วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดบวก 6.58 จุด สวนตลาดภูมิภาค โบรกแนะจับตาดอกเบี้ยเฟดสัปดาห์หน้า

ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 6.58 จุด สวนทางภูมิภาค รับแรงซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังเงินทุนโลกหมุนเข้า Value Stock ขณะที่โบรกเกอร์แนะจับตาประชุม Fed สัปดาห์หน้า ท่ามกลางความเสี่ยง Bond Yield และราคาน้ำมันทรงตัวสูง เน้นเลือกหุ้นพื้นฐานดีและราคาไม่แพง

KEY POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 6.58 จุด ที่ระดับ 1,562.67 จุด สวนทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง
  • ปัจจัยบวกมาจากการหมุนเวียนเงินทุนทั่วโลกที่ย้ายออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี (Growth Stocks) เข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มคุณค่า (Value Stocks) ซึ่งตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์ โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารพาณิชย์
  • หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้นโดดเด่น หลังผลประกอบการล่าสุดออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทำให้เป็นที่สนใจของนักลงทุน
  • โบรกเกอร์แนะให้จับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งตลาดยังมีความเห็นไม่ตรงกันว่าจะคงหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ย
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนจึงควรเน้นการเลือกหุ้นรายตัวที่มีพื้นฐานดี

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (22 ต.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,562.67 จุด บวก 6.58 จุด หรือ 0.42% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,565.36 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,551.32 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย รวม 67,157.61 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. KBANK ราคาปิด 242.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.68% มูลค่าการซื้อขาย 5,088.97 ล้านบาท

2. PTTEP ราคาปิด 163.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท หรือ 3.16% มูลค่าการซื้อขาย 4,188.32 ล้านบาท

3. PTT ราคาปิด 41.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.84% มูลค่าการซื้อขาย 4,182.93 ล้านบาท

4. SCB ราคาปิด 151.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.50 บาท หรือ 3.06% มูลค่าการซื้อขาย 4,091.83 ล้านบาท

5. DELTA ราคาปิด 234.00 บาท ลดลง 5.00 บาท หรือ 2.09% มูลค่าการซื้อขาย 3,767.35 ล้านบาท

หุ้นไทยปิดบวก 6.58 จุด สวนตลาดภูมิภาค โบรกแนะจับตาดอกเบี้ยเฟดสัปดาห์หน้า

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในวันนี้มีทิศทางแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศในภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.58 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,562.67 จุด สวนทางกับตลาดหุ้นสำคัญในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลงประมาณ 2-4% ขณะที่ดัชนีฟิวเจอร์สของตลาดหุ้นต่างประเทศเคลื่อนไหวลดลงราว 0.5-1%

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวได้ดีกว่าตลาดอื่น มาจากการหมุนเวียนกระแสเงินทุนในตลาดการเงินโลก ซึ่งเริ่มเห็นการขายทำกำไรหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตสูง หรือ Growth Stocks เพื่อโยกเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นกลุ่มคุณค่า หรือ Value Stocks ที่มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งและระดับราคายังไม่แพงมากนัก โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในตลาดหุ้นเอเชียเหนือและสหรัฐ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติเริ่มขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยี หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากในช่วงก่อนหน้า

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มเห็นการกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มอื่นมากขึ้น โดยดัชนี S&P 500 ที่คำนวณผลตอบแทนโดยให้น้ำหนักหุ้นทั้ง 500 บริษัทเท่ากัน ปรับตัวได้ดีกว่าดัชนีตลาดโดยรวม สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มลดการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และหันไปลงทุนในหุ้นกลุ่มอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพ สินค้าอุปโภคบริโภค และพลังงาน

ส่วนตลาดหุ้นไทยได้รับอานิสงส์จากการหมุนเวียนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นกลุ่ม Value โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ขณะที่หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี กลับเผชิญแรงขายต่อเนื่องในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้า โดยหุ้นอย่าง DELTA KCE และ HANA ปรับตัวลดลงประมาณ 11% ส่งผลให้กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มองว่าการที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีความโดดเด่นกว่าตลาดต่างประเทศ สะท้อนถึงโอกาสในการลงทุนในหุ้นที่ราคายังไม่ปรับขึ้นมากนัก แต่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มคุณค่าที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากผลประกอบการและเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก

สรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถือเป็นหุ้นกลุ่ม Value ที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งของตลาดหุ้นไทย โดยผลประกอบการล่าสุดออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ประมาณ 4% หากไม่นับธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK กำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ประมาณ 51,000 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการที่ระดับ 49,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรของธนาคารที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดประเมินไว้

โดยผลประกอบการที่ดีกว่าคาดเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2% โดยนักลงทุนเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับหุ้นที่มีมูลค่าเหมาะสม มีผลประกอบการรองรับ และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลในระยะยาว มากกว่าการลงทุนในหุ้นที่มีราคาสูงขึ้นมามากแล้ว

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในระยะถัดไปยังต้องติดตามปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งปัจจุบันมุมมองของตลาดยังแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งประเมินว่ายังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทน Bond Yield และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นรายตัวมากกว่าการลงทุนโดยอิงกับทิศทางตลาดเพียงอย่างเดียว โดยเน้นบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตชัดเจน มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว และราคาหุ้นยังไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพในการทำกำไร

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย แนะนำหุ้นที่มีความน่าสนใจด้านมูลค่าและมีโอกาสเติบโตของผลประกอบการ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ซึ่งแต่ละบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนการลงทุนแตกต่างกัน ทั้งการเติบโตของกำไร การฟื้นตัวของราคาหุ้น และระดับมูลค่าที่ต่ำกว่ากลุ่มอุตสาหกรรม

สำหรับ ITC ราคาเป้าหมายไว้ที่ 20.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัพไซด์ประมาณ 20% จากระดับราคาที่ใช้อ้างอิงในการประเมิน โดยมองว่าราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าหุ้นอื่นในกลุ่ม ทำให้ยังมีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุน หากผลประกอบการทยอยฟื้นตัวและปัจจัยบวกเฉพาะบริษัทมีความชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ แนวโน้มผลประกอบการของ ITC ยังมีทิศทางเติบโต โดยคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ประมาณ 820 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ไตรมาส 4/2569 คาดว่ากำไรจะเติบโตต่อเนื่องทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการดำเนินงานที่มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

ส่วนอีกปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากความสามารถในการบริหารจัดการผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ ซึ่งบริษัทสามารถปรับตัวรับมือได้แล้ว ขณะเดียวกัน อัตราการใช้กำลังการผลิตมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมียม ซึ่งช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการทำกำไร

นอกจากนี้ ตลาดยังต้องติดตามความคืบหน้าการควบรวมและซื้อกิจการ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นภายในไตรมาส 4/2569 หากบริษัทสามารถประกาศดีลที่เป็นรูปธรรมได้ ก็อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นความสนใจของนักลงทุนเพิ่มเติม เมื่อประกอบกับแนวโน้มกำไรที่เติบโตและราคาหุ้นที่ยังปรับตัวขึ้นไม่มาก จึงมองว่า ITC เป็นหุ้นที่มีโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป

ขณะที่ MINT ราคาเป้าหมายไว้ที่ 33.90 บาทต่อหุ้น โดยจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ Valuation ซึ่งปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ประมาณ 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มโรงแรมที่อยู่ประมาณ 19 เท่า สะท้อนว่าราคาหุ้นยังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ทั้งนี้ หุ้นโรงแรมหลายบริษัท เช่น บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ต่างปรับตัวฟื้นขึ้นมาแล้ว ขณะที่ MINT ยังซื้อขายอยู่ในระดับที่มี Valuation ต่ำกว่าคู่แข่ง จึงมีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุน หากผลประกอบการออกมาดีและตลาดเริ่มปรับมุมมองต่อศักยภาพการทำกำไรของบริษัท

ส่วนผลประกอบการ คาดว่ากำไรของ MINT ในไตรมาส 3/2569 จะเติบโตประมาณ 6-7% ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการลงทุน โดยกลยุทธ์สำหรับหุ้น MINT จึงเน้นการเข้าลงทุนในบริษัทที่มีพื้นฐานธุรกิจและแนวโน้มกำไรรองรับ แต่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนมูลค่าที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมด

และ BAY ราคาเป้าหมาย 49 บาทต่อหุ้น มีอัพไซด์ประมาณ 24% โดยเป็นธนาคารที่มีมูลค่าหุ้นถูกที่สุดในกลุ่ม มีค่า P/BV เพียง 0.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 1.1 เท่า ขณะที่มีโอกาสเติบโตจากสินเชื่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนใน Data Center และโครงการพลังงานตามแผน PDP ในปีหน้า

นอกจากนี้ BAY ยังมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไรจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) รวมถึงเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลและผลตอบแทนจากเงินปันผล จึงยกให้เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากจุดเด่นด้านราคาที่ยังถูกและโอกาสเติบโตในระยะข้างหน้า