วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ ‘สารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำ’ จี้รัฐยกระดับสู่ปัญหา ‘อนุภูมิภาค’ นานาชาติร่วมแก้

วิกฤติ ‘สารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำ’ จี้รัฐยกระดับสู่ปัญหา ‘อนุภูมิภาค’ นานาชาติร่วมแก้

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ  กล่าวถึงปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำว่า ปัญหาของแม่น้ำโขงในอดีตเป็นเรื่องของการระเบิดเกาะแก่ง และเขื่อน  จนส่งผลต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของคนที่วิถีชีวิตผูกพันกับแม่น้ำโขง  แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาราวปี  2567-2568 หลังน้ำท่วมใหญ่กลับพบปัญหาที่หนักและรุนแรงมากขึ้น  ไม่เฉพาะแต่แม่น้ำโขงแต่รวมถึงแม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก ในจ.เชียงราย เนื่องจากมีการพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น สารหนูและตะกั่ว เป็นต้น

ความมั่นคงสุขภาพ-ชีวิตกำลังถูกทำลาย

สัญญาณที่น่ากลัวอีกอย่างตรงที่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 มีการพบ "ปลาแค้" จากแม่น้ำโขงที่มีตุ่มแผลตามตัว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ระบุว่าปลาเหล่านี้อ่อนแอจากการสัมผัสสารพิษที่สะสมอยู่ตามพื้นดินและพื้นน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งหา กินของปลาแค้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลถึงปลาบึกที่กินสาหร่ายไกเป็นอาหาร เพราะงานวิจัยพบค่าสารพิษในไกสูงมาก หากไม่มีอาหารก็อาจทำให้ปลาบึกหายไปเช่นกัน

“ปัญหาเรื่องเขื่อนและการระเบิดแก่งในอดีตส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร แต่ผู้คนยังสามารถใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคและทำกิจกรรมต่างๆ ได้ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเลวร้ายกว่ามาก เพราะน้ำปนเปื้อนสารพิษจนไม่สามารถใช้น้ำ หรือหากินกับแหล่งน้ำนี้ได้และสารพิษเหล่านี้ยังแพร่กระจายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารทั้งปลา พืชต่างๆ  กลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสุขภาพและความมั่นคงของชีวิตอย่างรุนแรง”นายนิวัฒน์กล่าว 

วิกฤติ ‘สารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำ’ จี้รัฐยกระดับสู่ปัญหา ‘อนุภูมิภาค’ นานาชาติร่วมแก้

ต้นตอสารพิษข้ามพรมแดนจากเหมือง

นายนิวัฒน์ กล่าวอีกว่า  จุดสำคัญที่ทำให้เกิดผลกระทบการปนเปื้อนของสารพิษ โลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก โขง มาจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจากข้อมูลการตรวจสอบล่าสุดพบว่ามอยู่มากกว่า 2,000 แห่งในหลากหลายแร่  แต่แร่ Rare Earth ส่งผลกระทบหนักในเรื่องสารพิษที่ส่งออกมามากมาย  

ปัญหานี้จึงจำเป็นต้องได้รับการยกระดับการพูดคุยในระดับอนุภูมิภาคทั้งลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาละวิน เนื่องจากมีการพบสารพิษปนเปื้อนในสัตว์น้ำ เช่น หอย ในแม่น้ำสาละวินเช่นกัน ถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับนานาชาติ

ยกระดับอนุภูมิภาค-ทำมาตรฐานเหมืองระหว่างประเทศ

แนวทางการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ นายนิวัฒน์ ย้ำว่า มี  2 ส่วน คือ 1.การทำแผนเฝ้าระวังในท้องถิ่นร่วมกับทุกภาคส่วน เช่น การตรวจวัดน้ำ ตะกอนดิน สารพิษในปลา  เป็นต้น  และ 2.ยกระดับเรื่องนี้เป็นปัญหาความเดือดร้อนของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อนุภูมิภาคลุ่มน้ำสาละวิน ไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นแต่รวมถึงเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

 แล้วนำเรื่องการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศในการจัดการเหมือง มาวางบนโต๊ะเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อให้รู้ว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้นจากการทำเหมืองที่ไม่มีการกำหนดมาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องมาหารือกันเรื่องกำหนดมาตรฐานนี้ 

นายนิวัฒน์ กล่าวด้วยว่า  การจะสั่งให้ปิดเหมืองเป็นเลยทันทีเป็นเรื่องยาก เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานแร่เหล่านี้มีสูงมากของตลาดโลกทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และรัสเซีย โลกใบนี้ต้องการแร่นี้หมด และชี้ว่าแร่พวกนี้เป็นอนาคตของโลก จึงไม่สามารถบอกว่าหยุดได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือ ก็ล้วนต้องการ

 สิ่งที่ทำได้ คือ การชี้ให้เห็นปัญหา ความเดือดร้อนผลกระทบต่อชีวิตของทุกคนระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและสาละวิน  จำเป็นต้องมีการยกระดับมาตรฐานระหว่างประเทศในการทำเหมือง จากนั้นหากเหมืองใดไม่มีมาตรฐานก็ต้องถูกสั่งปิด จะทำให้ความรุนแรงของผลกระทบลดลงและการจัดการเป็นระบบมากขึ้น ช่วยให้ปัญหาเบาบางลงได้

เอกชนต้องไม่ซื้อแร่จากเหมืองไม่ได้มาตรฐาน

“การแก้ปัญหาจะชี้เป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือและมาตรฐานร่วมกันของทุกประเทศ โดยก้าวแรกที่สำคัญ คือ การยกระดับปัญหาเป็นวาระของอนุภูมิภาค และการพูดคุยเพื่อกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับการทำเหมือง หากเหมืองใดไม่ได้มาตรฐานก็ต้องมีข้อตกลงให้ปิดตัวลง รวมถึงต้องกดดันไปถึงภาคธุรกิจ เอกชน ผู้ซื้อแร่เหล่านี้ด้วยว่าต้องรับซื้อจากแหล่งที่ได้มาตรฐานเท่านั้น ไม่รับซื้อจากเหมืองเถื่อนหรือแหล่งไม่ได้มาตรฐาน”นายนิวัฒน์กล่าว   

พลังงานสะอาดที่ทำลายชีวิต ไม่ใช่ความยั่งยืนที่แท้จริง  

นายนิวัฒน์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบร่วมของคนทั่วโลก เพราะต่างก็ใช้ประโยชน์จากแร่นี้ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นอนาคตของโลก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรยอมให้การแสวงหาแร่ธาตุมาทำลายสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต  ซึ่งแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาก็ไม่ทำเหมืองประเภทนี้ในบ้านตนเอง ส่วนจีนก็พยายามออกไปทำนอกประเทศ ดังนั้น หากปราศจากมาตรฐานที่แท้จริง สิ่งที่เรียกว่า พลังงานสะอาด หรือ Green Energy ก็จะไม่ใช่ความยั่งยืนที่แท้จริง  

“ปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลมารับปากหลายครั้ง แต่การเดินหน้าแก้ปัญหาไม่ชัดและไม่ทันการณ์ เพราะฉะนั้น ที่สำคัญรัฐบาลจะต้องมีเจตจำนงในการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน”นายนิวัฒน์กล่าว