทุในอนาคตอีกไม่ช้า





