สหประชาชาติ (UN) รายงานแนวโน้มอายุของประชากรโลกปี 2023 ทำให้เห็นสถานการณ์ทั่วโลก เอเชีย อาเซียนและไทย โดยประชากรโลกมีแนวโน้มอายุยืนมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนคนใส่ใจดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่ป่วยหวังอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี
เมื่อดูรายละเอียดของรายงาน UN Human Development Reports 2023 พบค่าเฉลี่ยอายุขัยประชากรโลกอยู่ที่ 73.2 ปี ประชากรชายอยู่ที่ 70.5 ปี และประชากรหญิงอยู่ที่ 75.9 ปี ในขณะที่ประชากรเอเชียมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 74.57 ปี ประชากรชายอยู่ที่ 72.1 ปี และประชากรหญิงอยู่ที่ 77.2 ปี
รวมทั้งเมื่อเปรียบเทียบในชาติอาเซียนพบว่าสิงคโปร์มีอายุเฉลี่ยสูงที่สุด 86.7 ปี ประชากรชายอยู่ที่ 81.2 ปี ประชากรหญิงอยู่ที่ 86.2 ปี รองลงมาเป็นมาเลเซีย 76.7 ปี ประชากรชายอยู่ที่ 74.3 ปี ประชากรหญิงอยู่ที่ 79.1 ปี
ขณะที่ ไทยอยู่อันดับ 3 ของอาเซียนอายุเฉลี่ย 76.4 ปี ประชากรชายอยู่ที่ 72.2 ปี และประชากรหญิงอยู่ที่ 80.9 ปี แต่อายุเฉลี่ยประชากรไทยยังเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกทั้งประชากรชายและหญิง
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นโอกาสธุรกิจสุขภาพส่งผลให้โรงพยาบาลเอกชนปรับกลยุทธ์เพิ่มบริการมากกว่ารักษา เพื่อรองรับเทรนด์ของ Wellness & Longevity ซึ่งเป็นตลาดกลุ่มใหม่เมื่อพิจารณาสัดส่วนเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคนไม่ป่วยที่มี 95% ขณะที่กลุ่มคนป่วยมีสัดส่วนเพียง 5%
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า รพ.เอกชน ปรับทิศทางดำเนินธุรกิจรวดเร็ว โดย รพ.เอกชนขนาดใหญ่หลายแห่งหันมามุ่งเน้นและลงทุนในเทคโนโลยีการรักษาที่ตอบโจทย์โรคของผู้สูงอายุมากขึ้น
รวมถึงเทรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ คือ “Well-being” หรือการส่งเสริมสุขภาวะที่ดี เป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน มีเป้าหมายเพื่อค้นหาความเสี่ยงของโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ และหาวิธีชะลอหรือป้องกันไม่ให้เกิดโรค เพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาวที่สุด
“รพ.เอกชนขนาดใหญ่เกือบทุกแห่งต่างมุ่งเน้นไปในทิศทางนี้ ทำให้เกิดบริการใหม่ ๆ เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงลึกเพื่อค้นหาความเสี่ยงทางพันธุกรรม รวมถึงบริการในเรื่องของ Wellness ที่จะยังเติบโตไปได้อีกมากและสร้างโอกาสทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานระหว่างธุรกิจโรงพยาบาลและอสังหาริมทรัพย์ สร้างโครงการที่พักอาศัยที่มีบริการทางการแพทย์รองรับ” นพ.ไพบูลย์กล่าว
BDMS แบรนด์แอมฯไทยเวลเนส
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ” ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าธุรกิจ Wellness ของ BDMS มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 11% ของรายได้ทั้งหมด ผู้มาใช้บริการเป็นชาวไทย 40 % และต่างชาติ 60 %
ทั้งนี้ ในจำนวนนี้ 50% จะเป็นกลุ่มชาวตะวันออกกลางที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วอีก 10% จะมาจากกลุ่มประเทศ CLMV ยุโรป และอเมริกา นิยมการตรวจสุขภาพและปรึกษาแพทย์อย่างละเอียด การตรวจพันธุกรรม พร้อมทั้งใช้บริการกิจกรรมเวลเนส เช่น สปา, นวดไทย, มวยไทยควบคู่กับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ,ทันตกรรมเวลเนส (Dental Wellness) และการท่องเที่ยวล้างพิษทางจิตใจ
“บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ฐานะหนึ่งในผู้นำวางกลยุทธ์การขับเคลื่อนในหลายมิติ ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีด้านการแพทย์และการพัฒนาคน รวมถึงยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความหลากหลาย และมุ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ (Brand Ambassador) ให้กับประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพด้านเวลเนสของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก”นพ.ตนุพล กล่าว
BH ยกระดับสู่ Longevity Hub
ขณะที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์หรือ BH เมื่อปี 2567 ได้มีการรีแบรนด์ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ (VitalLife) หลังจากเปิดมากกว่า 24 ปี เพื่อรองรับการเติบโตของเทรนด์ดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่ป่วย
ผศ.นพ.พลกฤต ทีฆคีรีกุล Chief Executive Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และเอสเพอรานซ์ และ Chief Science Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ผู้เข้ารับบริการที่ศูนย์ไวทัลไลฟ์ประมาณ 1 แสนคนต่อปี อัตราเติบโต Double Digit มาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าเป็นคนไทย 40% และต่างชาติ 60% ที่สัดส่วนมาก ได้แก่ ตะวันออกกลาง (เช่น กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โอมาน) CLMV, ยุโรปและสหรัฐที่อาศัยอยู่ในไทยและจีน
สำหรับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเวลเนส และ Longevity กลายเป็นเมกะเทรนด์โลก ซึ่งศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ รพ.บำรุงราษฎร์ ในฐานะเป็นศูนย์ส่งเสริมสุขภาพชั้นนำในภูมิภาคที่ได้รับการรับรอง GHA ระดับมาตรฐานสากล จึงได้ยกระดับการบริการสู่การเป็น Longevity Hub ตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย
รวมทั้งมีเป้าหมายชัดเจนในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้าน Scientific Wellness & Longevity ภายใต้แนวทาง “Evidence-based, Personalized, and Sustainable”มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของ Wellness ที่ไม่ใช่เพียงการผ่อนคลาย แต่คือการดูแลสุขภาพด้วยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์เชิงรุก เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน
BCH แตกไลน์ธุรกิจเสริมอาหาร
ในส่วนของบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด(มหาชน) หรือ BCH เครือรพ.เกษมราษฎร์ เมื่อกลางปี 2567 MOU ร่วมกับ KCCS สมาคมแพทย์ศัลยกรรมความงามเกาหลี ขยายศูนย์ศัลยกรรมตกแต่ง KPS Kasemrad ซึ่งปี 2568 ไตรมาส 1 และ 2 มีอัตราการเติบโตสูงถึง 200-300 % ส่วนไตรมาส 3 และ 4 ทรงตัว
สำหรับกลุ่มผู้มาใช้บริการเป็นคนไทย 80% และต่างชาติ 20% โดยกลุ่มต่างชาติที่มีการเติบโตสูงขึ้น คือ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลียและมีแผนขยายตลาดไปยังอินโดนีเซีย,ประเทศเพื่อนบ้าน ,ตะวันออกกลาง และประเทศจีน
ล่าสุดแตกไลน์ขยายธุรกิจสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นายกันตพร หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด(มหาชน) หรือ BCH กล่าวว่า บริษัทกำลังเข้าสู่ธุรกิจเสริมอาหาร
โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SNPS ซึ่งเป็นผู้ทำธุรกิจ OEM ผลิตอาหารเสริมที่ใช้สมุนไพรไทย คาดว่าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรก กลุ่มโปรตีน ภายในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 เพื่อสร้างเป็นอีกขาหนึ่งของรายได้ที่จะรวมอยู่ในรายได้ของบริษัทโรงพยาบาล
RAM รีแบรนด์รุกดูแลสุขภาพองค์รวม
สำหรับกลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง หรือ RAM มีพันธมิตรโรงพยาบาลกว่า 46 แห่งทั่วประเทศ มุ่งสร้างเครือข่ายเป็นอันดับ 2 ของไทย พร้อมขยายบริการสู่การดูแลเชิงป้องกัน (Preventive) และสุขภาพองค์รวม (Wellness) เพื่อตอบโจทย์แนวโน้มสุขภาพของโลกยุคใหม่ไม่ใช่โรงพยาบาลที่เน้นเพียงการรักษาโรค
นพ.พิชญ สมบูรณสิน ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหงจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า RAM Hospital Group พร้อมก้าวสู่การเป็น Medical Hub ที่สำคัญของไทย
ทั้งนี้ เพื่อรองรับผู้ป่วยทั้งคนไทยและนานาชาติ ที่ให้บริการรักษาพยาบาลมาตรฐานสูง และขยายฐานลูกค้าด้วยการรีแบรนด์ รุกตลาดดูแลสุขภาพของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งปัจจุบันอาจมากกว่า 30%
หวังโอกาสกลุ่มดูแลเชิงป้องกัน-เวลเนส
นายทีโบ สปิทาคิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลรามคำแหง กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนผู้ป่วยเป็นคนไทย กว่า 95% ซึ่งการ Rebranding เพื่อขยายฐานผู้รับบริการกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้ป่วยต่างชาติที่มองหาการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยเฉพาะการดูแลเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ (Preventive & Wellness) ก่อนป่วยมากขึ้น รวมถึงรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมสูงอายุ
รวมทั้ง RAM มุ่งเน้นปรับเพิ่มการให้บริการที่เปลี่ยนผ่านจาก Sick Care สู่ Health Care ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมการแพทย์ อาทิ AI, Telemedicine, Big Data และอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพ
"การปรับตัวดังกล่าวจะมาเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัย การรักษา และการให้บริการที่ไร้รอยต่อเนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ต้องการแค่รักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ต้องการการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ ไปจนถึงการฟื้นฟู” นายทีโบกล่าว





