ก.ล.ต.แจงปมขยายผล “คดีฟอกเงินตลาดทุน” ผ่าน 3 หุ้น “บีซีพี-วีจีไอ-เอ็มเอฟซี” ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน “เฟทโก้” ยันไร้กระทบ “ดัชนีหุ้นไทย” กองทุนต่างชาติมองเป็น “ปัจจัยบวก” ไทยจริงจังสกัดทุนเทา
KEY POINTS
- หน่วยงานรัฐร่วมมือทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่ใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งซุกซ่อนเงินผิดกฎหมาย โดยมีการยึดอายัดทรัพย์สินในหุ้น 3 บริษัท มูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านบาท
- ก.ล.ต. และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) ชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและโปร่งใส จะช่วยสกัดกั้นทุนสีเทาและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน
- การปราบปรามดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกต่อนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานกำกับดูแลเอาจริงเอาจังกับการป้องกันเงินผิดกฎหมาย
- มีข้อเสนอให้จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลการยืนยันตัวตน (Central KYC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองและป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนผิดกฎหมายใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงินในอนาคต
ปฏิบัติการร่วมมือระหว่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บก.ปอศ./CIB), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) , และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.)
ในการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ “เบน สมิธ-ยิม เลียก” ที่เป็นการนำเงินจากการกระทำความผิดฉ้อโกงนักลงทุนและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมาซุกซ่อนผ่าน “บัญชีธนาคาร” และ “กองทุนในต่างประเทศ”
ก่อนนำกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จนพบความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกสั่งยึดและอายัดสูงประวัติศาสตร์กว่า 26,000 ล้านบาท
ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับกรณีข่าวคดีจับกุมกลุ่มทุนผิดกฎหมายและการฟอกเงินที่เข้ามาลงทุนในบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) และกองทุนรวมในตลาดหุ้นไทยดังกล่าว สร้างคำถามต่อ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจไทย” และ “ตลาดทุนไทย”
ฟอกเงินผ่าน 3 หุ้น “BCP-VGI-MFC”
สะท้อนผ่านจำนวนการลงทุนใน 3 หลักทรัพย์ (หุ้น) มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท โดยหุ้นที่ถูกยึดอายัดประกอบด้วยหลักทรัพย์ของบริษัท 3 แห่ง ได้แก่
- บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP
- บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI
- บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC
การยึดอายัดเป็นการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ตรวจสอบพบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องหา ไม่ใช่การยึดหุ้นทั้งหมดของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในเบื้องต้นการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินได้แยกออกเป็น 2 สำนวน
และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง กระบวนการดังกล่าวเป็นการดำเนินการในส่วนของทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งแยกจากการดำเนินคดีอาญากับผู้ต้องหา
โดย ปปง.สามารถดำเนินการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายควบคู่ไปกับกระบวนการทางอาญาได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้คดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อน
ดังนั้น แนวทางนี้มีความสำคัญต่อการติดตามทรัพย์สินและการพิจารณาคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย เนื่องจากคดีมีผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่มและมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับธุรกรรมในต่างประเทศ การรวบรวมข้อมูลผู้เสียหายและพยานหลักฐานจึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ก่อนนำเสนอให้ศาลพิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมาย
เดินหน้าสกัด “การฟอกเงินผ่านตลาดทุน”
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ย้ำบทบาทการทำงานว่า สำนักงาน ก.ล.ต ยึดหลักพยานหลักฐานและความเป็นอิสระ
พร้อมบูรณาการร่วมมือกับตำรวจและ ปปง. เดินหน้าสกัดการฟอกเงินผ่านตลาดทุน ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรมและยึดทรัพย์ได้จริง จึงเป็นเครื่องสะท้อนความเชื่อมั่นว่า ตลาดทุนไทยมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แถลงถึงความคืบหน้าในการขยายผลคดีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยระบุชัดเจนว่า ความร่วมมือและการให้ข้อมูลเชิงลึกจากสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การขยายผลเอาผิดผู้กระทำผิดในกลุ่มเพิ่มเติมได้อีก 3 ราย ได้แก่ จอช ถัง, ณัฐกร และบุคคลอื่น ๆ
ทั้งนี้ ในส่วนของการดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว แม้กระแสข่าวทั่วไปอาจมุ่งความสนใจไปที่บุคคลระดับ “Big Name” หรือพยายามเชื่อมโยงไปยังประเด็นทางการเมือง แต่ในมุมมองของกระบวนการทำงานจริง สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เน้นย้ำถึงหลักการดำเนินงาน 3 ประการสำคัญ
1.) ยึดมั่นตามพยานหลักฐานและความเป็นอิสระ ซึ่งการทำงานของสำนักงาน ก.ล.ต. ดำเนินไปตามกรอบพยานหลักฐานข้อเท็จจริง โดยไม่มีการละเว้น หรือกลั่นแกล้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมรักษาความเป็นอิสระในการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด
2.) กระบวนการทำงานใช้แนวทางเร่งรัดคดีที่แล้วเสร็จให้เข้าสู่กระบวนการก่อน พร้อมบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นอย่างใกล้ชิด เช่น สำนักงาน ปปง. ในการดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สิน
และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายมีความกระชับ เห็นผลสัมฤทธิ์ในการขยายฐานความผิด และขับเคลื่อนกระบวนการทางอาญาได้อย่างรวดเร็ว
3.) ความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนและการฟอกเงิน ต่อประเด็นคำถามที่ว่า “การเข้ามาฟอกเงินผ่านตลาดทุนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใด” ทาง สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของการเอาผิดผู้กระทำผิดและการยึดทรัพย์สินคืนได้ น่าจะเป็นคำตอบที่สะท้อนความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด
“การฟอกเงินผ่านตลาดทุนไม่ใช่เรื่องง่าย ระบบรายงานที่มีประสิทธิภาพทำให้สามารถสืบค้นย้อนกลับ (Trace Back) ได้ทั้งหมด ส่วนกระบวนการที่อาจต้องใช้ระยะเวลาบ้างนั้น เป็นเพราะความจำเป็นในการ ประสานงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ เพื่อให้ข้อมูลมีความรัดกุมและถูกต้องรอบด้าน”
ดังนั้น การที่มีเงินเทาพยายามไหลเข้ามาฟอกเงินในตลาดหุ้น ไม่ได้หมายความว่าเงินเทาจะสามารถเข้ามาครอบงำตลาดหุ้นไทยได้สำเร็จ เพราะท้ายที่สุดเมื่อพบการกระทำความผิด ต้องถูกลากตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอยู่ดี
ขณะเดียวกัน นางพรอนงค์ ย้ำอีกว่า จากประสบการณ์การเดินทางไปร่วม Roadshow และหารือกับนักลงทุน รวมถึงผู้สื่อข่าวในต่างประเทศ พบว่าไม่มีนักลงทุนต่างชาติรายใดหยิบยกประเด็นคดีฟอกเงินเหล่านี้มาตั้งคำถามในเชิงลบเลย
“เมื่อ 3 วันก่อนได้ไปร่วมงาน World Bank และขึ้นเวทีสร้างความเข้าใจ โดยเน้นย้ำว่า นักลงทุนต่างชาติและต่างประเทศมองประเทศไทยในเชิงบวกอย่างมาก เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกต่างก็ต้องเผชิญกับความพยายามของมิจฉาชีพในลักษณะนี้เช่นกัน“
ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญที่สุด จึงไม่ใช่การที่ “ไม่มีคนโกงเข้ามา” แต่คือการที่ “เมื่อมีคนโกงเข้ามาแล้วหน่วยงานกำกับดูแลสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างจริงจัง เด็ดขาด และไม่เลือกปฏิบัติ”
“เฟทโก้” ย้ำฟื้นฟูเชื่อมั่น หลังหน่วยงานกำกับเอาจริง
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การปราบปรามและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายทุนสีเทาข้ามชาติที่ใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นเครื่องมือ ที่ผ่านมาดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและถือเป็นความคืบหน้าสำคัญที่สร้างความชัดเจนให้แก่ระบบการเงิน
แม้กระบวนการสืบสวนข้ามชาติจะมีความซับซ้อน และต้องใช้เวลาในการค้นหาเจ้าของเงินที่แท้จริง แต่ผลลัพธ์ดังกล่าว มองว่ากลับเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยฟื้นฟู “ความเชื่อมั่น” ของนักลงทุน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยและหน่วยงานกำกับดูแลเอาจริงกับการป้องกันเงินผิดกฎหมาย
อีกทั้ง การดำเนินคดีและการอายัดทรัพย์สินรอบล่าสุดไม่ได้ส่งผลกระทบกดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และผู้ให้บริการไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับทราบที่มาของเงินทุนผิดกฎหมาย ณ ขณะที่มาเปิดบัญชี อีกทั้งมองว่า การกวาดล้างครั้งนี้ยังช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำในอนาคต
ในส่วนของนักลงทุนต่างชาติ เห็นว่าน่าจะมองการเอาจริงเอาจังของไทยในแง่ “เชิงบวก” โดยกองทุนต่างชาติต่างชาติส่วนใหญ่ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ข้ามชาติ (Offshore Brokers) ซึ่งโบรกเกอร์ต่างชาติเหล่านี้มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบและยืนยันตัวตน (Verify) ของกองทุนลูกค้าก่อนเข้าสู่ระบบอยู่แล้ว
เนื่องจากเครือข่ายทุนสีเทา มีลักษณะข้ามชาติทำให้การตรวจสอบต้องก้าวข้ามข้อจำกัดด้านอาณาเขต อย่างไรก็ดี สำนักงาน ก.ล.ต. ของไทยได้ประสานความร่วมมือกับ ก.ล.ต. สิงคโปร์
จนสามารถสืบสาวและเชื่อมโยงข้อมูลข้ามแดนได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะด่านแรกของการทำธุรกรรมโอนเงินได้ยกระดับความเข้มงวดในการคัดกรองอย่างเต็มที่
ดันศูนย์กลาง “Central KYC”
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนเทาใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน ยังมีข้อเสนอเชิงโครงสร้างว่าให้จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลการยืนยันตัวตน (Central KYC) เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนในปัจจุบัน ซึ่งนักลงทุนหนึ่งรายที่เปิดบัญชีกับ 10 โบรกเกอร์ และ 10 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต้องทำ KYC ซ้ำถึง 20 ครั้ง
หากมีศูนย์กลางข้อมูลที่ตรวจสอบและยืนยันเพียงครั้งเดียว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลา และเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองทุนสีเทาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต
เพื่อสนับสนุนการป้องกันที่ยั่งยืน การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการตามแนวทาง “Connect the Dots” จะช่วยให้เห็นภาพรวมของธุรกรรมและตรวจจับความผิดปกติได้แม่นยำยิ่งขึ้น
เกณฑ์ TRS จ่อปรับปรุงสู่สากล
ในส่วนความคืบหน้าเรื่องการปรับปรุงเกณฑ์ Total Return Swap (TRS) นายไพบูลย์ กล่าวว่า ฝ่ายบริหารได้รายงานข้อมูลให้รับทราบมาระยะหนึ่งแล้ว และอยู่ระหว่างการคิดค้นแนวทางปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มีกำหนดจัดประชุมร่วมกับสมาชิกโบรกเกอร์ช่วงเย็นวันที่ 28 ต.ค.2569 เพื่อหารือข้อสรุป ก่อนจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการต่อไป




