วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลท. หนุนรัฐบาลผนึกข้ามกระทรวง ปั้น ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ รับทุนใหม่ สร้าง New S-Curve

ตลท. ชูโมเดล Green Financing จีน หนุนรัฐบาลผนึกกำลังข้ามกระทรวง ปั้นเศรษฐกิจสีเขียว รับทุนใหม่ สร้าง New S-Curve ดึงต่างชาติใช้โมเดล "BOI to IPO" และหนุนดาต้าเซ็นเตอร์ เกิดซัพพลายเชนระยะยาว หลังตลาดทุนไทย 10 เดือนแรกโดดเด่น ฟันด์โฟลว์ยังบวกสวนกระแสเอเชีย

KEY POINTS

  • ตลท. เสนอให้รัฐบาลสร้างความร่วมมือข้ามกระทรวงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างเป็นระบบและครบวงจร
  • ยกโมเดลความสำเร็จของจีนเป็นตัวอย่าง ที่ใช้หลายกระทรวงร่วมมือกันวางแผนและผลักดันนโยบาย เช่น การส่งเสริมรถยนต์ EV ที่รัฐลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการใช้กลไกทางการเงินสนับสนุน
  • การผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานรัฐและนโยบายการเงิน คือหัวใจสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ และสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ให้กับเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยบนเวที งานสัมมนาใหญ่ เศรษฐกิจไทย หัวข้อ "New S-Curve Thailand" ในงาน  Econmass Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ตลาดทุนไทยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาถือว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงาน (Perform) ได้ดีที่สุดในโลก โดยปรับตัวขึ้นมาประมาณ 25% และมูลค่าการซื้อขายสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สะท้อนถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อประเทศไทย 

แต่อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดทุนไทยจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับกลุ่มธุรกิจ New S-Curve  อย่างไร  เพราะว่า ปัจจุบันตลาดทุนไทยกำลังเผชิญกับภาวะ K-Shaped  ซึ่งกลุ่มขาขึ้น หรือ K ด้านบน พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่ทำผลงานได้ดี เติบโตและช่วยพยุง ผลักดันดัชนีตลาดขึ้นไป

ในขณะที่ กลุ่มขาลง หรือ K ด้านล่าง พบว่า บริษัทขนาดเล็กได้รับความสนใจจากนักลงทุนน้อยลง และมีปริมาณการซื้อขายที่ลดลงธุรกิจขนาดเล็กกลับได้รับความสนใจจากนักลงทุนน้อยลง 

สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ ดังนั้นแนวทางในการยกระดับตลาดทุนไทย จึงมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาโอกาสและอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างความเติบโตในระยะยาว 

ตลท.อยู่ระหว่างการผลักดันเพื่อหาโมเดลธุรกิจ การลงทุน และผลิตภัณฑ์ สินค้าใหม่ๆ เข้ามาในตลาด โดยกำลังผลักดันนโยบาย BOI to IPO เพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศให้ใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งระดมทุนสำคัญ

ความสำเร็จของแนวทางนี้นอกจากจะช่วยเพิ่มความหลากหลายและสร้าง New S-Curve ให้กับตลาดทุนไทยแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ทั้งจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

"โครงการ BOI to IPO มีการเข้าไปพูดคุยและชักชวนบริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยผ่านสิทธิประโยชน์ BOI ให้พิจารณาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน เพื่อขยายธุรกิจและสร้าง New S-Curve ให้แก่ตลาดทุนไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ"

 

อย่างไรก็ตามแนวทางการนำธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น อาจต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการเป็นหลักปี เนื่องจากหลายบริษัทที่เข้ามาลงทุนเพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น 

โดย ตลท. มีแนวทางชัดเจนว่าไม่ต้องการให้นำเพียง "ที่ดินเปล่า" เข้ามาจดทะเบียน แต่ต้องการสนับสนุนธุรกิจที่มีรายได้และสร้างผลกำไรในระดับหนึ่งแล้ว เพื่อให้เห็นมูลค่าที่ชัดเจนก่อนเข้าตลาด อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องเริ่มเร่งดำเนินการตั้งแต่วันนี้  

นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลท. ได้ปรับปรุงเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนเพื่อรองรับธุรกิจในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ตามอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศกำลังผลักดัน มองว่า หากสำเร็จจะช่วยดึงดูดความสนใจจากทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากโครงการเหล่านี้เป็นการลงทุนขนาดใหญ่  และมองว่า กรอบเกณฑ์ที่ตลท.ออกแบบไว้มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุน แน่นอน แต่ในมุมมองของภาคธุรกิจที่จะเข้ามาจดทะเบียน ยังขึ้นอยู่กับนโยบายระดับโลกของแต่ละบริษัท และมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องอีกหลายด้าน ไม่ใช่เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว

พร้อมกันนี้ นายอัสสเดช  กล่าวด้วยว่า  การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และการเงินเพื่อความยั่งยืน (Green Financing) กำลังเป็นโจทย์สำคัญระดับโครงสร้าง  โดยมีตัวอย่างโมเดลความสำเร็จของประเทศจีน จากการถ่ายทอดมุมมองของ ดร. มาจุน ผู้เชี่ยวชาญด้าน Green Financing จากประเทศจีน ระบุว่า ปัจจัยความสำเร็จสำคัญ ในการดำเนินงานของจีน คือการนำ 7 กระทรวง มาร่วมมือและวางแผนให้สอดคล้องกันตั้งแต่วันแรก เน้นการผลักดันนโยบายกรีนอีคอนอมี  เช่น การสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำเป็นต้องทำอย่างครบวงจร

โดยรัฐบาลต้องยอมลงทุนสร้าง สถานีชาร์จ และเตรียมระบบไฟฟ้าให้พร้อมก่อน เนื่องจากผู้บริโภคจะไม่กล้าตัดสินใจซื้อรถ EV หากยังไม่มั่นใจเรื่องสถานที่ชาร์จ

อีกทั้งยังมีการใช้กลไกทางเงินเข้าช่วยสนับสนุน ส่งผลให้ อัตราดอกเบี้ย สำหรับโครงการสีเขียวและการซื้อรถ EV ปรับตัวลดลงจนถูกกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประเทศไทย นายอัสสเดช  มองว่า  หากสามารถสร้างความร่วมมือ (Collaboration) ข้ามกระทรวงในลักษณะเดียวกันได้ จะช่วยขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีพลังอย่างยิ่ง 

โดยปัจจุบันเริ่มเห็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จ เช่น โครงการ Thailand Fast Pass ที่ระบุโดยท่านรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการดึงหน่วยงานอนุมัติใบอนุญาตต่างๆ มาร่วมกัน เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเริ่มดำเนินงานและลงเสาเข็มได้เร็วขึ้น

พร้อมมีข้อเสนอแนะ ให้เร่งนำแนวทางกระชับขั้นตอนใบอนุญาตดังกล่าว ไปขยายผลต่อยอดในระดับประเทศและในอีกหลากหลายมิติ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“มองว่า พลังความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและนโยบายทางการเงินคือหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศ“ 

นอกจากนี้ หลังจากบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ได้อนุมัติแนวทางลงทุน  มองว่า เป็นการวางรากฐานสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แม้ผลลัพธ์อาจยังไม่เกิดขึ้นในทันที แต่เมื่อมีความชัดเจนและเม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลเข้าจริง จะเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้หลายบริษัทที่อยู่ในรายชื่อตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติ มองเห็นศักยภาพของไทยทั้งในมิติระบบการเงิน เสถียรภาพด้านไฟฟ้า ระบบโลจิสติกส์ ตลอดจนความมั่นคง ซึ่งการลงทุนในกลุ่มนี้จะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่งให้กับประเทศในระยะกลางและระยะยาว

ทางด้านภาพรวมการเคลื่อนย้ายเงินทุน (ฟันด์โฟลว์) ผันผวน และในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่เผชิญแรงเทขายเป็นตัวเลขติดลบ  แต่นายอัสสเดช กล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นไทย ยังคงเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ตัวเลขฟันด์โฟลว์ ยังคงมีสถานะเป็นบวก

อย่างไรก็ดี ตลาดเปิดรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ราคาพลังงาน และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกย้ายเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น การถือเงินสด หรือการนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 5% เพื่อรอให้สถานการณ์นิ่ง 

ขณะที่ความเสี่ยงฟองสบู่เอไอ  มองว่า หากความผัวผวนที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในประเทศ แต่เป็นกระแสที่ลุกลามไปทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนไทยยังมีความเสี่ยงในระดับที่จำกัด เนื่องจากการเปิดรับความเสี่ยงในส่วนนี้ไม่มากนัก โดยมีสัดส่วนหลักอยู่เพียงตัวเดียวประมาณ 20% ขณะที่ส่วนที่เหลือยังคงมีความมั่นคง นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ในช่วงที่ผ่านมายังคง มีความแข็งแกร่งและประคองตัวได้ดี  

ขณะเดียวกัน นักลงทุนในไทย มีการลงทุนในกองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับAI ต่างประเทศค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่กองทุน ETF ที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ส่วนใหญ่ยังอิงกับบริษัทภายในประเทศ ทำให้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลเกินไป

“มองว่า ความผันผวนเป็นเรื่องปกติ ในช่วงระหว่างทาง ราคาและสถานการณ์อาจผันผวนบ้าง ซึ่งถือเป็นสภาวะปกติของตลาด” 

ในส่วนของความคืบหน้านโยบายโครงการTISA มีเป้าหมายสำคัญเพื่อปลุกกระแสการออม ของประชาชนเป็นหลักนั้น  กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการออกแบบโครงสร้างให้มีความเหมาะสม รองรับการลงทุนที่หลากหลาย และเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งวางเป้าหมายให้มีผลบังคับใช้ภายในปีหน้า