คกก.โรคติดต่อแห่งชาติ ยืนคงมาตรการกักกัน 21 วัน ผู้เดินทางจาก 2 ประเทศสกัดอีโบลาต่อไป พร้อมเห็นชอบยกระดับ “แผนวัคซีน” เป็นมาตรการระดับชาติ -ปรับนิยาม “วัณโรคดื้อ ยาชนิดรุนแรง”
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบใน 2 เรื่องสำคัญเพื่อความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศ ได้แก่ 1.การยกระดับ "แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ" เป็นมาตรการควบคุมโรคระดับชาติ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 (3) แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558
เพื่อบูรณาการระบบข้อมูลการฉีดวัคซีน การเฝ้าระวัง และการตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ให้เป็นเอกภาพทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลวัคซีนจากหน่วยบริการทั่วประเทศแล้ว 41.62% โดยโรงพยาบาลชุมชนมีการรายงานข้อมูลสูงสุด 96% ต้องเร่งประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ยังมีส่วนร่วมน้อย
ทั้งนี้ มอบหมายให้กรมควบคุมโรคเสนอกลไกที่จะทำให้แผนงานเป็นไปได้จริง เนื่องจากปัจจุบันความเข้มแข็งของการให้วัคซีนในประชากรลดลง เนื่องจากมีหลายหน่วยงานจะเป็นคนพิจารณาให้วัคซีนเองได้ อย่างกรณีวัคซีน PCV ที่ผ่านมา เมื่อกรมควบคุมโรคบอกว่าน่าจะต้องให้ แต่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ยังไม่ได้อนุมัติ ก็ต้องทำแผนให้ชัดเจนมากขึ้น
"ไม่ใช่การบังคับฉีดวัคซีนใหม่ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิหรือหน้าที่ของประชาชน แต่เป็นการสร้างระบบให้คนไทยเข้าถึงวัคซีนคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน"นพ.สมฤกษ์ กล่าว
และ 2.การปรับปรุงนิยาม “วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (XDR-TB)” ให้เป็นนิยามเดียว ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO 2022) เพื่อลดความสับสนของผู้ปฏิบัติงาน ช่วยจัดระบบให้ผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาได้รวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาล และป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่ประชุมยังได้ติดตามสถานการณ์โรคที่สำคัญทั้งใน และต่างประเทศ ได้แก่ โรคอีโบลา โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 กรกฎาคม 2569 มีผู้เดินทางสะสมจากเขตติดโรค 102 ราย (อยู่ระหว่างกักกัน 15 ราย) ยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันในประเทศไทย ทั้งนี้ ยังคงมาตรการแยกกัก/กักกันอย่างน้อย 21 วัน สำหรับผู้เดินทางที่มาจากหรือผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและสาธารณรัฐยูกันดา
โรคโควิด-19 สถานการณ์โดยรวมยังไม่รุนแรง พบผู้ป่วยสะสม 13,985 ราย เสียชีวิต 2 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 0.01) โดยสายพันธุ์หลักที่ระบาด คือ Omicron NB.1.8.1 (ร้อยละ 50.67), โรคไข้หวัดใหญ่ พบผู้ป่วยสะสม 208,516 ราย เสียชีวิต 22 ราย กลุ่มป่วยสูงสุด คือ เด็กอายุ 0–9 ปี และมักพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียน ค่ายทหาร และเรือนจำ
โรคไข้เลือดออก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคใต้ และภาคกลาง พบผู้ป่วยสะสม 12,186 ราย เสียชีวิต 18 ราย
และโรคโปลิโอ ได้ยกระดับการเฝ้าระวังในเขตสุขภาพที่ 8 และ 10 หลังมีรายงานผู้ป่วยโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธุ์ชนิดใหม่ (LAO-XIE-1) ใน สปป.ลาว โดยเน้นการค้นหาผู้ป่วยอัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียกเฉียบพลัน (AFP) และรายงานผลเป็นประจำทุกสัปดาห์
ส่วนกรณีตรวจพบพยาธิใบไม้ตับในนิสิตมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ยืนยันว่า ไม่ใช่การระบาด แต่เป็นผลคัดกรองปัสสาวะเบื้องต้น ซึ่งต้องตรวจยืนยันเพิ่มเติมด้วยการตรวจอุจจาระเพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษา โดยโรคนี้เกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดดิบ และไม่ติดต่อจากคนสู่คน โดย สธ.จะติดตามสถานการณ์โรคอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการที่เหมาะสม และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันป้องกัน และควบคุมโรคตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของคนไทยทุกคน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


