วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดทรุด 16.19 จุด หลุด 1,500 จุด กังวลเดโมแครตคว้าชัยเลือกตั้งสหรัฐ คุมเข้ม AI ซ้ำแรงขายพลังงาน

ตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 16.19 จุด มาอยู่ที่ 1,491.01 จุด หลุดแนวรับจิตวิทยา 1,500 จุด โบรกชี้รับแรงกดดันจากความกังวลผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หากพรรคเดโมแครตคว้าชัย อาจเพิ่มมาตรการคุมเข้มการพัฒนา AI กระทบหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA ขณะที่หุ้นพลังงานและปิโตรเคมีถูกเทขายทำกำไร นำโดย PTTEP ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลง

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดที่ 1,491.01 จุด ร่วงลง 16.19 จุด ซึ่งต่ำกว่าแนวรับทางจิตวิทยาที่สำคัญ 1,500 จุด
  • ปัจจัยกดดันมาจากความกังวลว่าหากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ อาจออกมาตรการกำกับดูแลและควบคุมการพัฒนา AI ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น DELTA
  • หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเผชิญแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะ PTTEP ที่ปรับตัวลงแรงตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่อ่อนตัวลง

“ตลาดหุ้นไทยวันนี้” (3 พ.ย.2569) ปิดตลาด ที่ 1,491.01 จุด ร่วง 16.19 จุด หรือ 1.07% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,507.40 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,489.36 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 63,471.40 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. DELTA ราคาปิด 192.00 บาท ลดลง 7.50 บาท หรือ 3.76% มูลค่าการซื้อขาย 6,308.88 ล้านบาท

2. PTT ราคาปิด 40.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.22% มูลค่าการซื้อขาย 4,317.34 ล้านบาท

3. PTTEP ราคาปิด 153.00 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 3.16% มูลค่าการซื้อขาย 2,760.71 ล้านบาท

4. KBANK ราคาปิด 243.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.41% มูลค่าการซื้อขาย 2,702.13 ล้านบาท

5. ADVANC ราคาปิด 340.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 0.89% มูลค่าการซื้อขาย 2,473.27 ล้านบาท
 

หุ้นไทยปิดทรุด 16.19 จุด หลุด 1,500 จุด กังวลเดโมแครตคว้าชัยเลือกตั้งสหรัฐ คุมเข้ม AI ซ้ำแรงขายพลังงาน

ภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงเช้า แม้ระหว่างวันจะมีจังหวะฟื้นตัวขึ้นมาประมาณ 10 จุด แต่ดัชนียังแกว่งตัวบริเวณ 1,500 จุด ซึ่งเป็นแนวรับทางจิตวิทยาที่สำคัญ โดยดัชนีไม่สามารถประคองตัวเหนือระดับดังกล่าวได้ในการซื้อขายวันถัดไป ประเมินว่ามีโอกาสปรับตัวลงไปทดสอบแนวรับถัดไปบริเวณ 1,450 จุด

สำหรับแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยมาจากทั้งปัจจัยลบภายนอกและการหมุนเวียนเงินลงทุน โดยกลุ่มที่ปรับตัวลงชัดเจน ได้แก่ หุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA HANA และ KCE ซึ่งได้รับผลกระทบจาก Sentiment เชิงลบของหุ้นเทคโนโลยีและ AI ในตลาดโลก ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการ รวมถึงประเด็นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Election) ซึ่งหากพรรคเดโมแครตมีอำนาจทางการเมืองเพิ่มขึ้น อาจผลักดันมาตรการกำกับดูแลและควบคุมการพัฒนา AI มากขึ้น ทำให้เกิดความกังวลต่อทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และส่งผลกระทบต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องในตลาดโลก รวมถึงตลาดไต้หวัน

ขณะเดียวกัน กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงกลั่น เริ่มเผชิญแรงขายทำกำไรหลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ที่ปรับตัวลงแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่อ่อนตัวลง

ภูวดล กล่าวว่า ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน นักลงทุนเริ่มทยอยลดน้ำหนักหุ้นกลุ่ม Global Play และหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่มีความปลอดภัยสูงกว่า หรือ Defensive รวมถึงหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำ เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตและใช้เป็นจุดพักเงินในระยะสั้น โดยเริ่มเห็นกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่กลุ่มสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ ADVANC ที่มีผลประกอบการอยู่ในระดับดี ประกอบกับเมื่อผ่านช่วงการประกาศงบการเงินไปแล้ว ความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการจะทยอยลดลง ทำให้กลุ่มนี้มีความน่าสนใจในฐานะหุ้นพักเงิน

นอกจากนี้ ยังมีหุ้นกลุ่มการแพทย์และโรงพยาบาล ซึ่งมีลักษณะเป็นหุ้น Defensive และมีค่า Beta ต่ำ ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน รวมถึงกลุ่มพาณิชย์ที่เริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาบ้าง โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม CP ซึ่งราคาปรับตัวลงมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

"กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังต่อหุ้นกลุ่ม Global Play โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่อิงกับ Sentiment ของอุตสาหกรรม AI ในต่างประเทศ รวมถึงหุ้นพลังงานที่มีความผันผวนตามทิศทางราคาน้ำมัน ขณะที่ควรเน้นตั้งรับและเลือกพักเงินในหุ้นกลุ่ม Defensive และ Low Beta ได้แก่ กลุ่ม ICT การแพทย์และโรงพยาบาล รวมถึงพาณิชย์ เพื่อบริหารความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังมีความไม่แน่นอน และรอติดตามทิศทางดัชนีบริเวณแนวรับสำคัญ 1,500 จุด"