แนสแด็กร่วงมากกว่า 1% ดาวโจนส์ลดลง 100 จุด, S&P 500 หยุดสถิติขึ้นต่อเนื่อง 3 วัน หลังหุ้น Alphabet และ Caterpillar ร่วงลงอย่างหนัก
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงกดดันในวันพฤหัสบดี (30 ต.ค. 69) จากผลประกอบการรอบใหม่ของบริษัทจดทะเบียน
ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ร่วง 1.38% ปิดที่ 26,184.72 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.3% ปิดที่ 7,720.39 จุด ยุติสถิติปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 3 วัน ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ร่วง 132.54 จุด หรือ 0.25% ปิดที่ 52,342.56 จุด
- หุ้นบริษัทแม่กูเกิลร่วงแรง
หุ้น Alphabet ร่วง 12% หลังบริษัททำผลประกอบการไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาด ทั้งกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้ว (adjusted EPS) และรายได้ นอกจากนี้ บริษัทแม่ของกูเกิลยังรายงานกระแสเงินสดอิสระติดลบ 9.07 พันล้านดอลลาร์ แต่ยังคงคาดการณ์งบลงทุนตลอดทั้งปีไว้ที่ 195,000–205,000 ล้านดอลลาร์เท่าเดิม
หุ้น Caterpillar ซึ่งเป็นสมาชิกดัชนีดาวโจนส์อีกตัว ร่วงมากกว่า 9% หนักสุดนับตั้งแต่มีนาคม 2020 แม้รายได้และกำไรไตรมาส 3 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยอดขายในธุรกิจเครื่องจักรก่อสร้างต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการเล็กน้อย
หุ้น Microsoft ก็ปิดลบเช่นกัน โดยปรับตัวย้อนลงจากช่วงแรกที่ดีดตัวขึ้น หลังธุรกิจคลาวด์โครงสร้างพื้นฐาน Azure ช่วยให้กำไรและรายได้ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ (สิ้นสุดกันยายน) ออกมาดีกว่าคาด ตามข้อมูลของ กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน LSEG สุดท้ายราคาหุ้น Microsoft ปิดลดลงเล็กน้อย
- นักลงทุนยังกังวลหุ้นกลุ่ม AI
หุ้นกลุ่ม “นีโอคลาวด์” อ่อนตัว หลัง Microsoft ประกาศงบลงทุนด้านทุน (capex) ต่ำกว่าที่บางฝ่ายคาด สะท้อนว่าพันธมิตรโครงสร้างพื้นฐานอาจใช้เวลานานขึ้นในการขยายศูนย์ข้อมูล หุ้น CoreWeave ร่วงราว 5% ขณะที่ Nebius ลดลงมากกว่า 5%
ผลประกอบการดังกล่าวออกมาท่ามกลางการจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการซื้อขายหุ้นปัญญาประดิษฐ์ AI หุ้นกลุ่มนี้ เช่น กองทุน iShares Semiconductor ETF (SOXX) และ Roundhill Memory ETF (DRAM) ถูกเทขายแรงเกือบตลอดเดือนตุลาคม ก่อนจะเริ่มฟื้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยในวันพฤหัสบดีทั้งสองกองทุนกลับมาปรับตัวลงอีกครั้ง SOXX ร่วงมากกว่า 1% และ DRAM ลดลงมากกว่า 4%
อาร์ต โฮแกน หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ B. Riley Wealth Management กล่าวว่า “ผมคิดว่าในเดือนตุลาคมและเมื่อมองไปข้างหน้าในเดือนพฤศจิกายน ภาพรวมการเทรดหุ้นเทคโนโลยีอยู่ในจุดที่มั่นคงกว่าช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน แต่ในเวลาเดียวกันนักลงทุนก็มีความเลือกสรรมากขึ้น เราอยู่ในสภาวะที่ความกังวลและมุมมองลบต่อกลุ่มเทคโนโลยีโดยรวมลดลง แต่ในรายตัว เราอาจเห็นประกาศจากบางบริษัทที่ทำให้ราคาหุ้นแกว่งแรงได้”
เมื่อวันพุธ ธนาคารกลางสหรัฐมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในช่วง 3.75%–4% ตามคาด หลังคณะกรรมการ FOMC เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในเดือนกันยายน
รอบนี้ กรรมการเฟดระบุว่าเงินเฟ้อ “ยังอยู่ในระดับสูง” แต่ก็ย้ำว่ากำลังรอ “ข้อมูลเพิ่มเติมสะสม” ก่อนตัดสินใจดำเนินมาตรการต่อไป ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นในเดือนกันยายน โดยตัวเลขรายเดือนออกมาตรงตามคาด ขณะที่ตัวเลขรายปีต่ำกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย





