วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดรีบาวด์ 11 จุด โบรกเกอร์ชี้ตลาดคลายกังวลเลือกตั้งสหรัฐ จับตางบ Q3

ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 11.08 จุด ฟื้นตัวหลังคลายกังวลผลเลือกตั้งสหรัฐ ด้านโบรกเกอร์ มองตลาดกลับมาโฟกัสปัจจัยพื้นฐาน จับตาผลประกอบการไตรมาส 3/69 ชี้ทิศทางหุ้นรายตัว

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 11.08 จุด ที่ระดับ 1,502.09 จุด โดยดัชนีผันผวนหนักในช่วงเช้าจากความกังวลผลการเลือกตั้งสหรัฐ ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นมาปิดบวกได้ในช่วงบ่าย
  • นักลงทุนคลายความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองสหรัฐ หลังจากประเมินว่าความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการเมืองอาจไม่รุนแรง และพรรคเดโมแครตมีข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายเนื่องจากอำนาจการยับยั้งของประธานาธิบดี
  • โบรกเกอร์ประเมินว่าเมื่อความกังวลจากปัจจัยภายนอกลดลง ตลาดจะกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาส 3/69 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาหุ้นรายตัว

“ตลาดหุ้นไทยวันนี้” (4 พ.ย.2569) ปิดตลาด ที่ 1,502.09 จุด บวก 11.08 จุด หรือ 0.74% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,504.05 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,470.06 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 76,971.32 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. DELTA ราคาปิด 195.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 1.56% มูลค่าการซื้อขาย 6,626.30 ล้านบาท

2. ADVANC ราคาปิด 338.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 0.59% มูลค่าการซื้อขาย 4,221.49 ล้านบาท

3. PTT ราคาปิด 40.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.23% มูลค่าการซื้อขาย 3,831.38 ล้านบาท

4. PTTEP ราคาปิด 150.00 บาท ลดลง 3.00 บาท หรือ 1.96% มูลค่าการซื้อขาย 3,299.23 ล้านบาท

5. KCE ราคาปิด 70.25 บาท เพิ่มขึ้น 3.75 บาท หรือ 5.64% มูลค่าการซื้อขาย 3,290.83 ล้านบาท

หุ้นไทยปิดรีบาวด์ 11 จุด โบรกเกอร์ชี้ตลาดคลายกังวลเลือกตั้งสหรัฐ จับตางบ Q3

ณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาเคลื่อนไหวผันผวน โดยในช่วงเช้าดัชนีปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน จากแรงกดดันของความกังวลเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่พรรคเดโมแครตจะสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการกำกับดูแลภาคธุรกิจของสหรัฐ ในระยะข้างหน้า
 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่ายบรรยากาศการลงทุนเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยสามารถพลิกกลับมารีบาวด์ได้ หลังจากนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองสหรัฐ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากท่าทีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงยอมรับผลการเลือกตั้ง ทำให้ตลาดประเมินว่า ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการเมืองอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่กังวลในช่วงแรก

นอกจากนี้ สถานการณ์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีสัญญาณผ่อนคลายลง หลังยังไม่มีแนวคิดหรือสัญญาณชี้ว่าสหรัฐ จะดำเนินการโจมตีอิหร่านในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลก และทำให้นักลงทุนกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ตลาดเริ่มประเมินข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายของพรรคเดโมแครต แม้จะสามารถครองเสียงข้างมากในสภาได้ แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญยังไม่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย เนื่องจากการคานอำนาจการใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ของประธานาธิบดี จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาถึง 2 ใน 3 ซึ่งจำนวนเสียงของพรรคเดโมแครตยังไม่มากเพียงพอที่จะดำเนินการได้ด้วยตนเอง

"ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักความกังวลต่อผลกระทบจากการเลือกตั้งสหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเช้า และเป็นแรงหนุนให้ตลาดหุ้นกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงบ่าย"

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น ประเมินว่า ตลาดยังมีโอกาสเผชิญความผันผวนต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างๆ อาจต้องปรับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้งสหรัฐ และการประเมินความเสี่ยงของตลาดโลก ซึ่งกระบวนการปรับพอร์ตดังกล่าวอาจทำให้เกิดแรงซื้อขายในสินทรัพย์ต่างๆ และส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อความกังวลจากปัจจัยการเมืองสหรัฐ เริ่มลดระดับลง ตลาดมีแนวโน้มกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น โดยเฉพาะการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาหุ้นรายตัว

ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นที่มีแนวโน้มรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาเติบโตดี หรือมีผลประกอบการโดดเด่นกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุน และมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาได้เร็วกว่าตลาดโดยรวม หลังแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกเริ่มคลี่คลายลง

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ ทั้งจากประเทศไทย และสหรัฐ โดยในประเทศต้องจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันศุกร์ เพื่อประเมินแนวโน้มค่าครองชีพ และทิศทางเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่สหรัฐ ต้องติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) และอัตราการว่างงาน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่เฟดใช้ประกอบการพิจารณาทิศทางนโยบายการเงิน

ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ว่าการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ จะเพิ่มขึ้นประมาณ 65,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4.2% โดยตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป

ณัฐพล ระบุว่า หากตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐ ออกมาชะลอตัวหรือแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อาจทำให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงหรือเข้าสู่ช่วงพักฐาน เนื่องจากตลาดอาจมองว่าธนาคารกลางสหรัฐมีโอกาสดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงิน และเป็นปัจจัยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยง ให้มีโอกาสฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้

ดังนั้น แม้ตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนจากการปรับพอร์ตลงทุนตามสถานการณ์การเมืองสหรัฐ แต่ในระยะถัดไปทิศทางตลาดจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐ ซึ่งจะเป็นตัวแปรที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์