นักวิชาการ ชี้บอร์ดสปสช.มีอำนาจอนุมัติสิทธิประโยชน์บัตรทอง แต่โครงบอร์ดมีปัญหา ไม่สมดุล ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล หวั่นสร้างปัญหาให้กับประเทศในระยะยาว ชงปรับปรุงกฎหมายรื้อโครงสร้างบอร์ดสปสช.
KEY POINTS
- นักวิชาการชี้ว่าโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ขาดความสมดุล โดยมีสัดส่วนของผู้ให้บริการทางการแพทย์น้อยเกินไป ทำให้การถ่วงดุลอำนาจมีปัญหา
- โครงสร้างที่ไม่สมดุลส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพิจารณาอนุมัติสิทธิประโยชน์บัตรทอง เช่น กรณีวัคซีน PCV สำหรับเด็กที่ใช้เวลาอนุมัตินานถึง 8 ปี ขณะที่สิทธิประโยชน์อื่นใช้เวลาน้อยกว่า
- มีข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. ใหม่ ให้มีสัดส่วนของผู้ให้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เหมาะสม เพื่อให้การกำหนดสิทธิประโยชน์เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2569 ที่อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข (กมธ.สธ.) วุฒิสภาจัดเวทีสัมนาการสื่อสารข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจต่อการปรับปรุงระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หัวข้อรายการ "เรื่องจริง ร่าง พ.ร.บ บัตรทอง l กมธ. ว่าไง" EP 2 ประเด็น “ปรับบอร์ด สร้างสมดุลอำนาจก่อนกำหนดสิทธิประโยชน์ ใครควรมีส่วนร่วม? กรณีศึกษา : วัคซีน PCV -ฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ”
บอร์ดสปสช.ชี้ชะตาสิทธิประโยชน์บัตรทอง
ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับที่ 2 และผู้แทนกรรมการบริหารเครือข่ายโรงพยาบาลในกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHOSNET) กล่าวว่า การกำหนดสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง กำหนดโดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) เป็นสำคัญ ส่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่ได้กำหนด แต่เป็นผู้เตรียมข้อมูลให้บอร์ดตัดสินใจ
ผศ.นพ.สนั่น กล่าวอีกว่า สิ่งที่อยากถามเรื่องการกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ต่างๆ คือ ผู้พิจารณาใช้หลักเกณฑ์อะไร อย่าง อนุฯวัคซีน อนุฯบัญชียาหลัก มีหน้าที่พิจารณาความคุ้มค่า ประโยชน์ ความปลอดภัยของวัคซีนและยา ส่วนบอร์ดสปสช.ต้องพิจารณามีงบประมาณเพียงพอสำหรับเรื่องนี้หรือไม่
"หากทำตามกระบวนการนี้ถือเป็นไปตามหลักเกณฑ์ แต่คำถามคือ เราทำตามนี้หรือไม่ แต่เมื่อมีเงินแค่นี้จะให้ได้แค่ไหน จริงๆถ้ามีเงินให้ได้หมด ที่กังวลคือ ผู้เชี่ยวชาญเสนอสิทธิประโยชน์ที่ตัวเองดูแลและเป็นปัญหาอยู่ คนที่จะมาพิจารณาต้องใช้หลักการที่อธิบายได้ ไม่ใช่อธิบายไม่ได้” ผศ.นพ.สนั่นกล่าว
ปรับโครงสร้างบอร์ดสปสช. สร้างสมดุล
เมื่อพิจารณาพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 พบว่า กรรมการโดยตำแหน่งกับตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพมี 14 คน เป็นโดยตำแหน่ง 9 คน เป็นตัวแทนวิชาชีพ 5 คน และมีผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)แต่งตั้ง นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ตัวแทนองค์กรเอกชนหรือเอ็นจีโอ แม้จะบอกว่ามีปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เป็นตัวแทนของรพ. แต่ความเป็นจริงเป็นได้จริงหรือ นี่คือความไม่สมดุลของบอร์ดสปสช.จากองค์ประกอบนี้
ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คนที่ครม.แต่งตั้ง วิธีการเลือก คือ บอร์ดโดยตำแหน่ง วิชาชีพ เอ็นจีโอ อปท.มาก่อนและจัดประชุมร่วมกัน จากนั้นจะเสนอชื่อใครเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เท่ากับว่า ครม.ไม่ได้เลือก แต่ใครมีสัดส่วนที่สุด ใครอยู่นานมากที่สุด ใครกล้าครอบงำที่ประชุม ใครกล้าเสนอรายชื่อ ก็จะรู้ขั้นตอนหมด
“ปัจจุบันบอร์ดสปสช. มีอนุต่างๆ ซึ่งมีหลายบอร์ด ทั้งบอร์ด X บอร์ด Y บอร์ดอีกมาก กรรมการมีการข้ามกันไปมา ผู้ทรงคุณวุฒิบางครั้งก็เป็นผู้ทรงฯ บางครั้งก็มาจาก NGO แต่เป็นคนเดียวกัน บางครั้งตำแหน่งบอร์ดว่างลง ก็มีการย้ายจาก NGO เป็นผู้ทรงฯ ดังนั้น สิทธิประโยชน์จะเป็นธรรมหรือไม่ ขึ้นกับบอร์ดล้วนๆ” ผศ.นพ.สนั่น กล่าว
ดังนั้น จึงต้องปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ใหม่ ปรับโครงสร้างบอร์ดสปสช. โดยผู้ทรงคุณวุฒิยังมี แต่ลดลง โดยมีผู้ที่ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคด้วย มีตัวแทน อปท. และผู้แทนเขตสุขภาพเพื่อประชาชน ซึ่งจะผูกโดยตรงกับประชาชนได้ดีขึ้นจำนวน 9-10 คน และมีผู้แทนหน่วยบริการ 9 คน ส่วนที่เหลือก็เป็นโดยตำแหน่งและตัวแทนวิชาชีพ คิดว่าจะสร้างสมดุลได้ดีกว่า
โครงสร้างบอร์ดสปสช.มีปัญหา
รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(NIDA) กล่าวว่า โครงสร้างบอร์ดสปสช.มีปัญหากว่าบอร์ดประกันสังคมที่เป็นไตรภาคี มีนายจ้าง ลูกจ้าง รัฐ มีการถ่วงดุลกันเองตั้งแต่ต้น แต่บอร์ดสปสช.ประกอบด้วยคนเรียกร้องสิทธิเป็นส่วนมาก ส่วนตัวแทนหน่วยราชการก็มาแบบไม่ได้มีความรู้เฉพาะด้าน แต่มาเพื่อให้ครบองค์ประชุม ส่วนผู้แทนรพ.รัฐ กลับเป็นปลัดสธ.คนเดียว น้ำน้อยแพ้ไฟ ดังนั้น ต้องสร้างความสมดุล รื้อโครงสร้างบอร์ดสปสช. ให้มีสัดส่วน Healthcare Provider อย่างเหมาะสม เพื่อให้คล้ายกับบอร์ดประกันสังคม
“โครงสร้างบอร์ดประกันสังคมเป็นระบบไตรภาคี นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ จึงมีการตรวจสอบและถ่วงดุลกันเองตั้งแต่ต้น ทำให้การกำหนดสิทธิประโยชน์มีเหตุมีผลมากกว่า ส่วนโครงสร้างของบอร์ดสปสช.ขาดความสมดุลและการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจมาตั้งแต่ต้น หากไม่มีการรื้อโครงสร้างให้มีการถ่วงดุลอำนาจให้คล้ายกับบอร์ดประกันสังคม จะสร้างปัญหาระยะยาวให้แก่ประเทศอย่างแน่นอน” รศ.ดร.อานนท์กล่าว
ปรับแนวคิดผู้ซื้อ-ผู้ให้บริการใหม่
ขณะที่ นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับที่ 1 และอดีตประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ.รพท.) กล่าวว่า 20 กว่าปีที่ผ่านมาสัดส่วนบอร์ดสปสช.ทุกวันนี้ทำให้เกิดปัญหา อย่างตนเป็นอนุกรรมการฯ ทำให้เห็นภาพ ความเป็นเจ้าของกองทุนย่อย จะมีลักษณะปกป้องกองทุนย่อย แทบไม่ได้มองภาพรวม นี่คือภาพที่เห็นว่านี่เป็นปัญหาเรื้อรัง
“ร่างพ.ร.บ.ใหม่ เปลี่ยนคอนเซปต์หรือแนวคิดใหม่ จาก Purchaser-Provider Split เป็น Purchaser-provider collaborate คือ ให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ซื้อบริการและผู้ให้บริการ ควรมาคุยกันตั้งแต่ต้นก่อนประกาศสิทธิประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมา 20 ปี เมื่อประกาศสิทธิประโยชน์แล้วเจอปัญหาจึงค่อยมาเรียกร้อง หากเสียงดังกับสื่อบอร์ดก็จะฟังเป็นแบบนี้ตลอด ดังนั้น ต้องทำระบบไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้ ต้องแก้เพื่อให้ระบบสุขภาพยั่งยืน” นพ.อนุกูลกล่าว
วัคซีนเด็กใช้เวลา 8 ปีกว่าบอร์ดสปสช.จะอนุมัติ
ทั้งนี้ ในเวทีสัมนามีการยกกรณีศึกษา เรื่อง วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส หรือ วัคซีน PCV (IPD) ที่บอร์ดสปสช.ใช้เวลานานกว่าที่จะอนุมัติให้เป็นสิทธิประโยชน์กับประชาชน โดยรศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยาสุนนท์ กรรมการและปฏิคมสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วัคซีน PCV (IPD) คือ วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส ซึ่งองค์การอนามัยโลก แนะนำให้บรรจุวัคซีนในเด็กตั้งแต่ปี 2549 เพราะเป็นเชื้อที่อันตรายกับเด็กเล็กอย่างมาก เด็กมีความเสี่ยงเสียชีวิต หรือพิการได้ ค่ารักษาที่ต้องอยู่รพ.เป็นเดือนๆ ยกตัวอย่างเคสที่เคยดูแล 5.2 แสนบาท แต่สปสช.จ่าย 9 หมื่นบาท นี่ก็อีกปัญหา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเด็ก คุณภาพชีวิตเมื่อเติบโต แต่ครอบครัวต่างต้องทุกข์ระทมมาก
“ฟางเส้นสุดท้ายของหมอเด็ก คือ สปสช.อนุมัติเงินเมื่อวันที่ 7 ก.ค.2568 ให้สิทธิสวัสดิการยาฮอร์โมนข้ามเพศใช้เวลา 2-3 ปี โดยขั้นตอนกลับให้รวดเร็วกว่า แต่วัคซีนเด็กเล็กนั้นคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผลักดัน 8 ปี กว่าบอร์ดสปสช.จะอนุมัติ ซึ่งที่ทำให้รู้สึกก็ คือ รอยยิ้มของเด็กที่ผ่านการรักษาโรค IPD ไม่เสียชีวิตแต่พิการ รอยยิ้มเด็กไม่กี่ขวบที่ดีใจได้กลับบ้าน เพราะนอนรักษาตัวรพ. ต้องเจ็บตัว กับรอยยิ้มกลุ่มที่ไปขอบคุณสิทธิฮอร์โมนข้ามเพศ เป็นรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกัน”รศ.(พิเศษ) นพ.ทวีกล่าว
ราคาวัคซีนลด ไม่ใช่เพราะสปสช.
พลตรีหญิง รศ.พญ.ฤดีวิไล สามโกเศศ ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ย้ำว่า วัคซีนPCV ที่ได้มาไม่ใช่เพราะสปสช. แต่มาจากกระบวนการการต่อสู้ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหมอเด็กที่เอาข้อมูลวิชาการต่างๆมาสู้เพื่อให้เด็กไทยทุกคน ส่วนราคาที่ลดลงจาก 2,000 บาท เหลือ 90 บาทนั้น ไม่ใช่เพราะความเก่งของสปสช. แต่เป็นเพราะกระบวนการการตลาด ซึ่งวัคซีนทุกตัวก็เป็นเช่นนี้ ดังนั้น ใครมาอ้างก็เท่านั้น ถ้าไม่เข้าแผนวัคซีนก็ต่อรองไม่ได้อยู่ดี วันนี้เราไม่ได้ต้องการต่อต้านใคร แต่เราอยากให้ระบบสุขภาพถูกต้อง ผู้มีอำนาจในการตัดสินสิทธิประโยชน์ต่างๆ คือบอร์ดสปสช. จึงควรต้องมีการปรับปรุงสัดส่วนให้เหมาะสมกับบริบทที่เป็นจริงทุกวันนี้หรือไม่
“เรื่องวัคซีน PCV ทำให้รู้ว่าบอร์ดสปสช.เป็นอินโนเซนส์บอร์ด เพราะไม่มีหมอเด็กที่มีความรู้เรื่องนี้ เมื่อบอร์ดไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ก็ควรเชิญผู้รู้เข้าไปให้ข้อมูล และการที่เราไปพบรมว.สธ.ไม่ใช่วิ่งเต้น แต่ต้องเอาข้อมูลวิชาการข้อมูลจริงไปให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจ” พลตรีหญิง รศ.พญ.ฤดีวิไล กล่าว





