วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ธุรกิจค้าสัตว์ป่า จุดเสี่ยงโรคระบาดครั้งใหม่ ไวรัสกว่า 8 แสนชนิดอาจข้ามสู่มนุษย์

รายงานสมุดปกขาวฉบับล่าสุดจากภาคีพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านความเสี่ยงด้านสุขภาพในการค้าสัตว์ป่า (International Alliance against Health Risks in Wildlife Trade) ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงต่อประชาคมโลกเกี่ยวกับความเสี่ยงของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Diseases) ที่มีต้นตอมาจากการค้าและตลาดสัตว์ป่ามีชีวิต โดยระบุว่า ยุทธศาสตร์ระดับโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการ "รอรับมือเมื่อเกิดโรค" ไปสู่ "การป้องกันที่ต้นกำเนิด" เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายทางเศรษฐกิจและชีวิตมหาศาลดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

รายงานระบุว่า "สุขภาพหนึ่งเดียว" (One Health) ซึ่งเป็นความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม กำลังถูกคุกคามจากการปฏิสัมพันธ์ที่ผิดธรรมชาติระหว่างผู้คน สัตว์ป่า และเชื้อโรคในระบบการค้าสัตว์ป่า ทั้งในรูปแบบที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักประกอบด้วยปัจจัยทางชีววิทยา นิเวศวิทยา และการกำกับดูแลที่ยังขาดประสิทธิภาพในระดับสากล

ธุรกิจค้าสัตว์ป่า จุดเสี่ยงโรคระบาดครั้งใหม่ ไวรัสกว่า 8 แสนชนิดอาจข้ามสู่มนุษย์

สถิติความเสี่ยง ระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในการค้าสัตว์ป่า

จากรายงานพบว่า เกือบ 75% ของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในมนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ และส่วนใหญ่มาจากสัตว์ป่า ประวัติศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คนที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะไวรัสโคโรนาที่พบการระบาดใหญ่ถึง 6 ครั้งในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา

ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกป่าทั่วโลก มีไวรัสที่ยังไม่ถูกค้นพบซ่อนอยู่ถึง 700,000 ถึง 1.7 ล้านชนิด ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 540,000 ถึง 850,000 ชนิด มีศักยภาพในการติดเชื้อสู่มนุษย์ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเชื้อ SARS-CoV-2 ซึ่งปัจจุบันพบรายงานการติดเชื้อในสัตว์อย่างน้อย 35 ชนิดภายใต้สภาวะธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการข้ามสายพันธุ์ที่น่ากังวล

การค้าสัตว์ป่าไม่ใช่ธุรกิจขนาดเล็ก ข้อมูลจากสำนักเลขาธิการ CITES ในปี 2022 ระบุว่า รายได้จากการค้าสัตว์และพืชป่าที่ถูกกฎหมายมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 2.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีสัตว์มีกระดูกสันหลังบนบกกว่า 7,600 ชนิด หรือเกือบ 1 ใน 4 ของชนิดพันธุ์ที่ได้รับการจำแนกแล้ว ถูกนำเข้าสู่ระบบการค้า สิ่งที่น่ากังวลคือ ปริมาณการค้าที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความหลากหลายของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่ตรวจพบในสัตว์เหล่านั้น

"ตลาดและโซ่อุปทาน" แหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากตัวสัตว์ป่าเอง แต่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่จัดการสัตว์เหล่านั้น เมื่อสัตว์ป่าถูกจับจากธรรมชาติและเข้าสู่โซ่อุปทาน พวกมันต้องเผชิญกับสภาวะที่เอื้อต่อการแพร่กระจายและกลายพันธุ์ของเชื้อโรค ดังนี้

  • ความเครียดทางชีวภาพและภูมิคุ้มกัน: การจับ การกักขัง และการขนส่งเป็นระยะเวลานานทำให้สัตว์เกิดความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกัน สัตว์ที่เครียดจะมีความไวต่อการติดเชื้อมากขึ้น และมีการขับถ่ายเชื้อโรค (Pathogen shedding) ออกมาในปริมาณที่สูงขึ้นผ่านทางเลือด อุจจาระ และปัสสาวะ
  • การผสมปนเปของสายพันธุ์: ในตลาดสัตว์ป่ามีชีวิต สัตว์หลายชนิดที่ไม่เคยอยู่ร่วมกันในธรรมชาติจะถูกนำมาไว้ในพื้นที่จำกัดและแออัด สภาวะนี้เป็นโอกาสทองให้เชื้อโรคเกิดการแลกเปลี่ยนพันธุกรรม และปรับตัวเข้ากับเจ้าบ้านชนิดใหม่ได้ง่ายขึ้น
  • สุขอนามัยที่ย่ำแย่: ตลาดสัตว์ป่ามักตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชนเมืองที่มีประชากรหนาแน่น การฆ่าสัตว์ในตลาดโดยขาดมาตรฐานสุขอนามัยทำให้มนุษย์สัมผัสกับเลือดและสารคัดหลั่งโดยตรง ซึ่งเป็นช่องทางหลักของการข้ามสายพันธุ์ของเชื้อโรค เช่น กรณีของ HIV-1 ที่เชื่อว่าเริ่มจากการสัมผัสเลือดลิงระหว่างกระบวนการชำแหละ

ต้นทุนที่แพงลิบลิ่ว บทเรียนจากโควิด-19

ความเสียหายจากโรคระบาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความล่มสลายทางเศรษฐกิจ รายงานระบุว่าโควิด-19 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตส่วนเกิน (Excess deaths) ทั่วโลกสูงถึง 14.8 - 14.9 ล้านคนในช่วงปี 2020-2021 ซึ่งมากกว่าตัวเลขที่รายงานอย่างเป็นทางการถึง 2.7 เท่า นอกจากนี้ ผู้ป่วยอย่างน้อย 65 ล้านคนยังต้องเผชิญกับภาวะ Long COVID ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะและประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตในระยะยาว

ในเชิงเศรษฐกิจ โควิด-19 ทำให้ GDP โลกหดตัวลงประมาณ 3.0 - 3.4% ในปี 2020 ซึ่งเป็นการชะลอตัวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เฉพาะในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว ความสูญเสียทางเศรษฐกิจสะสมถึงสิ้นปี 2023 คาดว่าสูงถึง 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ยุทธศาสตร์ "การป้องกันที่ต้นเหตุ" จึงมีความคุ้มค่ามากกว่าในเชิงงบประมาณ มีการคาดการณ์ว่าการปรับปรุงระบบเฝ้าระวัง การลดการทำลายป่า และการจัดการการค้าสัตว์ป่าที่มีประสิทธิภาพจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 1 ใน 20 ของมูลค่าความสูญเสียจากชีวิตมนุษย์ที่ต้องเสียไปในแต่ละปีจากโรคระบาด

ความท้าทายของ "สัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ"

อีกหนึ่งภาคส่วนที่รายงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การค้าสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ (Exotic Pets) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ธุรกิจนี้ขับเคลื่อนด้วยความต้องการสัตว์หายากและแปลกใหม่ ซึ่งนำไปสู่การสร้างโซ่อุปทานที่ยาวและซับซ้อนข้ามพรมแดน

ความเสี่ยงของสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษอยู่ที่การที่พวกมันถูกนำไปเลี้ยงในบ้านใกล้ชิดกับผู้คน รายงานยกตัวอย่างกรณีการเสียชีวิตจากโรคสมองอักเสบในเยอรมนีที่เชื่อมโยงกับไวรัส Bornavirus ชนิดใหม่ ซึ่งมีต้นตอมาจากการเลี้ยงและเพาะพันธุ์กระรอกต่างถิ่น นอกจากนี้ ผลการตรวจคัดกรองสัตว์เลื้อยคลานในร้านขายสัตว์เลี้ยงและบ้านเรือนในโรมาเนียพบว่า 43.28% เป็นพาหะของเชื้อ (Salmonella spp.) และส่วนใหญ่ดื้อยาปฏิชีวนะหลายชนิด

ปัญหาสำคัญคือระบบการตรวจสอบสุขภาพสัตว์ในธุรกิจนี้ยังคงมีช่องว่างมหาศาล แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหราชอาณาจักรหรือสหรัฐอเมริกา ก็ยังไม่มีระบบคัดกรองเชื้อโรคที่เป็นระบบสำหรับสัตว์นำเข้าบางประเภท ทำให้สัตว์ที่มีสถานะสุขภาพไม่แน่ชัดสามารถเข้าสู่ครัวเรือนได้

ช่องว่างทางกฎหมายและการบังคับใช้

แม้จะมีอนุสัญญาอย่าง CITES แต่หน้าที่หลักของ CITES คือการดูแลไม่ให้การค้าสัตว์ป่าคุกคามการอยู่รอดของชนิดพันธุ์ ไม่ใช่การป้องกันโรคระบาด รายงานชี้ให้เห็นว่าระบบกฎหมายปัจจุบันมีการแยกส่วนอย่างมาก โดยหน่วยงานด้านสัตว์ป่า สาธารณสุข เกษตร และศุลกากร มักทำงานแยกจากกันและมีอำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนหรือขาดช่วง

นอกจากนี้ การกำจัดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายยังเป็นเรื่องยาก ด้วยเหตุผลดังนี้

  • การค้าออนไลน์: แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางหลักของการค้าสัตว์ป่า ซึ่งยากต่อการติดตามแหล่งที่มาและสถานะสุขภาพ
  • การทุจริต: มีรายงานว่าการคอร์รัปชันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อมและทำให้การตรวจสอบสุขภาพสัตว์ถูกละเลย
  • นิยามที่คลุมเครือ: กฎหมายในหลายประเทศมีการแยกแยะระหว่าง "สัตว์ป่า" "ปศุสัตว์" และ "สัตว์เลี้ยง" ในแบบที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางชีวภาพ ทำให้เกิดช่องว่างในการควบคุมเชื้อโรค

ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ผลกระทบจะตกอยู่กับทุกภาคส่วน ดังนี้

  • ภาคสาธารณสุขและประชาชน: ต้องแบกรับความเสี่ยงจากโรคระบาดใหม่และความสูญเสียด้านชีวิต
  • ภาครัฐ: ต้องเผชิญกับภาระทางการคลังมหาศาลจากการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการระบาด
  • ภาคธุรกิจ: โดยเฉพาะการขนส่ง การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม จะถูกตัดขาดจากห่วงโซ่อุปทานโลกหากเกิดการระบาดใหญ่
  • สัตว์และระบบนิเวศ: การค้าสัตว์ป่าไม่เพียงแต่ทำให้เกิดโรคในคน แต่ยังทำให้เกิดโรคระบาดในสัตว์ป่าและสัตว์ปีก ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายทางชีวภาพ

มุ่งหน้าสู่ยุทธศาสตร์ "สุขภาพหนึ่งเดียว"

รายงานสรุปว่า แนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือการใช้แนวทาง "One Health" ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ

  • การลดความต้องการ: ควรเน้นไปที่การลดความต้องการใช้สัตว์ป่าเพื่อความบันเทิง สถานะทางสังคม หรือสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการค้าเชิงพาณิชย์
  • การป้องกันที่ต้นเหตุ: การจำกัดหรือสั่งห้ามเส้นทางการค้าที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงการปรับปรุงมาตรฐานสุขอนามัยและการกักตัวสัตว์อย่างเข้มงวด
  • ความเท่าเทียม: มาตรการป้องกันต้องคำนึงถึงชุมชนที่พึ่งพาสัตว์ป่าเพื่อการดำรงชีพจริง ๆ แต่ต้องไม่ถูกนำมาใช้บังคับเป็นข้ออ้างในการฟอกตัวให้กับการค้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยง
  • กฎหมายที่ผูกพัน: เปลี่ยนจากการใช้แนวทางปฏิบัติแบบสมัครใจ มาเป็นการสร้างพันธกรณีทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้จริง