'เพิ่มพูน' ขอเช็กเบื้องหลังซี11ศธ.เผย ไม่มีใครในใจ ไม่มีเด็กฝาก ให้ผู้บริหารแสดงวิสัยทัศน์ ทดลองทำงานในตำแหน่งรักษาการ เหมาะสมค่อยแต่งตั้ง ยึดหลัก 'นายดึงลูกน้องดัน เพื่อนสนับสนุน'
วันนี้ (14 ก.ย.2566) ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการเกษียณอายุราชการของผู้บริหารระดับ 11 และ 10 สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่า ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ศธ.จะมีผู้บริหารระดับสูงที่เกษียณอายุราชการ จำนวน 6 ราย ประกอบด้วย
- นายสุทิน แก้วพนา รองปลัดศธ.
- นายทวีศักดิ์ เที่ยงธรรม ผู้ตรวจราชการศธ.
- น.ส.เจริญวรรณ หนูนาค ผู้ตรวจราชการศธ.
- นางสุปราณี นฤนาทนโรดม ผู้ตรวจราชการศธ.
- นายพีระศักดิ์ รัตนะ ผู้ตรวจราชการศธ.
- นายอัมพร พินะสา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
โดยในส่วนของการคัดเลือกผู้บริหารศธ.เพื่อเข้ามาทดแทนตำแหน่งว่างนั้นตนยังไม่ได้มีการหารือกัน ซึ่งขอดูรายละเอียดก่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
โยก 'พล.ต.อ.รอย' นั่ง 'เลขาสมช.' เปิดทางแต่งตั้ง ผบ.ตร.
แจกแท็ปเลตครู-นักเรียนทั่วประเทศ แก้ปัญหาหนี้สินครู ยาหอมนโยบายรมว.ศธ.
รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า โดยส่วนตัว มองว่าการจะแต่งตั้งใครต้องรู้จักนิสัยใจคอกันก่อน ซึ่งขอทำงานร่วมกับผู้บริหารต่างๆอีกสักระยะ เพราะต้องการดูฝีมือการทำงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เบื้องต้นจะให้ทุกคนแสดงวิสัยทัศน์ ใครอยากอยู่ที่เดิมหรืออยากไปนั่งทำงานในตำแหน่งไหนสังกัดใดก็ต้องแสดงวิสัยทัศน์ในที่ที่ตัวเองประสงค์อยากจะไปทำงาน
"ต้องการดูแนวคิดการทำงานของแต่คนว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจะเช็กเบื้องหลังที่มาที่ไปของแต่ละคนด้วย หรือเป็นพวกทำงานดี นายดึงลูกน้องดัน เพื่อนสนับสนุน ต้องการให้มีการสนับสนุนตัวเองหรือไม่ นอกจากนี้จะต้องไม่ใช่พวกที่เอาดีเข้าตัวอย่างเดียว" รมว.ศธ.กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตำแหน่งเลขาธิการกพฐ.ไม่มีใครในใจ ไม่มีสเปคการทำงาน และไม่มีบุคคลในใจอย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นข้อดีของตนหรือไม่ เพราะตนไม่ใช่บุคคลที่มาจากแวดวงการศึกษาจึงไม่มีอะไรแอบแฝง ทั้งนี้บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการกพฐ.ต้องมีฉันทะความรักควาสามัคคีเกิดขึ้นในการทำงาน และมีประสบการณ์
ศึกษารายละเอียด เปิดกว้างเงินเดือนข้าราชการ
พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรก วันที่ 13 ก.ย.2566 มีมติเปลี่ยนการจ่ายเงินข้าราชการจากเดือนละ 1 รอบ เป็นเดือนละ 2 รอบ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2567 เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นการบรรเทาทุกข์ให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยได้มากพอสมควร
ถ้ามีการจ่ายเงิน 2 รอบ จะได้ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน ไม่ต้องรอคอยสิ้นเดือนก็จะมีเงินแบ่งจ่ายออกมาว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องนานาจิตตัง เหรียญมีสองด้านเสมอ บางครั้งอาจจะมองเพียงด้านเดียว ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการศึกษารายละเอียดอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลจะดำเนินการคงต้องมีการพิจารณา
“จากประสบการณ์ในการแก้หนี้ การจ่ายเงินเดือน1 ครั้งปลายเดือน กับการจ่ายเดือนละ 2 ครั้ง กลุ่มหาเช้ากินค่ำจะเหมาะมากกว่า เพราะหลายคนต้องไปกู้เงินดอกร้อยละ 5 ร้อยละ 10 เพื่อมาเงินมาหมุนเวียนก่อน รอปลายเดือนอาจไม่ทัน ซึ่งเรื่องนี้แต่ละคนจะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน และเป็นเรื่องวิธีการ ต้องคิดรอบกรอบ เพื่อไม่ให้อยู่ในวังวนเดิมๆ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางกรมบัญชีกลาง ได้เปิดให้เป็นทางเลือกแก่ข้าราชการว่าจะรับแบบเดิม หรือจะให้จ่าย 2 รอบ” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว
พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายการปราบปรามทุจริตนั้น ตนจะใช้หลักการหากเรื่องใดที่มีการตรวจสอบแล้วว่ามีการกระทำผิดจริงจะเป็นเรื่องของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่หากมีการประกาศแล้วว่าจะปราบปรามเรื่องนี้ ห้ามทำ และไม่ทำตามคงจะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่เห็นหัวใครทั้งสิ้น และจะประจานให้สังคมรับรู้





