วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก.ล.ต.หนุน ‘บาทสเตเบิลคอยน์’ ภารกิจพลิกโฉม ‘ตลาดทุนไทย’ สู่ยุคหลักทรัพย์ดิจิทัล

ก.ล.ต. ร่วมมือกับ ธปท. ผลักดัน "บาทสเตเบิลคอยน์" เพื่อใช้เป็นสื่อกลางชำระราคาสำหรับหลักทรัพย์ดิจิทัล ทำให้การซื้อขายและชำระราคาเกิดขึ้นได้ทันที (Atomic Swap) โดยไม่ต้องรอ T+2 ประโยชน์ของบาทสเตเบิลคอยน์คือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตลาดทุน

KEY POINTS

  • ก.ล.ต. ร่วมมือกับ ธปท. ผลักดัน "บาทสเตเบิลคอยน์" เพื่อใช้เป็นสื่อกลางชำระราคาสำหรับหลักทรัพย์ดิจิทัล ทำให้การซื้อขายและชำระราคาเกิดขึ้นได้ทันที (Atomic Swap) โดยไม่ต้องรอ T+2
  • ประโยชน์ของบาทสเตเบิลคอยน์คือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตลาดทุน เช่น เปิดให้ซื้อขายสินทรัพย์ได้ 24 ชั่วโมง, สามารถแบ่งย่อยหน่วยลงทุน (Fractionalization) ทำให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และจ่ายผลประโยชน์ตรงเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัล
  • ก.ล.ต. กำลังผลักดันร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรองรับการถือครองหลักทรัพย์แบบไร้ใบ (Scripless 100%) และให้สถานะทางกฎหมายแก่ Security Token เพื่อให้สามารถซื้อขายหรือใช้เป็นหลักประกันได้
  • ธปท. จะกำกับดูแลผู้ออกเหรียญและสินทรัพย์หนุนหลังแบบ 1:1 ขณะที่ ก.ล.ต. จะดูแลกิจกรรมในตลาด เช่น การนำเหรียญเข้าศูนย์ซื้อขาย และการกำกับดูแลตัวกลางต่างๆ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของ “ตลาดทุนไทย” กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ! เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อผลักดันการใช้งาน “Baht Stablecoin” เข้ามารองรับระบบนิเวศน์ของ หลักทรัพย์ดิจิทัล (Digital Security Ecosystem)

“จอมขวัญ คงสกุล” รองเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงทิศทางการกำกับดูแล ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับนักลงทุน และการปรับแก้กฎหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่โลกการเงินดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในการสร้าง “รากฐาน” ของ Baht Stablecoin ทั้งสองหน่วยงานได้วางกรอบการทำงานไว้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งาน

โดยธปท. กำกับดูแลฝั่ง Issuer (ผู้ออก)/Product (ผลิตภัณฑ์) โดยกำกับดูแลคุณสมบัติของผู้ออกเหรียญ ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาต , กำหนดเกณฑ์ให้มี “สินทรัพย์หนุนหลัง” (Backed Asset) แบบ 1 ต่อ 1 เช่น มีเงินฝาก 100 บาท เพื่อออกเหรียญ 100 บาท , ดูแลเกณฑ์ผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน (Wallet Provider) ตลอดจนการทำ KYC/CDD ของผู้ใช้งาน และการนำไปใช้เป็นสื่อกลางการชำระเงิน (Means of Payment) ภายในประเทศในอนาคต

ก.ล.ต.หนุน ‘บาทสเตเบิลคอยน์’ ภารกิจพลิกโฉม ‘ตลาดทุนไทย’ สู่ยุคหลักทรัพย์ดิจิทัล

ก.ล.ต.หนุน ‘บาทสเตเบิลคอยน์’ ภารกิจพลิกโฉม ‘ตลาดทุนไทย’ สู่ยุคหลักทรัพย์ดิจิทัล
ขณะที่ สำนักงาน ก.ล.ต. จะกำกับดูแลฝั่ง Activity/Market Layer (กิจกรรม) โดยกำกับดูแลการนำ Baht Stablecoin มาให้บริการในตลาด เช่น การนำเหรียญมาลิสต์บนศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange), การกำกับดูแลตัวกลาง/โบรเกอร์ และการดูแลการทำหน้าที่ของ Market Maker เพื่อให้ระบบราคาเกิดความเป็นธรรมและมีสภาพคล่อง

หากถามว่า “ทำไมตลาดทุนไทยต้องมี Baht Stablecoin” คงต้องบอกว่า ในปัจจุบันการออกโทเคน (Token) สินทรัพย์ดั้งเดิม เช่น หุ้นกู้ หรือ หน่วยลงทุน ถือเป็นเพียง “Asset”  ซึ่งหากไม่มี “Cash”  ที่เป็น Token มาจับคู่ จะไม่สามารถดึงประสิทธิภาพเทคโนโลยีออกมาได้สูงสุด

เมื่อนำ Token สินทรัพย์มาแลกเปลี่ยนกับ Baht Stablecoin ผ่าน Smart Contract เกิดประโยชน์ ทั้งการส่งมอบและชำระราคาได้ทันที (Atomic Swap หรือ ชำระราคาเรียลไทม์) โดยไม่ต้องรอระยะเวลาชำระราคา T+2 แบบเดิมอีกต่อไป อีกทั้ง ยังสามารถใส่เงื่อนไขการซื้อขายได้ล่วงหน้าอัตโนมัติใน Smart Contract เช่น จำกัดวงเงินซื้อขายต่อราย อาทิ ไม่เกิน 300,000-400,000 บาท , ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทุนก่อนเข้าซื้อ หรือกำหนดระบบการซื้อขายแบบ First-Come, First-Served

พร้อมกันนี้ สร้าง Efficiency ตลอดวงจรชีวิตหลักทรัพย์ เช่น ซอยย่อยหน่วยลงทุน (Fractionalization) หุ้นกู้ราคาแพงหลักแสนบาท สามารถนำมาซอยย่อยให้ซื้อขายได้เริ่มต้นเพียง 10 บาท และสามารถเทรดได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน (24/7) ช่วยทำลายข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิด ของตลาดหลักทรัพย์เดิม

 

 

รวมถึง จ่ายสิทธิประโยชน์ตรงเข้า Wallet ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือ Corporate Action สามารถโอนเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ถือได้โดยตรง และยังสามารถจัดการหลักประกันหากเกิดกรณีผิดนัดชำระหนี้ โดยหลักประกันที่ถูก Tokenized ไว้สามารถแตกหน่วยและเฉลี่ยคืนผู้ถือบอนด์ตามสัดส่วนได้ทันที ที่สำคัญยังเป็น Single Source of Truth โดยข้อมูลการถือครองทั้งหมดบันทึกอยู่บน Blockchain ไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบหรือค้นหานายทะเบียนกระดาษ

ขณะที่ อุปสรรคสำคัญของการทำ Digital Securities ในปัจจุบันคือ “ข้อจำกัดทางกฎหมาย”เนื่องจากกฎหมายเดิมยังเปิดช่องให้ผู้ถือหลักทรัพย์สามารถขอออกใบหลักทรัพย์ (กระดาษ) ได้ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการดิจิทัลบน Blockchain

ล่าสุด ก.ล.ต. ได้เดินหน้าผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อแก้ปัญหาสำคัญดังนี้

1.ปิดช่องโหว่เพื่อเป็น Scripless 100% จะเป็นการบังคับให้ข้อมูลการถือครองอยู่บน Blockchain ทั้งหมดโดยไม่มีการออกใบกระดาษย้อนหลัง เพื่อให้ Single Source of Truth ทำงานได้อย่างสมบูรณ์

2.ชุบชีวิตทางกฎหมายให้ Digital Assets เพื่อรองรับสถานะทางกฎหมายของ Security Token ให้สามารถ นำไปซื้อขาย แลกเปลี่ยน ค้ำประกัน จำนอง หรือจำนำ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

3.เปิดทางศูนย์ซื้อขายตลาดรอง (Secondary Exchange) การแก้ไข พ.ร.บ. หลักทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ สามารถจัดตั้งศูนย์ซื้อขาย Security Token หรือหุ้นกู้ในตลาดรองได้สะดวกขึ้น

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ย้ำเป้าหมายหลักของการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ ไม่ใช่เรื่องของ “คริปโทเคอร์เรนซี” เพื่อเก็งกำไรอย่างเดียว แต่คือการนำ Traditional Securities (สินทรัพย์ดั้งเดิม) เช่น หุ้นกู้ หน่วยลงทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ มาทำ Tokenization

ดังนั้น ประโยชน์สำคัญคือ “ขยายฐานผู้ลงทุน” (Investor Base) ให้กว้างขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อย นักลงทุนรุ่นใหม่ หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเข้าถึงตลาดทุนได้สะดวกขึ้น

“จอมขวัญ” บอกต่อว่า เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของการใช้งาน ก.ล.ต. มีแนวทางกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยี (Interoperability) เพื่อให้ระบบและ Blockchain ของผู้ให้บริการแต่ละรายสามารถเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้ ทำให้ผู้แต่งตั้ง/ผู้ออกผลิตภัณฑ์ สามารถนำสินค้าไปเสนอขายข้ามแพลตฟอร์มเพื่อขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ในด้านความเสี่ยง ธปท. และ ก.ล.ต. ได้เน้นย้ำเกณฑ์การกำกับดูแล ผู้ให้บริการ Wallet Provider ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) ขั้นสูง เพื่อป้องกันการถูกแฮก และมีระบบ KYC ที่รัดกุม

สะท้อนความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนดิจิทัลในไทย โดยธปท. อยู่ระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์ต่าง ๆ กำกับดูแล Baht Stablecoin มีพัฒนาการค่อนข้างชัดเจนขึ้น และประเมินว่าไม่น่าจะช้าแล้ว

ส่วนความคืบหน้าด้านกฎหมายของ ก.ล.ต. ล่าสุด ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้ผ่านวาระแรก และเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของสภาแล้ว ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดกฎหมายเดิม และรองรับการถือครองหลักทรัพย์แบบ Scripless 100% บน Blockchain ตลอดจนเป็นการ “ชุบชีวิตทางกฎหมาย” ให้แก่ Security Token เพื่อรองรับการนำไปซื้อขาย แลกเปลี่ยน ค้ำประกัน จำนอง หรือจำนำได้อย่างสมบูรณ์ และยังอยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ. หลักทรัพย์ เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถ “จัดตั้งศูนย์ซื้อขาย” (Exchange) ตลาดรองสำหรับ Security Token และหุ้นกู้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

สำหรับการนำมาใช้งานจริงปัจจุบันเริ่มมีการทำ Tokenization ในฝั่งสินทรัพย์และใช้งานแล้ว เช่น โครงการหน่วยลงทุน Money Market Fund (MMS) โดย ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเตรียมกำหนดเกณฑ์มาตรฐานเทคโนโลยี เพื่อให้ระบบและแพลตฟอร์มดิจิทัลจากหลากหลายผู้ให้บริการสามารถเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้ เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนในอนาคต

ท้ายสุด การมาถึงของ Baht Stablecoin และการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการธุรกรรม แต่มองว่ายังเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะพลิกโฉมตลาดทุนไทย ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการลงทุนใน “สินทรัพย์ที่มีคุณภาพ” ได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย