วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

MST โชว์กำไรไตรมาส 3/69 แตะ 118 ล้านบาท พุ่ง 85.40% รับวอลุ่มตลาด-รายได้ค่าธรรมเนียมโต

MST เผย "กำไรสุทธิ" ไตรมาส 3/69 แตะ 118.40 ล้านบาท พุ่ง 85.40% อานิสงส์วอลุ่มตลาด-รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตทะลัก

นายอารภัฏ สังขรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST รายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 118.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.75 ล้านบาท หรือคิดเป็น 85.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 64.12 ล้านบาท

โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ผลการดำเนินงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสาระสำคัญ

1. รายได้ค่านายหน้าขยายตัว 37.07% ตามปริมาณการซื้อขายในตลาด ซึ่งบริษัทฯ มีรายได้ค่านายหน้ารวม 347.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94.07 ล้านบาท (จากเดิม 253.75 ล้านบาท)

ขณะที่ ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ พุ่งขึ้น 45.53% แตะที่ 325.31 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 101.77 ล้านบาท) รับอานิสงส์จากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 71.06% จาก 45,278.88 ล้านบาท/วัน เป็น 77,454.79 ล้านบาท/วัน ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของลูกค้านักลงทุนรายย่อยและสถาบันของบริษัทฯ ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด 90.49% มาอยู่ที่ 3,718.59 ล้านบาท/วัน

ค่านายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ปรับตัวลดลง 25.51% เหลือ 22.51 ล้านบาท (ลดลง 7.71 ล้านบาท จาก 30.21 ล้านบาท)

2.รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการโตทะยานกว่า 1.2 เท่า โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการปรับเพิ่มขึ้นจาก 37.17 ล้านบาท มาอยู่ที่ 80.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.33 ล้านบาท (หรือเติบโต 1.2 เท่า) ปัจจัยหนุนหลักมาจาก ค่าธรรมเนียมจากการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน เพิ่มขึ้น 29.99 ล้านบาท , ค่าธรรมเนียมจากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้น 6.33 ล้านบาท , ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาทางการเงิน เพิ่มขึ้น 2.81 ล้านบาท , ค่าธรรมเนียมการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (SBL) เพิ่มขึ้น 1.09 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 3.10 ล้านบาท

3.รายได้ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในหมวดอื่น ๆ โดยมีรายได้ดอกเบี้ย ลดลง 20.93% อยู่ที่ 146.18 ล้านบาท (ลดลง 38.68 ล้านบาท จาก 184.86 ล้านบาท) เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (Margin Loan) ลดลง 29.84 ล้านบาท และรายได้ดอกเบี้ยจากเงินฝาก/พันธบัตรรัฐบาลลดลง 8.56 ล้านบาท

ส่วนรายได้อื่น เพิ่มขึ้น 47.58% อยู่ที่ 81.42 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 26.25 ล้านบาท) โดยเป็นผลมาจากกำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินเพิ่มขึ้น 10.37 ล้านบาท และรายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้น 15.88 ล้านบาท

4.ภาพรวมค่าใช้จ่ายและภาษีเงินได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายรวม เพิ่มขึ้น 12.25% อยู่ที่ 506.28 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 55.23 ล้านบาท จาก 451.05 ล้านบาท) สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่เพิ่มขึ้น 58.75 ล้านบาท และค่าธรรมเนียม/บริการจ่ายเพิ่มขึ้น 16.39 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยปรับลดลง 16.11 ล้านบาท และผลขาดทุนทางเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง 2.48 ล้านบาท

สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิ่มขึ้น 94.91% อยู่ที่ 30.76 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 14.98 ล้านบาท) สอดคล้องกับกำไรก่อนภาษีเงินได้ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง