สถาบันสุขภาพเด็กฯ เผยปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เม็ดเลือด รักษาโรคมะเร็งระบบเลือดในเด็กปีละราว 1,500 คน ทั้งจากสเต็มเซลล์ผู้ป่วย-ผู้บริจาค จัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดและเซลล์บำบัดขั้นสูง จะช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยเด็ก ยกระดับคุณภาพชีวิต
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ขยายบทบาทสู่การรักษาขั้นสูง โดยในผู้ป่วยเด็กได้มีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ซึ่งเป็นความหวังสำคัญในการรักษาโรคเลือด โรคมะเร็ง และโรคทางพันธุกรรมหลายชนิดให้หายขาด โดยมีหอผู้ป่วยที่สามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดได้อย่างมีมาตรฐาน
ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ โดยดูแลรักษาผู้ป่วยในโรคยุ่งยากซับซ้อน ปัจจุบันมีผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาที่หน่วยโรคเลือดและมะเร็งเด็กประมาณ 1,500 ราย /ปี ซึ่งถือว่าการจัดตั้งศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และเซลล์บำบัดขั้นสูง จะช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยเด็กโรคเลือดและมะเร็งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิตวัยเด็กให้มีความสุข ครอบครัวมีความสุข
ด้านนพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในเด็ก เป็นวิธีการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งระบบเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยใช้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง จากนั้นจะให้สเต็มเซลล์ที่แข็งแรงเข้าไปทดแทน เพื่อสร้างระบบเลือดและภูมิคุ้มกันใหม่ให้กลับมาทำงานได้ปกติ
ปัจจุบันหน่วยโรคเลือดและโรคมะเร็งเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีได้พัฒนาเป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดและเซลล์บำบัดขั้นสูง รวมถึงดูแลรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียให้แก่เด็กในประเทศไทย โดยทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รักษา
ศูนย์การเรียนรู้ และศูนย์วิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กไทยให้มีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรงและมีอนาคตที่สดใส
นพ.อิสนันท์ หุ่นนวล นายแพทย์ชำนาญการ โรคเลือดและมะเร็ง กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาและการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ในเด็ก โดยประเภทของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์
- การใช้สเต็มเซลล์ของตัวเอง แพทย์จะเก็บสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยไว้ก่อนให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงแล้วนำกลับมาฉีดคืนเข้าร่างกายผู้ป่วย
- การใช้สเต็มเซลล์จากผู้บริจาค เป็นการรับสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ดี ซึ่งอาจมาจากพี่น้องร่วมสายเลือด หรือผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ
“ในการปลูกถ่ายชนิดนี้มีขั้นตอนการรักษา คือ การเตรียมร่างกายโดยผู้ป่วยเด็กจะได้รับยาเคมีบำบัดขนาดสูง หรือการฉายรังสี เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งทั้งหมด และเคลียร์พื้นที่ในไขกระดูกสำหรับให้สเต็มเซลล์ใหม่ที่สมบูรณ์แข็งแรงเคลื่อนที่ไปฝังตัวในไขกระดูก และเริ่มผลิตเม็ดเลือดใหม่ การพักฟื้นและเฝ้าระวังระหว่างการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องพักรักษาตัวในห้องปลอดเชื้อ
(Positive Pressure Room) เป็นเวลา 20 - 30 วัน เพื่อป้องกันการติดเชื้ออย่างรุนแรงระหว่างที่ไขกระดูกกำลังฟื้นตัว”นพ.อิสนันท์กล่าว
ศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด และเซลล์บำบัดขั้นสูง เปิดมาประมาณ 1 เดือน แต่มีการเตรียมความพร้อมก่อนหน้าประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งการดำเนินการเบื้องต้น ได้ปลูกถ่ายคนไข้ไปแล้ว 2 คน โดยคนแรกสำเร็จไปแล้วจากการใช้เซลล์ของคนไข้เอง เป็นคนไข้มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่รักษามาแล้ว 4 ปี ส่วนรายที่ 2 เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเช่นกัน โดยปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากพี่ชาย ซึ่งอนาคตคาดว่าจะรองรับได้เรื่อยๆ ปัจจุบันมีห้อง 3 ห้อง ใช้เวลาปลูกถ่ายรายหนึ่งใช้เวลา 1 เดือนต่อ 1 เคส วนเคสได้ 36 เคสต่อปี ซึ่งจำนวนนี้ยังน้อยอยู่ เพราะกลุ่มโรคเลือดอื่นๆ ที่ไม่ใช่มะเร็ง อย่างธาลัสซีเมีย ก็มีความยากลำบากในการรักษา และต้องรับเลือดทุกๆเดือน การปลูกถ่ายจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษา
สำหรับข้อแตกต่างของการรักษาปกติ กับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดฯ นพ.อิสนันท์ กล่าวว่า การรักษาปกติ เด็กอาจได้รับผลแทรกซ้อนจากการรักษาได้ และหากรักษาด้วยวิธีมาตรฐานไม่หาย เช่น ให้ยาเคมีบำบัดไปแล้ว แต่โรคกลับเป็นซ้ำ แสดงว่าอาจดื้อยา แต่การปลูกถ่ายสเตมเซลล์ จะเป็นกำหนดเซลล์ใหม่ไปทดแทนเซลล์ผิดปกติของคนไข้ ซึ่งมีโอกาสหายขาดได้มากกว่าการรักษามาตรฐาน ส่วนจะหาย 100% หรือไม่ก็ขึ้นกับโรค อย่างโรคที่ปลูกถ่ายฯแล้วหายมากกว่า 95% คือ โรคธาลัสซีเมีย ส่วนโรคมะเร็ง การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเตมเซลล์ก็ดีกว่า โดยหายได้ประมาณ 60% เมื่อเทียบกับผู้รักษายาเคมีบำบัดตามสูตรปกติ เพราะหากเกี่ยวข้องกับยีนผิดปกติ ก็จะส่งผลต่อการพยากรณ์ของโรค มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้สูงถึง 80-90% ในบางราย
“เงื่อนไขของการรับรักษาการปลูกถ่ายสเตมเซลล์ ขึ้นกับโรค เช่น โรคธาลัสซีเมียรุนแรง โรคพันธุกรรมบางอย่างที่รุนแรง และมะเร็งที่กลับเป็นซ้ำ เป็นไปตามระเบียบการเบิกจ่ายของสปสช. แต่ก็มีเคสอื่นๆ ซึ่งก็ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ส่วนการปลูกถ่ายฯ ก็ขึ้นกับโรคว่า จะใช้เซลล์ตัวเอง หรือพี่น้อง อย่างมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ใช้เซลล์ตัวเองได้ แต่บางโรค เช่น ธาลัสซีเมีย หรือมะเร็งบางชนิดที่มีการแพร่กระจายในไขกระดูกก็อาจต้องใช้เซลล์จากคนอื่น อย่างพี่น้อง หรือพ่อแม่” นพ.อิสนันท์ กล่าว


