หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า เราจะมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้จริงหรือไม่ ในโลกที่อายุขัยของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำว่า “อายุยืน” จึงไม่ได้หมายถึงแค่การมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด แต่หมายถึงการใช้ชีวิตในวัย 80, 90 หรือแม้แต่ 100 ปี โดยยังมีสุขภาพกายและสมองที่ดี
แน่นอนว่า พันธุกรรมอาจมีบทบาทบางส่วนในการกำหนดอายุยืน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัยจำนวนมากชี้ตรงกันว่า “วิถีชีวิตในแต่ละวัน” คือปัจจัยสำคัญที่สามารถเพิ่มโอกาสให้เราแก่ไปอย่างมีคุณภาพได้
“กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย” พาผู้อ่านไปสำรวจบทเรียนชีวิตจากกลุ่มคนที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Super Agers” หรือผู้สูงวัยอายุเกิน 80 ปี ที่ยังคงมีความจำและสมรรถภาพทางสมองดีไม่ต่างจากคนที่อายุน้อยกว่า พร้อมงานวิจัยที่พยายามอธิบายว่า อะไรทำให้คนกลุ่มนี้มีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดี
จากประสบการณ์ชีวิตและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ พบว่า มี 5 แนวคิดสำคัญ ที่มักพบร่วมกันในวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้
1. กินอาหารจริง และกินอย่างพอดี
มาริออน เนสท์เล่ (Marion Nestle) นักโภชนาการชื่อดังวัย 89 ปี ให้เครดิตกับหลักการกินอาหารง่าย ๆ ที่เธอใช้มาตลอดชีวิต เธอกล่าวว่าแนวคิดที่ช่วยเธอได้มากคือ “Eat food, not too much, mostly plants.” แปลว่า กินอาหาร แต่ไม่มากเกินไป เน้นกินพืชเป็นหลัก
เธออธิบายเพิ่มเติมว่า “สำหรับฉัน คำว่าอาหาร หมายถึงอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป หรือผ่านการแปรรูปให้น้อยที่สุด”
เธอยอมรับว่า ไม่ได้เคร่งครัดเกินไป และกินอาหารได้หลากหลาย แต่สิ่งสำคัญคือ การกินในปริมาณพอดี โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น เพราะระบบเผาผลาญจะค่อย ๆ ลดลงตามวัย
ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกคนคือ มาเรีย บรานยาส โมเรรา (Maria Branyas Morera) หญิงที่มีอายุยืนถึง 117 ปี ก่อนเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยที่ศึกษาวิถีชีวิตของเธอพบว่า อาหารและไลฟ์สไตล์มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพของเธอ
เธอรับประทานอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน และกินอย่างเรียบง่าย อย่าง โยเกิร์ตรสจืด ปลา น้ำมันมะกอก และผลไม้เป็นหลัก และมักกินอาหารในปริมาณน้อย ๆ
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องหนัก
เอ็มมา มาเรีย มาซเซนกา (Emma Maria Mazzenga) นักวิ่งวัย 92 ปีจากเมืองปาดัว ประเทศอิตาลี เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า อายุไม่จำเป็นต้องเป็นข้อจำกัดของการเคลื่อนไหว
เธอเป็นนักวิ่งระดับแชมป์โลกในรุ่นอายุ และยังคงฝึกซ้อมเป็นประจำ โดยวิ่งสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง และเดินออกกำลังกายในวันที่ไม่ได้วิ่ง การฝึกในสนามแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
คำแนะนำของเธอสำหรับผู้สูงวัยคือ “ควรรู้ขีดจำกัดของตัวเอง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย จากนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างสม่ำเสมอ”
งานวิจัยด้านสุขภาพจำนวนมากก็ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความหนักของการออกกำลังกาย
3. มีเพื่อน มีสังคม และมีความสนุกในชีวิต
นอกจากอาหารและการออกกำลังกายแล้ว ความสัมพันธ์ทางสังคม ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่งานวิจัยด้านสุขภาพให้ความสำคัญ การศึกษาขนาดใหญ่ล่าสุดพบว่า การผสมผสานระหว่าง
- การออกกำลังกาย
- อาหารที่ดีต่อสุขภาพ
- การเข้าสังคม
- และกิจกรรมกระตุ้นสมอง
สามารถช่วยพัฒนาความสามารถทางสมองในผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมได้
ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า ความเหงา เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ขณะที่การมีเครือข่ายสังคมที่แข็งแรงช่วยสนับสนุนสุขภาพสมอง
เจนนี่ ไรซ์ (Jeannie Rice) นักวิ่งวัย 77 ปี ผู้ทำลายสถิติโลกของนักวิ่งหญิงในกลุ่มอายุ 75 - 79 ปี แม้ว่าเธออาจจะยังไม่ใช่ super ager แต่เธอก็มีชีวิตสังคมที่คึกคัก และชอบออกไปเต้นรำกับเพื่อน ๆ
เธอกล่าวติดตลกว่า “นักวิ่งหลายคนจริงจังกับการซ้อมมากจนไม่ทำอะไรอย่างอื่นเลย แต่ฉันชอบสนุกกับชีวิต”
นิโคลัส เอพลีย์ (Nicholas Epley) ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก อธิบายว่า “ความสุขของมนุษย์มักถูกทำนายได้จากความถี่ของประสบการณ์ดี ๆ ในชีวิต มากกว่าความเข้มข้นของประสบการณ์นั้น”
กล่าวคือ การมีช่วงเวลาที่ดีเล็ก ๆ บ่อย ๆ อาจสำคัญกว่าความสุขครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นนาน ๆ ครั้ง
4. อย่ากลัวความล้มเหลวหรือปัญหาสุขภาพ
หลายคนมองว่าการแก่ตัวคือการเสื่อมถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS One พบว่า ผู้ใหญ่จำนวนมากที่มีอายุเกิน 60 ปีสามารถกลับมามีสุขภาพแข็งแรงได้อีกครั้ง แม้เคยเผชิญปัญหาสุขภาพ ปัจจัยที่ช่วยให้คนเหล่านี้ “ฟื้นตัว” ได้ดี ได้แก่
- สุขภาพจิตที่ดี
- ความสัมพันธ์ทางสังคม
- การไม่สูบบุหรี่หรือเลิกสูบ
- การกินอาหารที่ดี
- และการนอนหลับเพียงพอ
กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ สุขภาพไม่ได้เป็นเส้นทางที่มีแต่ขาลงเสมอไป
5. ทัศนคติที่ดี อาจสำคัญกว่าที่คิด
ซี ลิเบอร์แมน (Si Liberman) ชายวัย 101 ปี เคยผ่านเหตุการณ์หนักหนาในชีวิตหลายครั้ง ตั้งแต่ถูกรถชนตอนอายุ 5 ปี หัวใจวายตอนอายุ 39 ปี ไปจนถึงการผ่าตัดหัวใจครั้งใหญ่ในวัย 89 ปี แม้จะผ่านช่วงเวลายากลำบาก เขายังคงเชื่อมั่นในพลังของทัศนคติ เขาเคยกล่าวว่า
“ผมไม่เคยจมอยู่กับความทุกข์นานนัก ถ้าเป็นหวัด ผมก็คิดว่าเดี๋ยวก็หาย ถ้าเจอช่วงเวลาที่ยาก ผมก็คิดว่าเดี๋ยวมันจะผ่านไป ทัศนคติเป็นสิ่งที่คนมักมองข้าม แต่จริง ๆ แล้วมันสำคัญมาก”
เขาเชื่อว่า การมองโลกในแง่ดี อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขามีชีวิตยืนยาว
บทเรียนจากคนที่มีอายุยืน
เมื่อมองภาพรวม เคล็ดลับของ “super agers” อาจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด พวกเขาไม่ได้ใช้สูตรลับราคาแพง แต่กลับมีสิ่งที่คล้ายกันคือ กินอาหารจริง เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ มีความสัมพันธ์กับผู้คน ฟื้นตัวจากปัญหาได้ และมองโลกในแง่ดี ความลับของการมีชีวิตที่ยืนยาว อาจไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยงความแก่ แต่คือการ ใช้ชีวิตแต่ละวันให้สมดุลและมีความหมายมากที่สุดนั่นเอง
อ้างอิง washingtonpost





