DELTA กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายพุ่ง 42.4% แตะ 75,801 ล้านบาท รับแรงหนุนความต้องการระบบจ่ายไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลและโซลูชันระบายความร้อน รองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่อง
KEY POINTS
- DELTA มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
- รายได้จากการขายสินค้าและบริการอยู่ที่ 75,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.4% จากปีก่อน
- การเติบโตของยอดขายมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากความต้องการระบบจ่ายไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลและโซลูชันระบายความร้อน ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 7,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 27.7% จากไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.62 บาท
ทั้งนี้ รายได้จากการขายสินค้าและบริการอยู่ที่ 75,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.4% จากปีก่อน และ 16.3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากความต้องการระบบจ่ายไฟสำหรับศูนย์ข้อมูลและโซลูชันระบายความร้อน ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจระบบเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 37.2% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 20,697 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังได้รับความต้องการจากหลายอุตสาหกรรม ทั้งระบบไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม อุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบการผลิตอัจฉริยะ และระบบอัตโนมัติสำหรับอาคารสีเขียว ขณะที่ธุรกิจพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างจำกัด ส่วนการย้ายฐานการผลิตกลุ่มชิ้นส่วนไปยังนิคมอุตสาหกรรมเวลล์โกรว์ยังดำเนินไปตามแผน
ด้านการผลิต DELTA เร่งเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานใหม่ 2 แห่งที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู หลังเริ่มดำเนินงานตามแผน ส่งผลให้การผลิตและส่งมอบสินค้าเพิ่มขึ้น แม้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจะทยอยคลี่คลาย แต่บริษัทยังมีคำสั่งซื้อรอส่งมอบจำนวนมาก จึงต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงมาอยู่ที่ 10.4% จาก 14.1% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แม้กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 7,851 ล้านบาท โดยมีแรงกดดันจากสัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงอาคารโรงงาน
ขณะเดียวกัน บริษัทรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 503 ล้านบาท และรายได้ค่าสิทธิ 378 ล้านบาท รวมถึงรายได้ชดเชยจากการผิดสัญญาทางการค้าและรายได้อื่น แต่มีภาระจากการตั้งประมาณการหนี้สินภาษีเพิ่มเติม 1,363 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้ขั้นต่ำทั่วโลก Pillar Two Model Rules ซึ่งริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
ขณะที่งวด 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 22,913.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17,558.56 ล้านบาท





