วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

คดีทางการแพทย์ EP 3  'แม่สูญเสียลูกและทีมแพทย์พยาบาลไม่ได้ทำผิด' 

เมื่อความหวังดครั้งสุดท้ายของการมีบุตรในวัย 43 ปีพังทลายด้วยการสูญเสียลูกและมดลูก นำสู่การฟ้องร้องทีมแพทย์และพยาบาล ก่อนที่ศาลจะตัดสินยกฟ้อง

KEY POINTS

  • ศาลฎีกายกฟ้องคดีที่มารดาฟ้องร้องทีมแพทย์และพยาบาล กรณีทารกเสียชีวิตและมดลูกแตกขณะทำคลอด
  • ศาลวินิจฉัยว่าสาเหตุหลักของโศกนาฏกรรมมาจากภาวะเสี่ยงสูงของผู้ป่วยเอง ได้แก่ อายุ 43 ปีและภาวะครรภ์เกินกำหนด มิใช่ความประมาทของบุคลากรทางการแพทย์
  • ประเด็นข้อกล่าวหาต่างๆ เช่น พยาบาลทำคลอด การกดหน้าท้อง และเครื่องมือชำรุด ศาลชี้ว่าเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและเป็นเหตุสุดวิสัย
  • บทเรียนสำคัญจากคดีนี้คือ "ช่องว่างในการสื่อสาร" ระหว่างทีมแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเข้าใจผิดจนนำไปสู่การฟ้องร้อง

ทีมข่าว Health & Wellness กรุงเทพธุรกิจ เปิดคอลัมน์ใหม่ “เปิดแฟ้ม คดีทางการแพทย์” นำเสนอเรื่องราวคดีความทางการแพทย์ที่สิ้นสุดในชั้นศาลฎีกาแล้ว จากข้อมูลการรวบรวมของกลุ่มระงับข้อพิพาททางการแพทย์ กองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) เพื่อเป็นข้อเรียนรู้ให้กับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์  โดยจะนำเสนอเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง

คดีที่ 3 ประจำเดือนมีนาคม 2569 ชื่อตอนว่า แม่สูญเสียลูก และทีมแพทย์ไม่ได้ทำผิด 

กรณีศึกษาเรื่อง "ความหวังครั้งสุดท้าย" ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2538  "นาง ก." หญิงตั้งครรภ์ในวัย 43 ปี ซึ่งถือเป็นการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากอายุที่มากขึ้นและครรภ์นี้ยังเกินกำหนดคลอดไปถึง 3 สัปดาห์ ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งหนึ่งด้วยอาการเจ็บครรภ์คลอด

ในช่วงเวลานั้น นายแพทย์ ส. ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์เวร แต่ในขณะที่คนไข้เข้าสู่ระยะคลอด กลับไม่พบตัวแพทย์อยู่ในห้องคลอดทันที ทำให้พยาบาลเทคนิคและผู้ช่วยเหลือคนไข้ต้องเป็นผู้ดำเนินการทำคลอดเบื้องต้นตามขั้นตอนวิชาชีพ

ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อกระบวนการคลอดไม่เป็นไปตามปกติ นาง ก. อ้างในคำฟ้องว่าเธอถูกพยาบาลและผู้ช่วยใช้มือกดหน้าท้องอย่างรุนแรงหลายครั้งเพื่อเร่งให้ทารกออกมา ต่อมาเมื่อแพทย์เวรเข้ามาถึงและพยายามใช้เครื่องทำคลอดสูญญากาศช่วยดูดทารกออก

ปรากฏว่าเครื่องมือเกิดขัดข้องใช้งานไม่ได้ ส่งผลให้คนไข้ต้องถูกส่งตัวด่วนไปยังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า และสุดท้ายพบความสูญเสีย เมื่อมดลูกของนาง ก. แตก ทารกในครรภ์เสียชีวิต และตัวเธอเองต้องถูกผ่าตัดตัดมดลูกทิ้งเพื่อรักษาชีวิต ทำให้ความหวังที่จะมีบุตรสืบสกุลพังทลายลงโดยสิ้นเชิง

ในมุมมองของผู้เสียหาย สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทั้งการปล่อยให้พยาบาลที่ (เธอเชื่อว่า) ไม่มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ทำคลอด การใช้กำลังกดหน้าท้องจนมดลูกแตก และการละเลยไม่ดูแลรักษาเครื่องมือแพทย์ให้พร้อมใช้งาน นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากแพทย์และพยาบาลรวม 3 คน

อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ศาลได้ทำการพิสูจน์ข้อเท็จจริงผ่านพยานผู้เชี่ยวชาญและพยานแวดล้อมอย่างละเอียด ศาลชั้นต้นจนถึงศาลฎีกามีคำพิพากษายืนให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด

โดยให้เหตุผลทางวิชาการที่สำคัญหลายประการ ประเด็นเรื่อง "พยาบาลทำคลอดได้หรือไม่" ศาลวินิจฉัยว่าตามมาตรฐานวิชาชีพ พยาบาลที่มีใบอนุญาตผดุงครรภ์มีสิทธิและขีดความสามารถในการทำคลอดในรายที่คลอดปกติได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องมีแพทย์อยู่ตลอดเวลา เว้นแต่จะมีภาวะแทรกซ้อน

ประเด็นเรื่อง "การกดท้อง" พยานคนกลางที่นอนรักษาตัวอยู่ในห้องเดียวกันยืนยันว่า พยาบาลเพียงแต่ใช้มือคลึงหน้าท้องเพื่อกระตุ้นมดลูกให้หดตัวตามหลักวิชาการ มิได้เป็นการใช้กำลังกดอย่างรุนแรงตามที่โจทก์เข้าใจ

ส่วนข้อวินิจฉัยเกี่ยวกับ "เครื่องมือแพทย์ชำรุด" ศาลฎีกา ระบุว่า เครื่องทำคลอดสูญญากาศเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งอาจเกิดการชำรุดหรือฟิวส์ขาดได้โดยไม่คาดหมาย และเมื่อเกิดเหตุ แพทย์ก็ได้พยายามแก้ไขและนำเครื่องมือสำรองมาใช้แล้ว

แต่ด้วยปัจจัยส่วนตัวของคนไข้เอง ทั้งเรื่องอายุที่มากถึง 43 ปี และภาวะกล้ามเนื้อมดลูกที่ไม่แข็งแรงจากการเว้นช่วงการมีบุตรนานถึง 14 ปี รวมถึงภาวะครรภ์เกินกำหนดที่ทำให้รกเสื่อมสภาพ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทารกเสียชีวิตและมดลูกแตก มิใช่ความประมาทเลินเล่อของบุคลากร

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากคดี "ความหวังครั้งสุดท้าย" มิใช่เพียงเรื่องของผลแพ้ชนะในทางกฎหมาย แต่คือ "ช่องว่างของการสื่อสาร" (Communication Gap) ที่เป็นรอยร้าวสำคัญในระบบสาธารณสุขไทย

หากในวันนั้นบุคลากรทางการแพทย์ได้สื่อสารกับคนไข้และญาติอย่างชัดเจน ถึงความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ในวัย 43 ปี อธิบายว่า ทำไมพยาบาลถึงต้องเป็นผู้ดูแลเบื้องต้น หรือแจ้งให้ทราบถึงขั้นตอนการใช้มือกระตุ้นมดลูก

ความเข้าใจผิดที่ว่า "พยาบาลทำคลอดโดยไม่มีสิทธิ" หรือ "พยาบาลทำคลอดพลาดจนลูกตาย" อาจจะไม่เกิดขึ้น

การสื่อสารที่ดีเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความเข้าใจ เมื่อเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ หากมีการอธิบายข้อมูลตามจริงด้วยท่าทีที่เหมาะสม คนไข้จะมีความเข้าใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่มากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม หากขาดการสื่อสาร แม้แพทย์จะรักษาตามมาตรฐานที่ดีที่สุดเพียงใด ความสูญเสียที่เกิดขึ้นย่อมนำไปสู่ความเคลือบแคลงสงสัย และกลายเป็นคดีฟ้องร้องที่บั่นทอนกำลังใจของคนทำงานและสร้างความทุกข์ใจให้กับผู้ป่วยไปนาน