background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

กฎหมายคุมเหล้าเบียร์(ใหม่) เอาผิด 'คนขาย' ให้ 'คนเมา' จับตาสภาฯ ถก 19 ก.พ.นี้

กฎหมายคุมเหล้าเบียร์(ใหม่) เอาผิด 'คนขาย' ให้ 'คนเมา' จับตาสภาฯ ถก 19 ก.พ.นี้

วันที่ 19 ก.พ.2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 มีวาระพิจารณาเรื่อง (ร่าง) พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่...)พ.ศ.... เป็นฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงส่วนใหญ่ จากที่ก่อนหน้ามีการเสนอร่างแก้ไข 5 ฉบับจากหลายภาคส่วน 

“กรุงเทพธุรกิจ”คลี่(ร่าง)พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับดังกล่าว พบว่า มีหลายส่วนที่แตกต่างจากพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ซึ่งใช้บังคังมาแล้วเข้าสู่ปีที่ 17  ทั้งผ่อนคลาย และเข้มมาตรการควบคุมอย่างน้อย 4 เรื่องใหญ่ 

ผู้แทนธุรกิจน้ำเมานั่งใน คกก.ควบคุมฯ

1.องค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มี 34 คน โดยมี รมว.สาธารณสุขเป็นประธานนั้น ได้มีการเสนอเพิ่มผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และองค์กรนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิต นำเข้า และจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวม 4 คน 

ผ่อนคลายให้โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 

2.การโฆษณา มีการแก้ไขให้มีความชัดเจนขึ้นแยกแยะเป็น 5 มาตรา คือ

  • ห้ามไม่ให้ผู้ใดดำเนินการโฆษณา ยกเว้น ผู้ผลิต นำเข้า จำหน่าย ที่จะดำเนินการพูดถึงคุณสมบัติ แหล่งที่มาได้ แต่ต้องไม่โฆษณาในเงื่อนไข ที่เป็นช่องทางที่เป็นการรับรู้โดยทั่วไป  เช่น บิลบอร์ด ฟรีทีวี ,เป้าหมายต้องไม่เป็นบุคคลมีอายุต่ำกว่า 20 ปี ,ต้องมีข้อความคำเตือน และห้ามอ้างสรรพคุณอันเป็นเท็จ เกินความจริง
  • ผู้มีชื่อเสียง อินฟลูเอนเซอร์ ห้ามใช้ชื่อเสียงเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณชน โดยมุ่งหมายชักจูงใจให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
  • กรณีการทำ CSR หรือสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม หรือเพื่อสาธารณประโยชน์  ห้ามในลักษณะที่ส่งเสริมการดื่มมากขึ้น 
  • ห้ามใช้ตราเสมือน โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
  • ห้ามเผยแพร่กิจกรรมหรือข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมเกี่ยวกับการทำCSR

ขายให้คนเมา เอาผิดร้านค้า

3.เพิ่มเรื่องความรับผิดชอบของผู้ขาย โดยกำหนดให้ผู้ขายที่มีข้อสงสัยว่าผู้ซื้อมีอายุต่ำกว่า 20 ปี สามารถขอดูบัตรประชาชนได้ รวมถึง  กรณีขายให้คนเมา จะมีระเบียบออกมาในเรื่องการพิจารณาคนเมา และสามารถปฏิเสธไม่ขายให้ได้  และถ้าผู้ขายประมาท เลินเล่อแล้วขายให้คนอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือคนเมา แล้วไปเกิดปัญหาตามมานั้น บุคคลที่ 3 นอกจากจะเอาผิดทางแพ่งกับคู่กรณีแล้ว สามารถเอาผิดต่อร้านค้าเป็นจำเลยร่วมได้   

และ4.คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัด จะมีอำนาจหน้าที่มากขึ้น ในการออกประกาศเพิ่มเติมหรือผ่อนคลายมาตรการบางอย่างที่ไม่ขัดกับกฎหมายแม่ ในการบังคับใช้ในพื้นที่ของตัวเองได้ เช่น กรณีก่อนหน้านี้การให้ขายได้ถึงตี 5 ใน 5 พื้นที่ ภูเก็ต เชียงใหม่ กทม. ชลบุรี และเกาะสมุย เพื่อการท่องเที่ยวในพื้นที่ หรือ บางพื้นที่จะกำหนดเวลาห้ามขายมากขึ้นก็ได้ 

กังวล คกก.ผลประโยชน์ขัดกัน

ธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ"ว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนี้ ส่วนที่เป็นข้อน่ากังวลมากที่สุด คือ องค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 “เรื่องนี้น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีอำนาจหน้าที่ออกมาตรการควบคุมต่างๆ ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  จะมีผู้ที่มีผลประโยชน์ขัดกัน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาเป็นคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ซึ่งผมและกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยได้ขอสงวนความคิดเห็นว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์” ธีระ กล่าว 

ธีระ กล่าวด้วยว่า หลักการของ พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ใช่สินค้าโดยทั่วไป เพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพ สังคม และเด็กเยาวชน ซึ่งพ.ร.บ.ปี 2551 วางหลักไว้เช่นนี้ เพื่อให้ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พอควรแก่เหตุ เช่น การโฆษณา การขาย การดื่ม ลด แลก แจก แถม กระทำได้บางอย่าง แต่ขัดแย้งกับสิ่งที่ทางภาคธุรกิจต้องการ ที่ต้องการกำไรจึงพยายามขายด้วยวิธีการต่างๆ เหมือนสินค้าโดยทั่วไป
 
เมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขแล้วให้ผู้แทนภาคธุรกิจเข้ามาเป็นกรรมการควบคุมฯ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลการมีส่วนร่วม หรือการจะให้มาให้ข้อมูล แม้ว่าจำนวนผู้มีผลประโยชน์โดยตรงจะมี 1 คน  จาก 4 คน แต่เป็นสิ่งที่ขัดหลักการ 

ฉะนั้น จึงต้องให้ที่ประชุมสภาฯ ตัดสินใจว่าจะยึดหลักการสำคัญของกฎหมายมหาชนที่ว่าด้วยควบคุม และจำกัดสินค้าที่ปัญหาต่อสังคม สุขภาพแค่ไหนอย่างไร 

กระทบออกมาตรการควบคุม

ถามว่าจะส่งผลต่อมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่ ธีระ บอกว่า คาดจะส่งผลต่อการพิจารณาและตัดสินในอนาคตที่จะออกมาตรการควบคุมต่างๆ  เนื่องจากในการพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมฯ จะต้องออกมาตรการเพิ่มเติมตามสิ่งที่กฎหมายกำหนด เช่น เรื่องฉลาก สถานที่ดื่ม สถานที่ขาย วันเวลาจำหน่าย  เป็นต้น

จะต้องมีการพิจารณา และลงมติ ก็เป็นไปได้ที่การพิจารณาในที่ประชุมจะไม่มีคุณภาพเพียงพอ แม้ว่าในร่างพ.ร.บ.จะพยายามลดทอนการขัดกันของผลประโยชน์ ด้วยการให้ออกจากห้องประชุมเมื่อจะมีการพิจารณาตัดสิน

ทว่า เมื่อดูลักษณะของกฎหมายมหาชน การใช้บังคับโดยทั่วไป เพราะฉะนั้น ผู้แทนจากภาคธุรกิจก็ไม่ต้องออกจากห้องประชุมก็ได้ เพราะเป็นการออกมาตรการที่เป็นบังคับโดยทั่วไป ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง  ก็สามารถบอกได้ว่า ไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการที่พิจารณาก็ไม่ต้องออกจากห้องประชุม เพราะฉะนั้น แม้กฎหมายจะเขียนให้ออกจากห้องประชุม ก็ไม่มีผลต่อการบังคับใช้ 

“ส่วนเรื่องโฆษณา การกำหนดในพ.ร.บ.ปี 2551 มีความกำกวม แต่ในร่างฉบับใหม่มีการกำหนดชัดเจน ละเอียดมากขึ้น แยกแยะประเภทของการโฆษณา ไม่ต้องมาตีความกันเยอะแยะ น่าจะช่วยให้ภาคธุรกิจทำอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น”ธีระกล่าว 

กฎหมายใหม่ ทำคนดื่มมากขึ้น

ภาพรวมของกฎหมายใหม่ ในแง่ของสุขภาพ และชุมชน ธีระ มองว่า น่าจะทำให้มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น  ถ้ายังไม่มีมาตรการควบคุม การบังคับใช้กฎหมายยังย่ำแย่เหมือนเดิม บทบาทหน้าที่กรรมการไม่ได้พัฒนา งบประมาณยังได้น้อยเหมือนเดิม ก็จะทำให้ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้นผลกระทบตกกับครอบครัว ชุมชน และรพ. ระบบสุขภาพจะรองรับได้ยากขึ้น

"เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 3 ที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือโรคNCDs แต่รัฐก็มีการคาดหวังว่าเมื่อผ่อนคลายมากขึ้นแล้ว จะได้ภาษี และเอาไปรักษาพยาบาลคน เป็นการซ่อมสุขภาพนำสร้าง แทนที่จะสร้างสุขภาพดีจะได้ไม่ต้องซ่อมเมื่อป่วย” ธีระ กล่าว 

กฎหมายใหม่ผ่าน ยกเลิกเวลาห้ามขาย  

หากร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน ก็จะมีผลต่อกรณีที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ไปศึกษาเพื่อทบทวนเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการห้ามขายใน 5 วันพระใหญ่ด้วย ธีระ บอกว่า พ.ร.บ.ใหม่จะยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติที่ 253 ซึ่งกำหนดเวลาห้ามขายไว้ ก็จะปลดล็อกเรื่องนี้

จากนั้นพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ก็มีกลไกจะพิจารณาเรื่องเวลาห้ามขาย โดยคณะกรรมการควบคุมฯเป็นผู้ตัดสิน และออกเป็นประกาศคณะกรรมการควบคุมฯได้เลย ไม่ต้องเสนอต่อไปคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติแล้วออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเหมือนที่ผ่านมา แต่คณะกรรมการนโยบายฯ สามารถให้เป็นนโยบายในเรื่องนั้นๆ ได้
กฎหมายคุมเหล้าเบียร์(ใหม่) เอาผิด 'คนขาย' ให้ 'คนเมา' จับตาสภาฯ ถก 19 ก.พ.นี้

ทั้งนี้ หากพ.ร.บ.ใหม่ผ่านสภาฯ แล้ว ต้องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา หากผ่านก็จะมีผลบังคับใช้ 60 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งก็จะไม่ทันกับการปลดล็อกเวลาห้ามขายในช่วงสงกรานต์อย่างที่รัฐบาลต้องการ 

ส่วนกรณีการพิจารณายกเลิกห้ามขายวันพระใหญ่ สามารถดำเนินการได้ผ่านกลไกพ.ร.บ.ปี 2551ด้วยการเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมฯก็ทำได้ทันทีแล้วนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติออกเป็นประกาศสำนักนายกฯ แต่จะกล้าทำหรือไม่ เพราะไม่ใช่เรื่องศาสนาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องดูแลสุขภาพ และความปลอดภัยต่างๆ ด้วย 

ไทยรายได้ปีละ 6 แสนล้าน

"กรุงเทพธุรกิจ" พลิกรายงานทีดีอาร์ไอ เรื่อง 15 ปีกับกฎหมายการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อ ต.ค.2567 เพื่อดูรายได้ที่ส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลกระทบเชิงสุขภาพและสังคม พบว่า

 ประเทศไทย อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี อย่างในปี 2565 มีมูลค่า การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 5 แสนล้านบาท มีมูลค่าการส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปยัง ประเทศเพื่อนบ้านอีกกว่า 6,500 ล้านบาท

ทว่า ข้อมูลสำคัญที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมคือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) และการจ้างงาน ระหว่างปี พ.ศ. 2558 - 2565 มูลค่า GDP จากธุรกิจแอลกอฮอล์ทั้งที่เป็นตัวเงิน (ราคาตลาด) และราคาคงที่มีแนวโน้มลดลง

โดย GDP ราคา ตลาด จาก 4.02 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 3.85 แสนล้านบาท หรือลดลง 4.39 % ขณะที่ GDP จากธุรกิจแอลกอฮอล์ ณ ราคาคงที่ ลดจาก 2.95 แสนล้านบาท เหลือ 2.57 แสนล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกัน

ภาระต่อสังคม 1.7 แสนล้านบาท

ขณะที่การบริโภคแอลกอฮอล์ทำให้เกิด ภาระต่อสังคมโดยรวมประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ในรูปแบบ

  • เกิดความสูญเสียความสามารถในการผลิต ที่ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องขาดรายได้ คิดเป็นมูลค่าถึง 1.3 แสนล้านบาท
  • เกิดภาระค่ารักษาพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่ มาจากภาระโรคที่เกิดจากการดื่มสุรา และการประสบอุบัติเหตุทางถนน สูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาท
  • เกิดความสูญเสียคุณภาพชีวิต และจิตใจ ของผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน และครอบครัวสูงถึง 1.6 หมื่นล้านบาท
  •  เกิดความสูญเสียของทรัพย์สินจากอุบัติเหตุดื่มขับประมาณ 6.4 พันล้านบาท
  • เกิดภาระต้นทุนในการดำเนินคดี ประมาณ 1.7 พันล้านบาท

 


 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์