วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยเจอแรงขายหนัก Valuation ต่ำสุดรอบ 10 ปี จับตา เลือกตั้งสหรัฐฯ พลิกทิศเงินทุน

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายหนัก ดัชนีร่วง 5% ใน 5 วันทำการ กด Valuation ลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่ InnovestX มองเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี พร้อมจับตาผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ หากเกิดรัฐบาลแบ่งแยก อาจหนุน Bond Yield ชะลอตัว เปิดทาง Fund Flow ไหลกลับตลาดหุ้นไทย

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 5% ในช่วง 5 วันทำการ จากแรงกดดันด้านนโยบายพลังงานในประเทศและแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก
  • การปรับฐานทำให้มูลค่า (Valuation) ของตลาดหุ้นไทยลดลงมาอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยมี Forward P/E ที่ 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับ -1SD เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี
  • นักลงทุนกำลังจับตาผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทาง Bond Yield และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow)
  • InnovestX ประเมินว่าหากผลเลือกตั้งสหรัฐฯ นำไปสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งแยก (Divided Government) อาจทำให้ Bond Yield ปรับลดลง และเปิดทางให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย

ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายต่อเนื่อง ปรับตัวลดลง 5% ในช่วง 5 วันทำการ แตะระดับ 1,507 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายพลังงานในประเทศและแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การปรับฐานดังกล่าวทำให้มูลค่าหุ้นไทยลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทาง Bond Yield และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย 

ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล, IAA นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา ดัชนี SET ปรับตัวลดลงจากระดับ 1,586.61 จุด มาอยู่ที่ 1,507.20 จุด ลดลง 79.41 จุด หรือ 5%

ทั้งนี้ แรงกดดันในประเทศมาจากแรงขายหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น หลังภาครัฐปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ทำให้นักลงทุนกังวลความเสี่ยงด้านนโยบาย (Policy Risk) รวมถึงผลกระทบต่ออัตรากำไรและแนวโน้มผลประกอบการในระยะยาว ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศได้รับแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกที่เผชิญคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อย่างไรก็ตาม การปรับฐานรอบนี้ส่งผลให้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย Forward P/E อยู่ที่ประมาณ 14 เท่า หรือระดับ -1SD เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 16 เท่า ซึ่งในอดีตระดับดังกล่าวมักเป็นแนวรับสำคัญของดัชนี และช่วยเพิ่มส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ให้กับการลงทุน

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Election) ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ตลาดทุนโลก และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย โดย InnovestX มองว่า หากผลการเลือกตั้งนำไปสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งแยก (Divided Government) หรือ Gridlock อาจช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการใช้นโยบายการคลังเชิงรุก และเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดสินทรัพย์เสี่ยง

ข้อมูลสถิติจาก Bloomberg พบว่า ดัชนี S&P 500 มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกหลังการเลือกตั้งกลางเทอม โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยวันแรกหลังการเลือกตั้ง 0.1% เพิ่มขึ้นเป็น 1.4% ในช่วง 1 เดือน และ 5.2% ในช่วง 3 เดือน ขณะที่กรณีเกิดรัฐบาลแบ่งแยก ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 3 เดือนสูงถึง 6.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวม

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย InnovestX ประเมินว่า กลไกหลักจะมาจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) โดยหากเกิด Gridlock ความกังวลต่อการขยายตัวทางการคลังอาจลดลง ส่งผลให้ Bond Yield ชะลอตัวหรือปรับลดลง และเปิดทางให้เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ส่วนอีกปัจจัยคือ Sentiment ด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยการแบ่งขั้วอำนาจทางการเมืองอาจเพิ่มข้อจำกัดในการผลักดันการใช้งบประมาณทางทหาร หากฝ่ายบริหารต้องการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงแรงหนุนด้าน Sentiment สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงการขยายวงความขัดแย้งจะลดลงอย่างแน่นอน

ในทางกลับกัน หากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นรัฐบาลเสียงเดียวกัน (Unified Government) ความสามารถในการผลักดันนโยบายการคลังเชิงรุกอาจเพิ่มขึ้น ซึ่งมีโอกาสกดดัน Bond Yield และหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อกระแสเงินทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่

ชี้ SET 1,470-1,500 จุด ทยอยสะสม เป้าปี 2027 ที่ 1,715 จุด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ประเมินว่า SET Index บริเวณ 1,470-1,500 จุด เป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี เนื่องจาก Valuation ปรับลดลงมาอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง ประกอบกับสถิติในอดีตชี้ว่า Forward P/E ระดับ 14 เท่า มักเป็นแนวรับสำคัญที่ตลาดสามารถสร้างฐานได้

ด้านประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (SET EPS) ปี 2026 อยู่ที่ 106 บาทต่อหุ้น หากคำนวณด้วย P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 16 เท่า จะได้เป้าหมายดัชนีที่ 1,696 จุด ขณะที่ปี 2027 คาดการณ์ SET EPS อยู่ที่ 107 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเป้าหมาย SET Index ที่ 1,715 จุด

ดังนั้น จากระดับ Valuation ที่ลดลง ประกอบกับโอกาสฟื้นตัวของตลาดในระยะกลางถึงยาว จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี โดยเน้นกลยุทธ์ Selective Buy ผ่าน 4 ธีมการลงทุน ได้แก่
เปิด 4 ธีมหุ้นเด่น รับโอกาสตลาดฟื้นตัว

1. FDI & Tech-Infra Play

หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) วัฏจักรการลงทุนภายในประเทศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี รวมถึงการปรับโครงสร้างสู่พลังงานสะอาด และความคืบหน้าการกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลธุรกิจ Data Center ได้แก่
- กลุ่มธนาคาร: BBL, KBANK, KTB
- กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: WHA, AMATA
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์: DELTA, HANA, KCE
- กลุ่มพลังงานหมุนเวียน: GULF, GPSC, GUNKUL

2. Strong Earnings & Laggard Play

เน้นหุ้นที่คาดว่ากำไรช่วงครึ่งหลังปี 2026 ถึงปี 2027 เติบโตแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) มีส่วนเผื่อความปลอดภัยสูง และฐานะการเงินแข็งแกร่ง ได้แก่ AOT, AP, BCH, BDMS, CPN, TRUE และ TU

3. Quality Dividend Play

หุ้นปันผลคุณภาพดี เพื่อเพิ่มความทนทานให้พอร์ตลงทุนในช่วงตลาดผันผวน พร้อมรับอานิสงส์จากเม็ดเงินกองทุนประหยัดภาษี TESG, RMF และ SSF รวมถึงเงินลงทุนจากสถาบันในประเทศที่มักไหลเข้าสู่ตลาดช่วงปลายปี โดยเน้นบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง จ่ายปันผลสม่ำเสมอ และมี Dividend Yield สูงกว่า 5% ได้แก่ BBL, KTB, KKP, HMPRO, AP, SCCC, PTT, FTREIT และ LHSC

4. Geopolitical & Yield Relief Play

หุ้นสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรระยะสั้น โดยคาดว่าจะได้รับประโยชน์หากผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ช่วยลดความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และทำให้ Bond Yield รวมถึงต้นทุนพลังงานปรับตัวลดลง ได้แก่
- กลุ่มสายการบิน: AAV, THAI
- กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP: GPSC, BGRIM
- กลุ่มการแพทย์: BH, BDMS
- กลุ่มท่องเที่ยว: AOT, MINT, ERW
- กลุ่มไฟแนนซ์: MTC, SAWAD, TIDLOR

ทั้งนี้ มองว่า การปรับฐานของตลาดหุ้นไทยรอบนี้ทำให้ระดับ Valuation กลับมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจ นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งปัจจัยภายในประเทศและผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทาง Bond Yield และ Fund Flow พร้อมใช้กลยุทธ์เลือกสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มกำไรสนับสนุน แทนการลงทุนตามทิศทางตลาดโดยรวม