“หุ้นไทย” ยังคงเผชิญแรงขาย แม้ผ่านเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ “เฟทโก้” ชี้ปัจจัยนอกกดดัน-หุ้นใหญ่ถ่วงดัชนี ยันพื้นฐาน บจ.ไทย แข็งแกร่ง-เศรษฐกิจฟื้นตัว ลุ้นดัชนีแตะ 1,600 จุด “บล.บัวหลวง” มองหุ้นไทยโดน “เดลต้า” กดตลาด มองปรับฐานระยะสั้น แนะโซน 1,470-1,500 จุด เป็นฐานสะสม ชูหุ้นเด่นรับประโยชน์น้ำมันขาลงและบริโภคในประเทศ
KEY POINTS
- ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,500 จุด โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและปัญหาเฉพาะตัวของหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป)
- สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ชี้ว่าหุ้นกลุ่มบิ๊กแคป โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน ได้รับผลกระทบจากข่าวลบ, ประเด็นเทคโนโลยี AI และความกังวลต่อนโยบายพลังงานในประเทศ
- นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิกว่า 1.8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด
- แม้ดัชนีจะถูกกดดัน แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการปรับฐานระยะสั้น เนื่องจากภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังดีและเศรษฐกิจไทยมีทิศทางฟื้นตัว
หากประเมินภาพรวม “ตลาดหุ้นไทย” ทิศทางยังถูก “กดดัน” ต่อเนื่อง จากปัจจัยภายนอกประเทศและแรงกดดันเฉพาะตัวของ “หุ้นกลุ่มบิ๊กแคป” สะท้อนผ่าน 5 วันทำการ (30 ต.ค.-5 พ.ย.2569) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลง โดยหลุดระดับ 1,500 จุด สะท้อนความเคลื่อนไหววานนี้ (5 พ.ย.) “หุ้นไทย” ปิดตลาด 1,497.99 จุด ร่วง 4.10 จุด หรือลดลง 0.27% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 86,950.24 ล้านบาท แม้ผ่านการเลือกตั้งสหรัฐกลางเทมอสหรัฐไปแล้ว แต่หุ้นไทยยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องวานนี้ “นักลงทุนต่างชาติ” ขายสุทธิ 1,870.56 ล้านบาท
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” ท่ามกลางภาวะการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุหลักมาจากปัจจัยต่างประเทศ ผนวกกับแรงกดดันเฉพาะตัวของ “หุ้นขนาดใหญ่” ที่มีน้ำหนักต่อการคำนวณดัชนีค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มบิ๊กแคปหลายตัวต้องเผชิญกับข่าวลบเฉพาะองค์กร ประเด็นด้านเทคโนโลยี AI รวมถึงความกังวลจากนโยบายด้านพลังงานภายในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าและผลประกอบการของหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และน้ำมัน จึงกลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ภาพรวมดัชนี (SET Index) ปรับตัวลงตามไปด้วย
“แม้มุมมองภาพรวมดัชนีจะถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นบิ๊กแคปบางตัว แต่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยรวมยังคงเหมือนเดิมไม่ได้ถดถอยลง โดยหุ้นกลุ่มอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องยังสร้างผลงานได้ดี เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ที่ผลประกอบการออกมาอยู่ในเกณฑ์ดี”
ขณะที่ ทิศทางเศรษฐกิจไทยมีพัฒนาการเชิงบวกและค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยขึ้นจากระดับ 2.1% มาอยู่ที่ระดับ 2.3-2.4% ซึ่งถือเป็นสัญญาณยืนยันการฟื้นตัวที่ชัดเจน
สำหรับ โอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะฟื้นตัวกลับขึ้นไปแตะระดับ 1,600 จุดนั้น จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยหนุนร่วมกันทั้งจากภายในและต่างประเทศ เนื่องจากหากตลาดหุ้นต่างประเทศยังปรับตัวลดลง ตลาดหุ้นไทยก็ยากที่จะปรับตัวขึ้นได้เพียงลำพัง
ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า แรงกดดันหลักในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ที่หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA เพียงตัวเดียว ซึ่งส่งผลลบต่อดัชนีราว 8 จุด ขณะที่ภาพรวมตลาดติดลบกว่า 9 จุด
นอกจากนี้ แนวโน้มการลงทุนใที่นดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีความเสี่ยงชะลอตัวลงหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้จำหน่าย เซมิคอนดักส์เตอร์ ที่ใช้งานใน Data Center เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม บล.บัวหลวง มองการปรับฐานครั้งนี้เป็นเพียง “การปรับฐานช่วงสั้นและลงแบบกระจุกตัว” โดยประเมินกรอบแนวรับที่โซน 1,470-1,500 จุด ซึ่งคาดว่าเป็นระดับที่น่าจะเริ่มเห็นการสร้างฐานและเคลื่อนไหวออกข้างได้
พร้อมกันนี้ แนะนำว่า ในภาวะเช่นนี้ นักลงทุนควรปรับกลยุทธ์ด้วยการหมุนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และกลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Play) ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม (ICHI, OSP, CBG ) กลุ่มบริโภคในประเทศ (CPALL, CPN ) กลุ่มโรงไฟฟ้า (SPP) ผู้ได้รับประโยชน์จากต้นทุนก๊าซที่ลดลง เช่น GPSC, BGRIM
ทางด้านแนวโน้มตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ นายพิริยพล กล่าวว่า แม้จะมีแรงกดดันระยะสั้น แต่มุมมองด้านกำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ยังคงมีทิศทางที่ดี โดยในเดือนต.ค.ที่ผ่านมามีการปรับประมาณการกำไรขึ้น 1.3% ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีมีการปรับขึ้นรวม 18% แล้ว ทำให้ระดับ Valuation ของ SET Index ในปัจจุบันอยู่ในโซนที่น่าสนใจ โดยมี Forward PER อยู่ที่ระดับประมาณ 13 เท่า
ปัจจัยหนุนสำคัญในระยะถัดไป ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ลดลงซึ่งจะช่วยหนุนกลุ่มบริโภคภายในประเทศและกลุ่มที่มีต้นทุนอิงกับน้ำมัน ความคืบหน้าด้านกฎหมาย Data Center ในประเทศไทยที่จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า รวมถึงคาดว่าจะเห็นเม็ดเงินลงทุน (Flow) จากต่างประเทศไหลเข้าเพิ่มเติม
ทั้งนี้ บล.บัวหลวง ยังคงมุมมองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปลายปีนี้ไว้ที่ 1,600 จุด โดยมองว่าการที่อำนาจของโดนัลด์ ทรัมป์ อาจมีข้อจำกัดมากขึ้น จะทำให้ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายภาษีหรือมาตรการระหว่างประเทศที่กดดันภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อแนวโน้มฟันด์โฟลว์ต่างชาติ
นอกจากนี้ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน การที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจะส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกสุทธิของประเทศปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย





