วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ม.พะเยา นำทัพ! ปลุก 34 เมือง สู่ 'เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย'

ม.พะเยา นำทัพ! ปลุก 34 เมือง สู่ 'เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย'

“เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)” เป็นแนวคิดสากล ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในนานาประเทศ โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ส่งเสริมสนับสนุนให้เมือง หรือท้องถิ่นในประเทศต่างๆเห็นความสำคัญของการพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตพัฒนาคนให้มีศักยภาพอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะการมีความเป็นมนุษย์ที่สามารถเรียนรู้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข รวมทั้งมีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างเท่าพันการเปลี่ยนแปลงของโลก เป็นเมืองที่ช่วยพัฒนาและหล่อหลอมผู้คนให้กลายเป็นพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) มีจิตสำนึกสาธารณะในการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น เป็นพลเมืองที่มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

"มหาวิทยาลัยพะเยา" สถาบันหลักในการริเริ่ม พัฒนา และขับเคลื่อนโครงการ Phayao Learning City ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา เทศบาลเมืองพะเยา และชุมชน โดยใช้แนวคิดขององค์การยูเนสโก (UNESCO) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกมิติของสังคม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

มจพ.-ม.พะเยา เซ็นเอ็มโอยู 5 เอกชนไทย-จีน เปิดหลักสูตรเอไอ-คลาวด์

ปักหมุด! กรุงเทพฯ คว้าแชมป์เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก จากมุมมอง Gen Z

จุดประกายการเรียนรู้ตลอดชีวิตในเมืองแห่งการเรียนรู้

ล่าสุดได้ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) จัดงาน “Learning City: จุดประกายการเรียนรู้ตลอดชีวิตในเมืองแห่งการเรียนรู้” ขึ้นระหว่างวันที่ 30–31 ตุลาคม 2568 ณ อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.ผณินทรา ธีรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการดำเนินโครงการ “เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย” ว่า ม.พะเยา เป็นแกนนำและเลขานุการในการขับเคลื่อนโครงการเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย  ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับทุนครั้งแรกในปี 2563 และการที่เมืองพะเยาสามารถเข้าเป็นสมาชิกเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกได้ในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น มหาวิทยาลัยพะเยาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับ 34 เมืองทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการใช้กระบวนการเรียนรู้ในการแก้ปัญหาของเมือง เช่น การสร้างรายได้และการปรับปรุงสิ่งแวดล้อม

“การจัดงาน “Learning City: จุดประกายการเรียนรู้ตลอดชีวิตในเมืองแห่งการเรียนรู้” นอกจากเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทยแล้ว ยังมีการจัดรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเครื่องมือในการค้นหาท้องถิ่นที่มีศักยภาพ”

โดยความท้าทายสำคัญคือการทำให้ชุมชนเข้าใจว่า “การเรียนรู้สามารถสร้างเศรษฐกิจและประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม” ได้ ซึ่งกลไกสำคัญสู่ความสำเร็จ คือ การมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยทุกภาคส่วนและการมี “ผู้นำท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์” รวมถึงการขยายความร่วมมือกับนานาชาติในอนาคตเพื่อความยั่งยืน

ม.พะเยา นำทัพ! ปลุก 34 เมือง สู่ 'เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย'

การเรียนรู้สร้างเศรษฐกิจ รายได้ อาชีพแก่ชุมชน

ทั้งนี้ แพลตฟอร์มเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย (Thailand Learning City Platform) ขึ้น โดยมีองค์ประกอบ 6ด้าน ได้แก่ 1. Learning Ciry Evaluation and Strategic Research การวิจัยและการประเมินผลการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ 2.Learning City Database and Digital Platform ระบบฐานข้อมูล ที่เกี่ยวกับเมืองแห่งการเรียนรู้ ทั้งงานวิจัย องค์ความรู้ เครื่องมือทางวิชาการ กิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และข้อมูลภาคีเครือข่าย

3. Learning City Award การประกวดและมอบรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความมุ่งมั่นแก่ผู้นำเมือง ตลอดจนสร้างการรับรู้การเฉลิมฉลอง และยกย่องเมืองแห่งการเรียนรู้ 4.Learning City Week การจัดสัปดาห์เมืองแห่งการเรียนรู้ และเทศกาลเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning Festival)  5.Lifelong Learning Booster โปรแกรมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต  และ6.Learning City Academy and Forum การพัฒนาศักยภาพ เพิ่มพูน ทักษะความรู้ให้กับผู้นำเมือง และนักจัดการเมืองในด้านต่าง ๆ

“ม.พะเยาได้ช่วยงานในเครือข่ายหลายด้าน จากแพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย  โดยเฉพาะในด้านงานวิจัย และการจัดทำรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการค้นหาและสร้างแรงจูงใจในการขับเคลื่อนงานให้กับท้องถิ่น โดยมีกลไกช่วยในการ วัดประเมินผล ให้ท้องถิ่นเห็นภาพชัดเจนว่ากิจกรรมการเรียนรู้ที่ใส่เข้าไปนั้น ได้ผลตอบแทนกลับมากับชุมชนจริง ๆ เช่น การสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือความสุขของผู้คน”

นอกจากนั้น ได้มีการสร้างความยั่งยืนในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของงานแม้ว่าผู้นำท้องถิ่นจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง ม.พะเยาได้ริเริ่มทำ หลักสูตรนักจัดการเมือง เพื่อให้ฝ่ายปฏิบัติการและข้าราชการในเทศบาลได้เข้ามาเรียนและจะเป็นแกนนำที่ยังคงขับเคลื่อนงานต่อไปได้

ม.พะเยา นำทัพ! ปลุก 34 เมือง สู่ 'เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย'

สร้างเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย

รศ.ดร.ผณินทรา กล่าวด้วยว่าม.พะเยา ให้ความสำคัญของการพัฒนาชุมชน ซึ่งการทำเมืองน่าอยู่ เมืองแห่งการเรียนรู้ มีการใช้ประสบการณ์จากโครงการ หนึ่งคณะหนึ่งโมเดล ที่เคยทำมาก่อน ทำให้เกิดความคุ้นเคยกับพื้นที่ชุมชนและสามารถนำเอาความสัมพันธ์เดิมมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชนได้ง่ายขึ้น โดยการเรียนรู้จะจัดขึ้นในชุมชน, เทศบาล, หรือศูนย์ผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่ในมหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ  บปท.,กสศ. ที่เป็นแหล่งทุนหลักที่มอบหมายให้ ม.พะเยาเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง และการรวมตัวเพื่อจัดทำเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย 

"การลงทุนให้เป็นเมืองเข้มแข็ง ไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะผู้นำชุมชนทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ต้องเข้มแข็งอย่างมาก เพราะเป็นแรงบันดาลใจหลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับพื้นที่และผู้คน ส่วนการมอบรางวัลครั้งนี้  มุ่งเน้นให้ท้องถิ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ต้นแบบ เพื่อให้คนภายนอกเห็นว่าผู้นำหรือท้องถิ่น สามารถจัดการศึกษาด้วยตัวเองได้ ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการศึกษาสู่ท้องถิ่น รวมถึงเป็นการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มรายได้ และบูรณาการชุมชน สร้างเส้นทางอาชีพให้แก่เด็กและคนในชุมชน"

สำหรับ การประกาศผลรางวัลใน 4 ประเภทเมืองต้นแบบ ได้แก่ เมืองเศรษฐกิจ, เมืองอัตลักษณ์ท้องถิ่น, เมืองสำหรับเด็กและเยาวชน และเมืองลดความเหลื่อมล้ำ  รวมทั้ง รางวัลพิเศษ “เมืองดีเด่น” จำนวน 4 รางวัล มีพื้นที่เมืองได้รับรางวัล ดังนี้ เทศบาลเมืองปัตตานี (ด้านเมืองเศรษฐกิจ), เทศบาลเมืองตาก (ด้านเมืองอัตลักษณ์ท้องถิ่น), เทศบาลนครตรัง (ด้านเมืองสำหรับเด็กและเยาวชน) และ อบจ.ปัตตานี (ด้านเมืองลดความเหลื่อมล้ำ)

พร้อมโล่รางวัล “เมืองศักยภาพสูง” จำนวน 4 รางวัล มีดังนี้ เทศบาลเมืองกาญจนบุรี (ด้านเมืองเศรษฐกิจ), อบจ.สตูล (ด้านเมืองอัตลักษณ์ท้องถิ่น), อบต.เชียงดาว (ด้านเมืองสำหรับเด็กและเยาวชน) และเทศบาลเมืองแสนสุข (ด้านเมืองลดความเหลื่อมล้ำ) โล่รางวัลดังกล่าวถือเป็นการแสดงความสำเร็จของเมืองต้นแบบการเรียนรู้เพื่อความยั่งยืน

โครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City Project) สร้างประโยชน์และแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนในมิติเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างหลากหลาย โดยมุ่งเน้นการนำกระบวนการเรียนรู้เข้าไปช่วยขับเคลื่อนและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ทั้งการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ และการสนับสนุนทุนให้คนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข

ม.พะเยา นำทัพ! ปลุก 34 เมือง สู่ 'เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย'

ทุกเมืองในไทยสามารถเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ได้

รศ.ดร.ผณินทรา อธิบายทิ้งท้ายว่า การจะทำให้แต่ละเมืองในประเทศไทยเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน จะต้องมีการสร้างกลไกขับเคลื่อน ตั้งแต่การตั้งคณะกรรมการเมืองที่ประกอบไปด้วยทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงเรียน และภาคการศึกษาในพื้นที่ ,ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะนายกฯ หรือผู้นำท้องถิ่นต้องมีวิสัยทัศน์ในเรื่องการศึกษาหรือการเรียนรู้ ,มีการวางแผนระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งมีการวัดผลว่ากระบวนการเรียนรู้หรือกิจกรรมที่ใส่เข้าไป สามารถสร้างความสำเร็จในด้านเศรษฐกิจหรือด้านอื่น ๆ ได้อย่างไร

อีกทั้ง ภาคการศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยพะเยา ต้องเข้าไปเป็นกลไกสำคัญในการช่วยวัดและประเมินผล เพื่อทำให้ท้องถิ่นเห็นภาพว่ากิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำไปนั้น ได้ผลตอบแทนกลับมาสู่ชุมชนและเยาวชนจริง ๆ ในรูปแบบที่เป็นรูปธรรม และการสร้างแรงจูงใจด้วยรางวัล อาทิ การจัดรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ รวมถึงการสร้างบุคลากรที่ยั่งยืน เพื่อป้องกันปัญหาความไม่ต่อเนื่องเมื่อนายกหรือผู้นำเปลี่ยน ที่สำคัญ ต้องมีภาคีเครือข่ายต่างๆ ให้มารวมตัวกันและนำไปสู่การระดมทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากทุกเมืองในประเทศไทย ดำเนินการขับเคลื่อนตามข้างต้นได้ ก็จะเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ทุกคนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี และแก้ปัญหาเมืองได้ 

ม.พะเยา นำทัพ! ปลุก 34 เมือง สู่ 'เมืองแห่งการเรียนรู้ประเทศไทย'