ของใช้ในบ้านที่เราหยิบจับทุกวันอย่างคุ้นชิน ตั้งแต่กระทะในครัวไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารหรือเสื้อผ้าที่สวมใส่ อาจมีบางสิ่งที่เราแทบมองไม่เห็น แต่กำลังค่อย ๆ สะสมอยู่ในร่างกายโดยไม่รู้ตัว และกำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในแวดวงสุขภาพทั่วโลก
สิ่งนั้นคือ “forever chemicals” (PFAS) หรือ สารเคมีชั่วนิรันดร์ เป็นกลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานสูง ไม่สลายตัวง่าย และสามารถคงอยู่ได้ยาวนานทั้งในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายมนุษย์ จนถูกเรียกว่าเป็นสารที่อยู่กับเราแทบตลอดไป
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานวิจัยจำนวนมากเริ่มชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบของสารเหล่านี้อาจลึกซึ้งกว่าที่เคยเข้าใจ ไม่ใช่เพียงเรื่องสุขภาพทั่วไป แต่รวมไปถึงกระบวนการภายในร่างกายในระดับเซลล์
“กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย” พาผู้อ่านไปสำรวจว่า สารเคมีที่ดูเหมือนไกลตัวเหล่านี้ แท้จริงแล้วใกล้ตัวกว่าที่คิด และอาจกำลังส่งผลต่อสุขภาพของเราในระยะยาว โดยเฉพาะในมิติที่ลึกกว่าที่ตาเห็น อย่าง “ความชรา” ในระดับเซลล์
สารเคมีที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
PFAS ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด แต่แทรกอยู่ในของใช้ในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่ กระทะเคลือบ non stick บรรจุภัณฑ์อาหารมัน เสื้อผ้ากันน้ำ ไปจนถึงเครื่องสำอางบางประเภท
ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์พบว่าสารกลุ่มนี้มีอยู่หลายพันชนิด และสามารถตรวจพบได้ทั้งในน้ำ ดิน อาหาร รวมถึงในเลือดของมนุษย์ทั่วโลก จึงกลายเป็นหนึ่งในประเด็นด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ถูกจับตามองมากขึ้น
เหตุผลที่สารกลุ่มนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลาย มาจากคุณสมบัติที่ทนทั้งความร้อน น้ำ และคราบสกปรก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความทนทานนี้เองที่ทำให้มันแทบไม่ย่อยสลาย และสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้นานหลายปีโดยที่เราไม่รู้ตัว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าเราสัมผัสมันหรือไม่ แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากมันสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Aging พยายามหาคำตอบในมุมนี้ โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับ PFAS ในเลือด กับสิ่งที่เรียกว่า “อายุทางชีวภาพ” ซึ่งสะท้อนว่าเซลล์ของเราเสื่อมเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับอายุจริง
นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ใหญ่จำนวน 326 คน และใช้เทคโนโลยี epigenetic clock เพื่อตรวจสอบสัญญาณความชราในระดับ DNA ผลลัพธ์พบว่า ผู้ที่มีระดับสารบางชนิดในกลุ่ม PFAS เช่น PFNA และ PFSA สูง มีแนวโน้มแสดงสัญญาณของการแก่เร็วในระดับเซลล์มากขึ้น
แม้งานวิจัยนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสารเหล่านี้เป็นสาเหตุโดยตรงของความชรา แต่ความเชื่อมโยงที่ค้นพบ ก็สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอาจมีบทบาทต่อความเสื่อมของร่างกายมากกว่าที่เคยคิด และกำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองมากขึ้นในวงการสุขภาพปัจจุบัน
ทำไมสารเหล่านี้ถึงเกี่ยวข้องกับการแก่ก่อนวัย
คำอธิบายของนักวิทยาศาสตร์เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า PFAS ไม่ได้กระทบแค่จุดใดจุดหนึ่งของร่างกาย แต่ค่อย ๆ รบกวนหลายระบบพร้อมกันในแบบที่เราอาจไม่ทันสังเกต
แอนน์ ชิปปี้ (Ann Shippy, M.D.) แพทย์อายุรศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้าน functional medicine อธิบายว่า เมื่อสารกลุ่มนี้เข้าสู่กระแสเลือด มันสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานหลายปี และแทรกแซงระบบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความยืนยาวของชีวิต ทั้งระบบฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญไขมัน และการควบคุมการอักเสบ
เธอมองว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่ผลกระทบแบบเฉียบพลัน แต่คือการรบกวนแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อระบบต่าง ๆ เริ่มเสียสมดุล ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง และระบบเผาผลาญทำงานผิดจังหวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่เร่งให้เซลล์เสื่อมเร็วขึ้น
ในอีกมุมหนึ่ง คริส เดออาร์มิตต์ (Chris DeArmitt, Ph.D.) นักวิทยาศาสตร์ด้านพลาสติก เสริมว่า ไม่ใช่ PFAS ทุกชนิดจะมีผลกระทบเท่ากัน การเหมารวมว่าสารทั้งหมดอันตรายเหมือนกัน อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และทำให้เรากังวลเกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สารกลุ่มนี้มีแนวโน้มเข้าไปรบกวนระบบสำคัญของร่างกายหลายด้าน ได้แก่
- ระบบฮอร์โมน ที่ควบคุมสมดุลของร่างกายและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
- ระบบภูมิคุ้มกัน ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคและการอักเสบ
- การเผาผลาญพลังงาน ซึ่งส่งผลต่อระดับน้ำตาล ไขมัน และน้ำหนักตัว
- กระบวนการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของโรคเรื้อรังหลายชนิด
เมื่อการรบกวนเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว แม้จะไม่แสดงผลทันที แต่ก็อาจค่อย ๆ สะสมและสะท้อนออกมาในรูปแบบของ “ความแก่” ที่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
ช่วงวัยที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
หนึ่งในข้อสังเกตสำคัญจากงานวิจัยคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง PFAS กับการแก่ในระดับเซลล์ พบได้ชัดในกลุ่มวัยกลางคน โดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 50 - 64 ปี
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า นี่อาจเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของร่างกาย ที่ระบบเผาผลาญเริ่มช้าลง ฮอร์โมนเริ่มเปลี่ยนแปลง และความสามารถในการฟื้นฟูเซลล์ไม่เหมือนเดิม
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ร่างกายเคยสะสมมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีจากสิ่งแวดล้อมหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็อาจเริ่มแสดงผลชัดเจนขึ้นในช่วงนี้
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความแตกต่างระหว่างเพศ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ผู้ชายอาจมีแนวโน้มสะสมสาร PFAS ได้มากกว่าในระยะยาว เนื่องจากร่างกายไม่มีช่องทางขับสารบางส่วนออกเหมือนผู้หญิง เช่น การมีประจำเดือนหรือการตั้งครรภ์
หากมองในอีกมุม นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่ม “ส่งสัญญาณ” ว่าสิ่งที่เราสัมผัสและสะสมมาในอดีต กำลังเริ่มมีผลต่อสุขภาพในปัจจุบัน
ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อลดการสะสม PFAS ในระยะยาว
แม้ประเด็น PFAS จะฟังดูน่ากังวล แต่ในความเป็นจริง การหลีกเลี่ยงสารเหล่านี้ทั้งหมดแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะมันกระจายอยู่ในสิ่งแวดล้อมและของใช้รอบตัวเราไปแล้ว
สิ่งที่ทำได้จึงไม่ใช่การตัดขาดแบบสุดโต่ง แต่คือการเลือกใส่ใจในจุดที่ทำได้ และปรับพฤติกรรมเล็กน้อย ในชีวิตประจำวันให้สมดุลมากขึ้น เช่น
- เลือกใช้กระทะสแตนเลสหรือเซรามิกแทนเมื่อเป็นไปได้
- เลือกกินอาหารสด แทนอาหารมันที่มาในกล่องหรือห่อในบรรจุภัณฑ์บ่อยเกินไป
- มองหาผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า PFAS free มากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการใช้กระทะ non stick ที่เริ่มเสื่อมสภาพหรือมีรอย
ในโลกที่เราไม่สามารถควบคุมทุกปัจจัยรอบตัวได้ สุขภาพอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการหลีกเลี่ยงทุกความเสี่ยง แต่คือการสร้างพื้นฐานของร่างกายให้แข็งแรงพอจะรับมือกับสิ่งเหล่านั้น เพราะสุดท้ายแล้ว แม้เราจะควบคุมสิ่งแวดล้อมไม่ได้ทั้งหมด แต่เรายังสามารถเลือกดูแลตัวเองให้ดีขึ้นได้ในทุกวัน
อ้างอิง frontiersin , prevention , healthline





