ตีพิมพ์ผลศึกษาวิจัย ยาเม็ด ‘เอนซิทรีลเวียร์’ ป้องกันโควิด-19 หลังสัมผัสเชื้อ กินภายใน 72 ชั่วโมง ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและป่วยเป็นโควิด-19 ลงได้มากกว่าครึ่ง
KEY POINTS
- ยาเอนซิทรีลเวียร์ (Ensitrelvir) เป็นยาต้านไวรัสชนิดเม็ดสำหรับรับประทาน ที่ผลวิจัยยืนยันว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพหลังสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย
- ควรเริ่มรับประทานยาภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากผู้ป่วยเริ่มมีอาการ โดยผลการศึกษาพบว่าช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและป่วยลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ยานี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว ที่ต้องอาศัยร่วมกับผู้ติดเชื้อ เพื่อป้องกันอาการรุนแรง
ในช่วงที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดหลักทั่วโลก การป้องกันตนเองให้รอดจากการติดเชื้อทำได้เพียงการสวมหน้ากากาอนามัย ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างจากผู้อื่น ส่วนวัคซีนโควิด-19 ในชว่งแรกก็หาได้ยากสำหรับประเทศที่ไม่ได้ร่ำรวย
และแม้ปัจจุบันสถานการณ์ของโรค จะกลายเป็นการติดเชื้อตามฤดูกาลและระบาดขึ้นในบางช่วง แต่เชื้อไวรัสตัวนี้ก็ยังคงอยู่ไม่ได้หายไป สามารถทำให้คนติดเชื้อขึ้นได้เสมอ และส่งผลให้อาการอาจรุนแรงขึ้นในกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยง
แต่ปัจจุบันมีการศึกษาวิจัย เรื่อง “Ensitrelvir for Covid-19 Postexposure Prophylaxis in Household Contacts” ตีพิมพ์ในวารสาร The New England Journal of Medicine (NEJM) เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เกี่ยวข้องกับ “ยาเอนซิทรีลเวียร์” เป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน สำหรับการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 หลังสัมผัสในผู้สัมผัสใกล้ชิดในครัวเรือน
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค :BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายผ่านเฟซบุ๊กถึงผลการศึกษาวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร NEJMนี้ว่า ได้ยืนยันถึงความสำเร็จของยาต้านไวรัสชนิดกินที่มีชื่อว่า เอนซิทรีลเวียร์ (Ensitrelvir) ซึ่งสามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่บุคคลนั้นไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่เรามียาเม็ดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้จริงหลังการสัมผัสเชื้อ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือใหม่ในการรับมือกับโรคที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้คน การติดเชื้อภายในครอบครัวหรือในหมู่ผู้ที่พักอาศัยร่วมกันถือเป็นช่องทางหลักที่ทำให้โควิด-19 แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสมาชิกคนใดคนหนึ่งในบ้านล้มป่วย โอกาสที่คนอื่นๆ จะติดเชื้อตามไปด้วยนั้นมีสูงมาก
"ที่ผ่านมาเรามีเพียงมาตรการป้องกันเบื้องต้นเช่นการสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่าง หรือการแยกตัวผู้ป่วย ซึ่งในทางปฏิบัติมักจะไม่เพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด”ดร.อนันต์ระบุ
ดร.อนันต์ อธิบายด้วยว่า ยาเอนซิทรีลเวียร์เข้ามาตอบโจทย์ในจุดนี้ โดยการศึกษาวิจัยขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่าสองพันคนพบว่า หากผู้ที่พักอาศัยร่วมกับผู้ป่วยโควิด-19 เริ่มรับประทานยานี้ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงหลังจากที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ ยานี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและป่วยเป็นโควิด-19 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลการทดลองระบุว่าผู้ที่ได้รับยาเอนซิทรีลเวียร์มีอัตราการป่วยเพียงไม่ถึงสามเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้รับยา (กลุ่มที่ได้ยาหลอก) มีอัตราการป่วยสูงถึงเก้าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นการลดความเสี่ยงลงได้มากกว่าครึ่ง
นอกจากประสิทธิภาพในการป้องกันโรคแล้ว ยาเอนซิทรีลเวียร์ยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความปลอดภัยสูงมาก ผลข้างเคียงที่พบจากการศึกษาวิจัยนั้นมีเพียงเล็กน้อยและแทบไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก รูปแบบของยาที่เป็นยาเม็ดสำหรับรับประทานยังช่วยให้การนำไปใช้จริงเป็นเรื่องง่ายดายและสะดวกสบาย ผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสามารถรับประทานยาต่อเนื่องเพียงแค่ห้าวันตามที่แพทย์สั่ง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ยาตัวนี้มีประสิทธิภาพสูงซ่อนอยู่ในกลไกการออกฤทธิ์ที่น่าสนใจ เมื่อเรารับประทานยาเอนซิทรีลเวียร์เข้าไป ตัวยาจะพุ่งเป้าไปที่การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า 3C-like protease
ซึ่งเปรียบเสมือน "กรรไกรระดับโมเลกุล" ที่ไวรัสโควิด-19 จำเป็นต้องใช้ในการตัดแต่งชิ้นส่วนโปรตีนของตัวมันเอง เพื่อนำไปประกอบร่างและสร้างไวรัสตัวใหม่ๆ ขึ้นมา เมื่อกรรไกรนี้ถูกยาเข้าไปล็อกและทำลายการทำงาน เชื้อไวรัสก็จะไม่สามารถแบ่งตัวหรือเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ของร่างกายเราได้อีกต่อไป
การหยุดยั้งวงจรชีวิตของไวรัสตั้งแต่เนิ่นๆ นี้เองที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเรามีเวลาจัดการกับเชื้อที่หลงเหลืออยู่ ทำให้ไวรัสไม่สามารถแพร่กระจายจนก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ ความน่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ เอนไซม์โปรตีเอสที่เป็นเป้าหมายโจมตีของยานี้ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่พบได้ในไวรัสโคโรนาแทบทุกสายพันธุ์ และเป็นส่วนที่ไม่ค่อยเกิดการกลายพันธุ์เหมือนกับโปรตีนหนาม (Spike protein) ที่อยู่ภายนอกตัวไวรัส
จากกลไกการออกฤทธิ์ที่เข้าไปจัดการกับจุดอ่อนสำคัญซึ่งใช้ร่วมกันในตระกูลไวรัสโคโรนานี้เอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ประเมินว่า ยาเอนซิทรีลเวียร์ไม่เพียงแต่จะใช้ได้ผลดีกับเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพสูงมากที่จะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธสำคัญในด่านหน้า เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจอุบัติขึ้นได้อีกในอนาคต
ดร.อนันต์ ระบุอีกว่า แม้ว่ายาตัวนี้จะได้รับการพิสูจน์และนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ความตื่นตระหนกจากการระบาดใหญ่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่มันกลับมีความหมายมากสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะเมื่อคนกลุ่มนี้ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ ยาเอนซิทรีลเวียร์จะเป็นเสมือนเกราะป้องกันที่ช่วยลดความสูญเสียและป้องกันไม่ให้พวกเขาต้องเจ็บป่วยรุนแรง
“การค้นพบนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จทางวิชาการแพทย์ แต่ยังเป็นความหวังใหม่ที่ช่วยให้เราทุกคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากไวรัสโคโรนาในอนาคตได้อย่างอุ่นใจมากยิ่งขึ้น”





