ช่องว่างหนึ่งในอุตสาหกรรมผลิตยาของประเทศไทยคือ ต้องนำเข้าสารตั้งผลิตยา หรือ API จากต่างประเทศ เนื่องจากไม่มีโรงงานผลิตในประเทศ แม้ราว 10 ปีก่อนจะมีแนวคิดให้องค์การเภสัชกรรม(อภ.)ตั้งโรงงานผลิต API ขึ้น แต่เมื่อมีการประเมินแล้วพบว่า การนำเข้านั้นถูกกว่าการผลิตเอง โปรเจกต์ดังกล่าวจึงถูกพับเก็บไว้
ทว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบัน จากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และสงคราม ทำให้เห็นถึงความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบผลิตยาที่จะเกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นอย่างมากที่ประเทศไทย ต้องเดินหน้าสร้างความมั่นคงทางยาให้เกิดขึ้น
แม้ว่าการตั้งโรงงานผลิต API จะยังมีความท้าทายในเรื่องมูลค่าการลงทุนสูง , ประเทศไทยมีไม่ Ecosystem รองรับ เช่น ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ,คู่แข่งจากต่างประเทศอย่างจีน อินเดีย ผลิตได้โดยมีต้นทุนต่ำกว่า และต้องได้รับการสนับสนุนนโยบายจากรัฐบาล เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้ การกำหนดให้ผู้ผลิตยาใช้วัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ การยกเว้นอากรนำเข้าสารตั้งต้นในการผลิต และฟาสต์แทรกการยื่นขอเปลี่ยนแปลงแหล่ง API สำหรับผู้ใช้วัตถุดิบในประเทศ
ล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า องค์การเภสัชกรรม(อภ. )มีเป้าหมายในการผลิตยา และดูแลความมั่นคงทางยาของประเทศ ซึ่งภายหลังการตรวจเยี่ยมได้เน้นย้ำเรื่อง 1.การสร้างความมั่นคงทางยาเพิ่มเติม ที่อาจจะไม่ได้สร้างเสร็จแล้วใน 1-2 ปี จึงต้องเลือกแง่มุมที่มีความพร้อมเพื่อทำเป็น Quick Win โดยนำประสบการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เช่น เรื่องสงครามกระทบต่อระบบโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพน้อยลง และต้นทุนเพิ่มมากขึ้น
เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน-การผลิต
ที่ผ่านมาองค์การเภสัชกรรมทำได้ดีเรื่องการสำรองยา และเวชภัณฑ์ไว้ระดับ 3-6 เดือน และมีการขยายผลเป็น 1 ปีในยาบางชนิด นอกจากนี้ ยังเน้นเรื่องการเข้าถึงยาคุณภาพในราคาที่เหมาะสมผ่านร้านยาขององค์การเภสัชกรรมที่มีอยู่ 23 แห่งกระจายในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาได้ถึงมืออย่างถูกต้อง และปลอดภัย
2.เรื่องการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และการผลิต เพื่อตอบสนองต่อนโยบายเรื่องการลงทุน และขยับตัวผลิตยา หรือสารตั้งต้นผลิตยา (API) รวมถึง นวัตกรรมยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับนโยบาย Future Ready หรือมีความพร้อมในเรื่องของอนาคต ที่เป็น 1 ใน 7 เสาหลักนโยบายสาธารณสุข เรื่อง นวัตกรรมทางแพทย์ควบคู่กับเรื่องระบบปฐมภูมิ
ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่เอง
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า ส่วนที่เป็น Quick Win ในการ Build ศักยภาพเพิ่มขึ้นคือ โครงการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ดำเนินการมาจนอยู่ในขั้นท้ายๆ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ SK Bioscience จากเกาหลีใต้ มีการหารือ และยืนยันที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์โดยเร็ว
แม้ในอดีตผู้ซื้ออย่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ซื้อในราคาที่สูงกว่าตอนนี้ และต้นทุนปัจจุบันที่คาดว่าเราจะผลิตได้เองต่ำลงมาจากราคาดังกล่าว เนื่องจากในแง่ของการแข่งขัน เพราะเมื่อต่างชาติเห็นว่าองค์การเภสัชกรรมตั้งใจจะผลิตขึ้นใช้เอง ก็มีการลดราคาลงมาแข่ง
“ถือว่าผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่ในแง่ของความมั่นคงก็ต้องเร่งผลักดันให้ผู้ซื้อเข้าไปจัดซื้อส่วนที่เราจะผลิตขึ้นเอง และให้ความมั่นใจกับผู้ผลิตว่าจะมีการจัดซื้อ โดยจะใช้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.)ในการผลิต และร่วมมือกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (NVI) ด้วย ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ยังดำเนินการอยู่”นายพัฒนา กล่าว
เดินหน้าตั้งโรงงานสารตั้งต้นยา
นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า องค์การเภสัชกรรมยังจะมีการลงทุนอีกหลายจุด ในการยกระดับศักยภาพ อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง” หรือ ATMPs ทั้งสเต็มเซลล์ คาร์-ทีเซลล์(CAR-T Cell) ต่างๆ ที่กำลังเร่งรัด และที่สำคัญการตั้งโรงงานผลิตสารตั้งต้นยา (API) ซึ่งในเชิงนโยบายดำเนินการแน่นอน
ส่วนเรื่องตำแหน่งที่ตั้งหรือพันธมิตรที่จะร่วมงานด้วยนั้นอยู่ระหว่างการหารือเพิ่มเติม โดยทั้งหมดทำให้ประชาชนเข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสม และช่วยลดภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) และเป็น Benchmarking ในอนาคต
“การตั้งโรงงานผลิต API ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำจากหลายประเทศติดต่อมา และมีเพิ่มมาอีก 2-3 บริษัทที่สนใจจะมาร่วมลงทุน โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นว่า API ที่สร้างได้ในไทยจะให้เป็นสิทธิของประเทศไทย”นายพัฒนา กล่าว
พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า การตั้งโรงงานผลิตสารตั้งต้น หรือ API ยา เบื้องต้นคาดว่าจะใช้ทุน 3,000 ล้านบาท ขณะนี้มีบริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด บริษัทลูกในเครือ ปตท. จำกัด (มหาชน) ตกลงแน่นอนแล้วว่าจะร่วมทุนด้วยราว 30% โดยจะมีการเปลี่ยนจากผลิต API ที่เป็นเชิงเคมี ไปสู่ชีววัตถุ
ลุยผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่-ATMPs
ส่วนเรื่องวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้น ปัจจุบันองค์การฯ ผลิตเองได้แล้วในรูปแบบที่ใช้ไข่ไก่ฟัก (Egg-based) แต่ต้นทุนสูง และผลิตได้น้อยหากเกิดการระบาดใหญ่จะมีความล่าช้า จึงกำลังเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีมาเป็นแบบใช้เซลล์เพาะเลี้ยง (Cell-based) โดยร่วมมือกับ SK Bioscience จากเกาหลีใต้ ตั้งเป้าว่าจะผลิตได้ในปี 2572
พญ.มิ่งขวัญ กล่าวด้วยว่า ในเรื่อง ATMPs มีความร่วมมือกับหลายภาคส่วนทั้งรัฐ และเอกชน อาทิ คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดีและศิริราช รวมถึง บริษัทในไทย 2-3 โปรเจกต์ และต่างประเทศอีกประมาณ 4 โปรเจกต์ เช่น เซลล์ต้นกำเนิดชนิดมีเซนไคม์ (Mesenchymal Stem Cell : MSC) , Natural Killer Cell (NK Cell) และ mRNA เป็นต้น เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตของอุตสาหกรรม ซึ่งองค์การฯ ต้องเปลี่ยนผ่าน และก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
“ที่ผ่านมาในภาพรวมจะประหยัดได้ประมาณ 50-65% หรือคิดเป็นตัวเลขเฉลี่ยประมาณปีละ 5,000 ล้านบาทจากการที่องค์การเภสัชกรรมเข้าไปดำเนินการ” พญ.มิ่งขวัญ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


